“ข้าเข้าใจว่าหนิงอันอยู่ในกระท่อมนี้มาั้แ่จำความได้..แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหนิงอันหลบลี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันได้อย่างไรหากดวงตามืดบอด” ยักไหล่และเดินไพล่หลังจากไป
คำพูดจากคนเยาว์วัยกว่าทำให้นางต้องยกมือกุมหน้าอกตัวเองเพราะมันเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง ‘องค์ชายผู้นี้จะตามจับผิดนางทุกฝีก้าวจริงๆ สินะ’ แล้วนางจะหนีห่างจากเขาได้อย่างไร ยิ่งยามนี้ท่านยายเจียวจินกำลังเดินทางออกจากแคว้นเพื่อช่วยเหลือเปิดดวงชะตาให้ผู้อื่นนานนับสามเดือนเช่นนี้อีกใครจะช่วยกันนางออกจากเขา แต่เดิมจะมีองครักษ์ทั้งสตรีและบุรุษเดินอยู่รอบๆ กระท่อมนับยี่สิบคน ทุกคนคุ้นเคยกับนางเป็อย่างดีแล้วมาวันนี้เหตุใดพวกเขาถึงปล่อยให้… ‘นั่นสิ!!’ เขาคือองค์ชายเ้าหยางหลง..ไม่สิพี่ชายฝาแฝดของฮองเฮาเ้าเฟิ่งเซียนที่เป็สตรีงดงามอันดับหนึ่งของแคว้นเพ่ยสินะ ก็ไม่แปลกที่ทหารจะไม่กล้าเข้ามาห้าม
เจียวหนิงอันปรับลมหายใจขึ้นลงเป็ระยะๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในกระท่อม ยิ่งเติบใหญ่นางก็ยิ่งควบคุมความสงบนิ่งได้ดีกว่าเดิม ทุกวันนี้เวลานางพบปะกับผู้ใดหากไม่ตั้งใจรึสนใจเป็พิเศษ ภาพเหตุการณ์ของคนผู้นั้นจะไม่แว่บผ่านเข้ามาให้นางต้องปวดหัวอีกต่อไปแล้วซึ่งถือว่าเป็เื่ดี สองขาเพรียวเดินวนไปมาในห้องรับรองด้านหน้าก่อนจะนึกได้ว่าประตูไม้ยังคงเปิดอยู่ จึงเดินเลี่ยงเข้าห้องนอนไป ผ้าขาวปิดตาถูกดึงออกอย่างไม่ใส่ใจนัก
๑----------------------------๑
หลังจากวันนั้น ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา บุรุษรุ่นเยาว์คอยวนเวียนอยู่ไม่ห่างจากกระท่อม บ้างเดินมาหยอกเย้า บ้างเดินมาขอสำรับอาหาร บางครั้งเดินมานั่งดูเฉยๆ หนิงอันรู้ว่าเ้าหยางหลงกำลังสงสัยนางและ้าตรวจดวงชะตาแต่สิ่งใดคือ....การมาสร้างกระท่อมอยู่ในพื้นที่ติดกับนางเช่นนี้ หนิงอันไม่รู้จะต่อว่าองค์ชายอย่างไรดีในเมื่อยามนี้นางคือสตรีตาบอด หากนางถามออกไปแน่นอนว่าสิ่งที่เขาตอบกลับมาก็คือ ‘เ้าเห็นรึ?’
๑---------------------------๑
ด้านนอก ห่างจากกระท่อมของสตรีตาบอดเพียงครึ่งลี้
เหล่าองครักษ์เงามากกว่าห้าสิบคนช่วยกันสร้างกระท่อมจากไม้ขึ้นมาในเวลาเพียงสองชั่วยาม (4ชั่วโมง) พร้อมของใช้และชุดเสื้อผ้าอีกหลากหลายชุด เ้าหยางหลงนั่งมองการทำงานอยู่หน้ากระท่อมของสตรีตาบอดที่เขาเห็นนางง่วนอยู่ด้านหลังเพื่อปรุงอาหาร ‘คนตาบอดต้องเก่งแค่ไหนกัน’ ในการทำอาหารหน้ากองไฟไม่ให้พลาดพลั้ง..แต่นางก็ทำไปแล้ว
“คุณชาย้าห้องครัวหรือไม่ขอรับ” ฟงอี องครักษ์คนสนิทถามขึ้นมาใกล้ๆ
“ไม่ ข้าจะทานกับหนิงอันพวกเ้าแค่หาของมาเตรียมไว้ให้นางเป็พอ” เ้าหยางหลงตอบองครักษ์โดยไม่ถามความสมัครใจของเ้าบ้านแม้เพียงนิด แต่แล้วอย่างไรในเมื่อตัวเขาก็รับสำรับของนางมาหลายวันแล้ว
“ขอรับ” เดินห่างออกไปเพื่อสร้างบ้านไม้ไผ่ต่อ
เสียงฝีเท้าแ่เบาเดินออกมาจากด้านหลังแม้เ้าหยางหลงไม่หันมองก็รับรู้ได้ว่าเป็เจียวหนิงอัน กลิ่นอาหารหอมโชยออกมากระทบจมูกพร้อมกับเสียงเรียกด้านหลัง
“เ้าหยางหลง”
“หืม” หันมองและลุกขึ้นไปยกถาดไม้ออกจากมือบางโดยเว้นการจับต้องเนื้อตัว
“เหตุใดมิหาอาหารกินเองเล่า จะมาฝากท้องกับข้าซึ่งเป็สตรีตาบอดมันไม่ถูกต้อง” นางเดินไปนั่งลงตรงกันข้ามอย่างไม่กลัวล้ม
“ข้าทำอาหารเป็ที่ใดกันเื่เช่นนี้เป็เื่ของสตรีฝากท้องกับเ้าก็ถูกแล้ว” มองอาหารหน้าตาประหลาดสองจานไม้ตรงหน้า “นี่คือสิ่งใด?”
“ข้าวผัดหมู”
“_” หัวคิ้วขมวดมุ่น
“บ้านข้าปลูกข้าวก็ต้องทำอาหารเช่นนี้ นี่คือข้าวผัดใส่เนื้อหมูด้วย หากเ้าไม่กล้ากินก็ไปที่อื่นข้าหาได้สนใจ” แกล้งยกมือขึ้นคลำๆ ไปบนโต๊ะอาหารทั้งๆ ที่ผ้าบางปิดตามิได้กั้นสิ่งใดมากนัก
“หนิงอันกินได้ข้าก็ย่อมกินได้” ทำหน้าที่สุภาพบุรุษยกอาหารออกจากถาดไม้ให้สตรีตรงหน้าหนึ่งจาน ตนเองหนึ่งจานใบหน้าคมคายก้มลงสูดดมความหอมพร้อมกับยกยิ้ม ก่อนจะลงมือรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย เ้าหยางหลงไม่รู้ว่านางคิดมันออกมาได้อย่างไรกัน “หนิงอันทำอาหารรสชาติดียิ่งนัก..ข้าชอบ”
“ขอบคุณ” ผ้าขาวซับริมฝีปากพร้อมกับรินชาหอมๆ ขึ้นจิบ “แล้วเมื่อใดเ้าถึงจะกลับวังหลวงเสียที มิใช่ข้าบอกไปแล้วรึว่าจะไม่ตรวจชะตาให้เ้า อยู่ที่นี่ไปก็สูญเปล่า ลำบากก็เท่านั้น” หาทางไล่ออกไปตรงๆ
“นั่นสิ..ลำบากก็เท่านั้น แต่ข้าก็อยากอยู่ดูหนิงอัน” ตักข้าวผัดเข้าปากเรื่อยๆ
“ดูข้าด้วยเหตุใด หากกลัวว่าข้าจะเป็อันตรายเ้าก็คิดผิดแล้วในเมื่อที่กระท่อมของข้ามีทหารรักษาการณ์อยู่มากมายหาใช่เื่ที่องค์ชายเช่นเ้าต้องมาใส่ใจ” กล่าวไล่ยาวเหยียดเพราะยิ่งอยู่นาน..นางก็ยิ่งไม่เป็ตัวของตัวเอง หนำซ้ำยามนี้เขามาสร้างกระท่อมอีก..มันหมายความว่าอย่างไร ‘เขาคิดจะอยู่ที่นี่กี่วันงั้นรึ’
เ้าหยางหลงไม่อยากเถียงกับนาง เขาจึงเปลี่ยนเื่เสีย “ท่านยายออกไปช่วยผู้คนเช่นนี้บ่อยหรือไม่?”
เฮ่อ!! สตรีตาบอดถอนหายใจ “ย่อมไปบ่อย ในหนึ่งปีท่านยายเดินทางมากกว่าสามครั้ง” ตามที่ท่านฝันพยากรณ์
“หนิงอันมิไปด้วยรึ”
“เคยไปด้วยหนึ่งครั้งในตอนสิบหนาว ครั้งนั้นเป็ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่ทำให้ข้าเกือบ..ตาย” ดวงตาใต้ผ้าขาวสั่นระริก
นางจำได้ดีถึงเคราะห์กรรมของสตรีผู้หนึ่งในแคว้นหยิน สตรีในหอโคมแดงที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ ภาพหลอนในจิตใจของสตรีนางนั้นเฝ้าคิดถึงแต่เื่ตาย เื่ล้างแค้นไม่มีจบสิ้นจนสุดท้ายเจียวหนิงอันก็ได้เห็นภาพที่นางใช้ผ้าสีแดงผูกคอตนเองพร้อมกับรอยยิ้ม ใต้ฝ่าเท้าของนางมีศพของบุรุษผู้หนึ่งนอนให้นางเหยียบย่ำขึ้นสู่คานสูงแล้วห้อยตัวลงมา ครั้งนั้นหนิงอันปวดหัวอย่างรุนแรงจนถึงกับสลบไปนานถึงสองวัน “อย่าได้ถามถึงมันเพราะข้าไม่อยากจะเอ่ยถึงอีกแล้ว” และนั่นทำให้นางกลับมาฝึกตนเองอีกครั้ง ฝึกข่มจิตใจ ฝึกพลังพิเศษของนางไม่เช่นนั้นหากนางพบเื่ที่หนักหนากว่านี้นางอาจจะกลายเป็สตรีวิกลจริตแน่ๆ จนมาถึงวันนี้..นางสามารถกำหนดได้ด้วยตนเองเพียงแค่นึกถึงชื่อคนผู้นั้น..ทุกเื่ราวจะไหลผ่านเข้าสู่สำนึกของนางทันที..แต่ความสามารถนี้ใช้ไม่ได้กับบุรุษรุ่นเยาว์ตรงหน้า
“แล้ว..หนิงอันอยู่กับท่านยายเพียงสองคนรึ” เ้าหยางหลงรู้ว่านางคือหมอดูสกุลเจียวหนึ่งเดียวแห่งแคว้นเพ่ย มีคนขับรถม้าเป็ผู้ช่วยท่านยาย นอกจากนั้นไม่รู้สิ่งใดอีก
“_” เจียวหนิงอันยังนิ่งเงียบครุ่นคิด “จะอยากรู้เื่ของข้าไปด้วยเหตุใดเล่า”
“อยากรู้เพราะสนใจแต่ถ้าหนิงอันมิอยากบอกข้าก็จะไม่ถามอีก” เ้าหยางหลงมอง “ส่วนข้า..เ้าหยางหลงบุตรชายของพระอนุชาในองค์ฮ่องเต้แคว้นเ้า ยามนี้สิบหกหนาวยังไม่มีชายาหรือสาวใช้อุ่นเตียง” นั่งเท้าคาง “อาจจะเคยเที่ยวหอนางโลมแต่ก็แค่เคยตามวิสัยบุรุษ” เห็นใบหูสตรีตรงข้ามเริ่มแดงก่ำก็ยิ่งชอบใจ “วิทยายุทธ์ขั้นห้าตอนต้น ยามนี้อยู่ว่างๆ จึงมานั่งเฝ้ามองสตรีที่น่าสนใจ” ไม่รู้ว่าสนใจมากเพียงไหนเขาถึงได้กล้าปลูกกระท่อมอยู่ตรงนี้ทั้งๆ ที่มาเฝ้าดูนางเพียงสิบห้าวัน
“_” หน้าหนา “ข้ามิได้อยากรู้” พยายามเก็บจานชามแต่ถูกฝ่ายบุรุษแย่งไปก่อน
“ข้าช่วย” ยกถาดขึ้นและเดินนำออกไป เ้าหยางหลงบอกเื่ของตนเองเพราะอยากจะทำความคุ้นเคยกับนางบ้าง ก็อย่างที่เขาเคยกล่าว ‘นางน่าสนใจ’ จนเขายังไม่อยากจะกลับแคว้นเ้า แล้วจู่ๆ เจียวหนิงอันกลับพูดขึ้นมา
“มารดาข้าเสียชีวิตในตอนที่ข้าเกิด บิดาเดินทางไปบำเพ็ญตนส่งบุญให้แก่มารดาที่สำนักสงฆ์บนอารามอินชง”
‘อย่างน้อยนางก็ยังพูด’ เดินมาจนถึงครัว…เ้าหยางหลงจึงเอ่ยถาม “เช่นนั้น..อยากไปหาบิดาหรือไม่?”