การที่จะสามารถขึ้นไปสู่ระดับจอมเวทชั้นสูงได้นั้นผู้คนส่วนมากจะใช้เวลายาวนานนับสิบปี บางคนก็อาจที่จะถึงขั้นวัยแก่ชราแล้วกว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ หรือในหมู่บุคคลอัจฉริยะที่เคยมีมาอายุน้อยสูงสุดที่สามารถมาอยู่ในชั้นนี้ได้ก็อายุ 20 กว่าปีเข้าไปแล้ว แต่ตัวของหลินเทียนในยามนี้นั้นตัวของเขาอายุยังไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำแต่กับสามารถมายืนอยู่บนจุดนี้ได้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง
“รางวัลของผู้ที่พิชิตหอคอยนี้ได้มันช่างเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง” ถึงแม้ว่าการเวลาจะไหลผ่านไปนานหลายอึดใจแต่ตัวของผู้อำนวยการเช่นมัน ก็ยากที่จะทำใจยอมรับได้ ชิงหลงนั้นสามารถขึ้นมาสู่ระดับจอมเวทชั้นสูงได้ก็เมื่ออายุ 30 ปีเข้าไปแล้ว ด้วยอายุเพียงแค่ 30 ปีของมันในช่วงเวลานั้นก็ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนไปทั่วแล้วและในปัจจุบันพลังของมันในยามนี้อยู่ที่ จอมเวทขั้นสูง ขั้นที่ 9 เป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดภายในทวีปแห่งนี้
“ท่านจะไปตื่นเต้นอะไรกับเรื่องเพียงแค่นี้” สำหรับหลินเทียนแล้วในช่วงเวลานี้นั้นยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีความแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งกว่าตน หากเขาหลงดีใจกับเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้นั้นมันก็ไม่ต่างอะไรไปจากกบในกะลาที่ยังไม่เคยพบเคยเห็นโลกกว้าง ทางด้านของชิงหลงนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหลินเทียนตัวของเขาถึงกับจ้องหน้ามันเป็นเวลานานโดยไม่พูดอะไร เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้หาได้รู้เลยว่าในฐานะของเด็กรุ่นเยาว์จากหลากหลายทวีปไม่แน่ว่าตัวของมันผู้นี้อาจจะมีความแข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดแล้ว ตัวของชิงหลงในฐานะกลุ่มคนชั้นหัวแถวมันย่อมรู้ถึงขีดจำกับความสามารถของรุ่นเยาว์จากต่างทวีปเป็นยังดีไม่เว้นแม้แต่ทวีปที่มีความแข็งแกร่งที่สุดไม่แน่ว่าตัวของหลินเทียนในยามนี้ความสามารถของมันเลยเจ้าพวกนั้นไปไกลแสนไกลแล้ว มันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบุคคลเช่นนี้จะมาเกิดและโตที่ทวีปที่สุดแสนจะอ่อนแอ
“เห้อ..ด้วยพลังของเจ้าข้าชักเริ่มที่จะเป็นห่วงคู่ท้าประลองเป็นตายกับเจ้าเสียแล้ว” หลังจากที่ตัวของชิงหลงรู้ถึงขีดความสามารถของหลินเทียนเขาก็เริ่มที่จะรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าหมิงโจวขึ้นมา
“ท่านวางใจเถอะข้ามิใช่คนโหดร้ายมากมายถึงเพียงนั้น” ตัวของหลินเทียนนั้นก็ขี้เกียจที่จะถือสากับเจ้าคนพวกนี้
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” ผู้อำนวยการชิงหลงตอบกับด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อถืออย่างถึงที่สุด เจ้าเด็กนี่มันไม่โหดร้ายแต่จิตใจของมันโหดเหี้ยมอำมหิตเสียมากกว่า คนปกติธรรมดาที่ไหนที่จะจับหักแขนหักขาผู้คนเป็นจำนวนนับสิบคนและหนึ่งในนั้นยังถึงขั้นต้องพิการตลอดชีวิต
ทางด้านของโลกภายนอกในยามนี้นั้นข่าวคราวของหลินเทียนถูกแพร่กระจายเป็นวงกว้างไม่เพียงแต่ตัวของเขาจะโด่งดังภายในทวีปแห่งนี้เท่านั้นแต่จากหลากหลายทวีปก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน การที่จะมีคนผู้หนึ่งที่จะสามารถพิชิตหอคอยได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เล็กๆเลย ถึงแม้ว่าหอคอยสวรรค์แห่งนี้นั้นจะอยู่ภายในทวีปที่สุดแสนจะอ่อนแอแต่ก็มีผู้คนจากหลากหลายทวีปมาเข้าร่วมการทดสอบด้วยเช่นกัน ต่อให้มันผู้นั้นเป็นยอดคนแค่ไหนก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถไปถึงขั้นสูงสุดได้จะมีก็แต่เพียงผู้ก่อตั้งของโรงเรียนจอมเวทแห่งนี้เท่านั้นที่ตัวของมันนั้นสามารถขึ้นไปถึงชั้นที่ 18 และในยุคสมัยเมื่อหลายหมื่นปีก่อนตัวของผู้ก่อตั้งผู้นี้มีชื่อเสียงที่โด่งดังอยู่ไม่น้อยเลยและการที่มีเด็กรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งที่สามารถพิชิตหอคอยแห่งนี้ได้นั่นไม่หมายความว่าตัวของมันผู้นี้จะไม่สามารถไปได้ไกลกว่าผู้ก่อตั้งคนนนี้อีกหรือ คนใหญ่คนโตบางคนให้ความสนใจในตัวหลินเทียนเป็นอย่างมากแต่บางคนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะในยามนี้ในสายตาของพวกมันนั้นก็มองหลินเทียนไม่ต่างอะไรไปจากเจ้าลูกเจี๊ยบตัวนึงเท่านั้น
ณ ทวีปกิเลนนภา
ทวีปแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในทวีปที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในโลก มีฟูงมังกรยักษ์เป็นจำนวนนับสิบตนบินผ่านไปผ่านมารอบด้านภายในอาณาจักรแห่งนี้สถานที่แห่งนี้นั้นถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของทวีปกิเลนนภา ภายในห้องโถงที่ยิ่งใหญ่อลังการแห่งนี้นั้นมีผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของหลินเทียน
“ท่านพ่อเจ้าเด็กหลินเทียนผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆหลังจากที่พวกเรากลับมาไม่พอปีก็ได้ยินชื่อเสียงของมันแล้ว” อาชามังกรมู่ซานกวน กล่าวกับผู้เป็นบิดาด้วยความตื่นเต้นยินดีถึงขีดสุด
“เหอะ เจ้าเด็กแสบนี่มันร้ายจริงๆ ข้ารู้ถึงความยากเย็นหอคอยสวรรค์เป็นอย่างดี ไม่คิดมาก่อนเลยว่าผู้ที่จะพิชิตหอคอยสวรรค์ได้จะเป็นคนที่หลานสาวที่น่ารักของข้าเป็นคนเลือก” ท่านปู่ของมู่หลานหลาน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความคิดถึงเมื่อครั้งอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์ตัวของตาเฒ่าผู้ชราผู้นี้ก็เคยมาเยือนหอคอยสวรรค์เช่นกัน
“เจ้าหนุ่มนั่นในยามนี้ไม่ธรรมดาก็จริงที่สามารถพิชิตหอคอยสวรรค์แห่งนั้นได้ แต่ตัวของมู่หลานหลานในยามนี้เองพลังฝีมือของนางพัฒนาไปไกล หากนางได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับเจ้าหนุ่มนั่นนี่อาจจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่จะให้นางพัฒนาตัวเอง” ท่านย่าของมู่หลานหลานกล่าวออกมาด้วยความภูมิใจ เพราะตัวของหลานสาวของนางในยามนี้นั้นสามารถพัฒนาฝีมือไปได้ไกลยิ่งกว่าตัวของนางสมัยสาวๆเสียอีก
“เห่อ แต่นิสัยของนางเองก็ดูเหมือนจะเริ่มที่จะมีปัญหาตั้งแต่ที่ตัวของนางเดินทางกลับมา นางกับพี่สาวของนางดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะเลวร้ายถึงขั้นถึงขีดสุด” อาชามังกร มู่ซานกวน กล่าวออกมาด้วยความเหนื่อยใจเขาพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คนทั้งสองเข้าใจกันไม่ว่าจะอย่างไรพวกนางก็โตกันด้วยมา
“เจ้าลูกโง่… หากที่โลกใบนี้มียาชนิดไหนที่จะทำให้เจ้าฉลาดขึ้นข้าก็จะไปซื้อมันมา ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่านังสารเลวมู่ชิงต้องการที่จะสังหารบุตรสาวของเจ้า เจ้ายังไปเข้าข้างมันอีก” ท่านย่าของมู่หลานหลานกล่าวออกมาอย่างโกรธเคืองไม่ว่าจะทำอย่างไรเจ้าบุตรชายของตนผู้นี้ก็ไม่หายโง่เสียที เกรงว่าต้องเกิดภัยร้ายกับมันเสียก่อนถึงจะหาย