Legend sovereign poison ตำนานราชันหมื่นพิษ

    บทที่5 จิตสังหารแต่กำเนิด

    เป็นเวลากว่าห้าปีแล้วที่อี้หวินได้มีน้องชาย ตัวมันเป็นเด็กกำพร้า คนแรกในครอบครัวคืออาจารย์ที่เปรียบเสมือนบิดา คนที่สองคือฉางกงที่เป็นเสมือนน้องชายแท้ๆ เวลานี้อี้หวินไม่ขาดสิ่งใดทั้งสองคนเติมเต็มและเป็นครอบครัวที่มันรักและห่วงแหน แต่แล้วอสูรร้ายตัวนี้มีสิทธิ์อันใดที่จะมาพรากครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของมันไป อี้หวินใช้ความโกรธทั้งหมดจู่โจมไปยังกลางศีรษะของหมียักษ์นิลกาฬ
    ตูมมม----
    ถึงแม้อี้หวินจะมีโอสถสวรรค์ของอาจารย์ มีพลังบ่มเพาะระดับสูงอย่างเทวะอุดร และมันเป็นก็เป็นหนึ่งในอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะและการต่อสู้ หากแต่ทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถอุดช่องหว่างของหนึ่งดินแดนบ่มเพาะได้
    เมื่อฝ่ามือของอี้หวินสัมผัสเข้ากับเป้าหมาย ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนไป กระบวนท่าคมศาสตราแห่งเทวะอุดรของมันถูกหยุดชะงักที่ผิวกายของอสูรปีศาจขั้น2
    ด้วยความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อกอปรกับลมปราณในร่างของอสูรร้าย มันส่งผ่านแรงสะท้อนจากการโจมตีไปที่ร่างของอี้หวิน จนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ
    “ปะ..เป็นไปไม่ได้ พลังของมันเทียบเท่ากับดินแดนราชันเทพสงครามขั้นปลาย!!!” อี้หวินกล่าวออกอย่างไม่เชื่อสายตา มันรีบประสานมือเรียกใช้พลังของธาตุลม และใช้สายลมเป็นแรงต้านช่วยให้มันสามารถชะงักตัวกลางอากาศได้
    แต่ในระหว่างนั้นเปลวไฟสีแดง พุ่งตรงไปที่ร่างของอสูรร้าย ตูมตูมตูมม!!! พลังเพลิงจากธาตุไฟถูกปล่อยออกมาจากสองมือของฉางกงเพื่อเรียกความสนใจของอสูรร้ายจากนั้นร่างของฉางกงทะยานขึ้นจากพื้น เสื้อผ้าของมันฉีกขาดจากสายลมกรรโชก เฉือนลึกไปถึงผิวหนัง รอยของโลหิตสีแดงสด ปรากฎขึ้นที่ใบหน้าและลำตัวของเด็กหนุ่มวัย5ปี
    “พี่อี้หวิน ข้าไม่เป็นไร” ฉางกงกล่าวออกกับศิษย์พี่
    ในเวลานี้ทั้งสองได้ยืนประจันหน้ากับอสูรร้าย โดยที่ตัวของพวกมันอยู่ขนาบข้างทางซ้ายและขวา โดยมีหมียักษ์นิฬกาลอยู่ตรงกลาง
    อี้หวินจ้องมองไปยังร่างของหมียักษ์ พลังลมปราณของอสูรร้ายเอ่อล้นอย่างเด่นชัด ด้วยความเป็นห่วงศิษย์น้อง มันจึงร้องตะโกนออกไป“น้องเล็ก เจ้าหลบไปก่อน หมียักษ์ตัวนี้แข็งแกร่งเกินกว่าพลังบ่มเพาะของเจ้า ให้ข้าเป็นคนจัดการกับมันเอง”
    ฉางกงส่ายหน้าพร้อมกล่าว “หากเจ้าหมียักษ์ตัวนี้แข็งแกร่งเกินกว่าพลังบ่มเพาะของข้า ก็เท่ากับแข็งแกร่งกว่าพลังบ่มเพาะของท่านด้วยเช่นกันนั้นแหละ ศิษย์พี่ทางรอดของพวกเรามีเพียงต้องร่วมมือกันสังหารมันให้ได้เท่านั้น อย่าได้เป็นห่วงข้าเลย แค่ต้องห่วงว่าศัตรูตรงหน้าจะไม่ตายก็พอ” วาจาเด็ดขาดดังออกมาจากปากของเด็กหนุ่มวัย5ปี
    ได้ยินเช่นนั้นอี้หวินยกยิ้มให้กับคำพูดของฉางกง โอสถจำนวนมากอยู่ในปากของมันก่อนจะกลืนลงคอ จากนั้นมันเสือกเท้าเข้าใกล้ร่างของอสูรร้าย “เด็กน้อย พลังบ่มเพาะของเจ้าอ่อนกว่าข้า จึงไม่รู้อะไรเลยสินะ หลายวันมานี้ศิษย์พี่ของเจ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ดินแดนราชันเทพสงครามได้แล้ว ดังนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง หลบไปก่อน อย่าได้ทำให้ศิษย์พี่ต้องเป็นกังวล”

    ฉางกงได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มเปล่งประกายเจิดจ้า ด้วยความยินดีและปลื้มปิติ“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!!!” เมื่อคิดได้เช่นนั้น การที่มันรั้งตัวเองให้อยู่ในการต่อสู้จะเป็นการไปถ่วงแข่งถ่วงขาของอีกฝ่ายเสียมากกว่า
    ถึงแม้อี้หวินจะสามารถใช้ออกด้วยลมปราณเทวะอุดรได้อย่างคล่องแคล่ว มือเท้าสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอสูรปีศาจขั้น2 สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มแข็งแกร่งขึ้นในพริบตาคือการฝืนกลืนโอสถระดับสวรรค์จำนวนมากเข้าไป หาใช่เป็นการก้าวข้ามดินแดนบ่มเพาะเหมือนเช่นวาจา
    โอสถสวรรค์ช่วยเสริมระดับลมปราณ เพิ่มพูนความเร็วและความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้อย่างมหาศาล ทำให้เวลานี้อี้หวินสามารถรุกไล่อสูรร้ายที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าหลายสิบเท่าได้อย่างน่าดูชม
    ฉางกงยังคงเชื่อว่าความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของอี้หวินเป็นเพราะการเลื่อนระดับดินแดนบ่มเพาะ มันจึงสามารถมองดูการต่อสู้ได้อย่างเบาใจ“เพียงแค่เดือนเดียว ศิษย์พี่แซงหน้าข้าไปไกลแล้ว อาจารย์มักจะเรียกข้าเป็นอัจฉริยะ แต่ตัวท่านนั้นแหละที่เป็นอัจฉริยะตัวจริง”
    แต่ทว่าเมื่อการต่อสู้ผ่านเลยไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มคิด ความเร็วและความแข็งแกร่งของอี้หวินได้ลดทอนหดหายไปหลายส่วน ผลกระทบจากโอสถสวรรค์บังเกิดขึ้นกับร่างกาย ความเจ็บปวดมหาศาลเข้าแทนที่
    การโจมตีที่ทำให้อสูรร้ายต้องผงะถอยหลังไปได้ บัดนี้ไม่สามารถเจาะผ่านผิวหนังของศัตรูได้เลย ซ้ำร้ายความเร็วที่สามารถหลบพ้นอุ้งมือขนาดยักษ์ได้อย่างหมดจด เริ่มมีความผิดพลาดและถูกกรงเล็บของอสูรร้ายสร้างบาดแผลยาวไปตามข้อแขน ลำตัวและใบหน้า
    ฉางกงรับรู้ได้ทันที ถ้าคำพูดของศิษย์พี่เป็นความจริง ลมปราณเทวะอุดรประกอบกับระดับการบ่มเพาะในดินแดนเดียวกัน ไม่มีทางที่ศิษย์พี่ของมันจะพ่ายแพ้ให้กับอสูรร้ายหน้าขนตัวนี้ได้แน่ สิ่งเดียวที่ทำให้ผลการต่อสู้เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า การเข้าสู่ดินแดนราชันเทพสงครามเป็นเพียงคำโกหกที่ศิษย์พี่ใช้หลอกข้า!!! ท่านไม่ต้องการให้ข้าได้รับบาดเจ็บแม้เพียงน้อยนิด!!! “พี่อี้หวินนนน!!!!” ฉางกงร้องตะโกนสุดเสียง
    ........

    ในความเป็นจริงแล้ว อี้หวินมีพลังบ่มเพาะอยู่ในขั้นปลายของดินแดนเทพสงครามเท่านั้น ด้วยพลังบ่มเพาะที่แตกต่างกันถึงหนึ่งดินแดน ที่สำคัญมันยังขาดประสบการณ์ในการสู้จริงอีกมากโข การที่ผลลัพธ์จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้จริงไม่ใช่เรื่องแปลกแม้แต่น้อย
    ละอองเลือดเม็ดเล็กๆกระเซ็นเข้ามาถูกใบหน้าของฉางกง ดวงตาของเด็กหนุ่มเปิดกว้างด้วยอาการตกใจเป็นที่สุด
    จากนั้นกรงเล็บทั้งห้าของหมียักษ์นิลกาฬได้กรีดลงไปที่หน้าอกของอี้หวินอย่างแรง ร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีขาวถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงก่อนที่จะเปียกชุ่มไปด้วยเลือดทั่วทั้งตัว
    ตุบบ.... อี้หวินล้มลงและกลิ้งไปกับพื้นอย่างหมดกำลัง มันหอบหายใจเข้าลึกด้วยความเจ็บปวด จากนั้นมันได้ใช้สองแขนยันกายลุกขึ้นยืนใหม่ ดวงตายังคงมีไฟแห่งการต่อสู้ ทว่าร่างกายดูเหมือนจะไม่ฟังคำสั่ง มันไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามใจคิดอีกแล้ว“ไม่ได้ หากข้าเป็นอะไรไป ใครจะช่วยศิษย์น้อง!!!”
    แม้จะกล่าวออกมาเช่นนั้น แต่เด็กน้อยทำได้เพียงใช้สายตามองไปยังร่างกายของอสูรกายที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นพญามัจจุราชกำลังจะเข้ามาฆ่ากุมเอาชีวิตมันไป

    กำลังเฮือกสุดท้ายของอี้หวินได้ใช้ไปกับการตะโกนออกด้วยลมปราณอย่างสุดเสียง “ฉางกง รีบหนีไป” ก่อนที่จะล้มลงภายในใจก่นด่าให้กับความไร้ฝีมือของตนเอง
    ในขณะนั้นเองที่ด้านหลังของหมียักษ์นิลกาฬพลันปรากฎเงาร่างขนาดเล็กพุ่งตรงเข้ามาด้วยความโกรธแค้น ใบหน้าของเด็กน้อยวัยห้าปี หากแต่ตอนนี้กลับดุร้ายดำมืดคล้ายใบหน้าจำแลงของปีศาจวัยเยาว์
    “น้องเล็ก!!” อี้หวินพึมพำด้วยความตกใจ สายตาของมันตกตะลึงเมื่อได้มองเข้าไปในดวงตาของฉางกงที่บัดนี้เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง คล้ายกับปีศาจร้ายที่กำลังกระหายเลือด สิ่งเหล่านี้ทำให้อี้หวินบังเกิดความรู้สึกกลัว มันเป็นความกลัวที่หาไม่ได้จากการเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจขั้น2
    เช่นเดียวกับเดรัจฉานหน้าขนตัวนี้ สัญชาตญาณสัตว์ป่าบอกมันว่า อันตรายที่จะคร่าชีวิตของมันกำลังพุ่งตรงเข้ามาจากทางด้านหลัง หมียักษ์สะบัดร่างอันใหญ่โตมหึมาไปยังต้นตอของจิตสังหาร จากนั้นมันตะปบอุ้งตีนขนาดใหญ่เข้าใส่เด็กหนุ่มอย่างแรง
    ตัวของฉางกง มีพลังบ่มเพาะน้อยกว่าอี้หวิน แต่ถึงกระนั้นมันกลับมิได้รับแรงกดดันจากพลังบ่มเพาะที่ต่างกันเลย จิตสังหารที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มที่ไม่เคยแม้แต่เข่นฆ่าใครมาก่อน ได้ทำลายแรงกดดันของความแตกต่างในระดับชั้นการบ่มเพาะ