รถม้าที่ประตูทิศใต้นำพาอู๋อ๋องและอู๋สี่จากไปแล้ว เหลือเพียงรถม้าทางทิศตะวันออก อู๋ฮวนแบกจางหลินถงพาดไหล่พานางวิ่งไปที่นั่น แรงกระแทกทำให้จางหลินถงเจ็บในท้องน้อยมาก กว่าจะมาถึงรถม้าได้ นางแทบขย้อนอาหารที่กินเมื่อตอนกลางวันออกมาจนสิ้น อู๋ฮวนดันจางหลินถงขึ้นไปบนรถม้าพลางขึ้นตามหลังนางไป ตามด้วยไห่เถิง ส่วนเซินสี่ และเป่าซานทำหน้าที่อารักขาอยู่ด้านนอก
“ไป ไป”อู๋ฮวนออกคำสั่งเมื่อคนทั้งหมดขึ้นไปบนรถม้าครบแล้ว คนขับรถกระตุกเชือก ม้าออกแล่นมุ่งสู่งประตูประตูเมืองที่จวนใกล้จะปิดอย่างรวดเร็ว
อู๋ฮวนหายใจหอบจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงแรงมาก เนื่องจากบาดเจ็บ อีกทั้งต้องแบกคนหนึ่งคนไว้บนบ่า และใช้วิชาตัวเบา เขาสูญเสียกำลังไปมากจึงเหนื่อยง่ายกว่าปกติ กระทั่งปรับจังหวะการหายใจได้จึงโน้มตัวลง และพยายามใช้มือคลำหาจุดที่ถูกลูกศรยิง ซึ่งมันปักอยู่ตรงสะบักซ้าย พอเจอก็สูดหายใจลึก ก่อนจะกัดฟันแน่นกลั้นใจแล้วดึงออกมา ทว่าโชคร้าย มันดันหักและทิ้งส่วนหัวลูกธนูไว้ในตัวของเขา
“อ้าก!”อู๋ฮวนเจ็บมากร้องครางพลางโยนส่วนที่หักติดมือทิ้งอย่างอารมณ์เสีย นึกถึงสีหน้าซ่งตงหยางแล้วแค้นใจนัก เขารู้ว่าซ่งตงหยางไม่ได้คิดจะยิงจางหลินถง แต่ซ่งตงหยางตั้งใจใช้จางหลินถงมากดดันให้เขาเอาตัวเข้าขวาง
สถานการณ์บีบคั้น หากเขาก้าวช้าไปนิดเดียว ลูกธนูดอกนี้คงปักอยู่ตัวนางแล้ว และโชคดีของเขาอีกเช่นกันที่เวลานั้นจางหลินถงเร่งลมปราณปกป้องทันเวลาพอดี ทำให้ความแรงของลูกธนูลดลงไปกว่าครึ่ง หาไม่ธนูดอกนี้คงทะลุถึงหัวใจปลิดชีพเขาไปแล้ว
“ท่านหมอพี่ฮวนถูกยิง”จางหลินถงเป็นห่วงชายหนุ่มจนลืมตัว ยื่นมือไปคว้าแขนเขาไว้พลางชะโงกหน้ามองด้านหลังของเขา เห็นที่สะบักไหล่ซ้ายมีรอยเสื้อขาดเป็นรู และได้กลิ่นคาวโลหิตโชยแตะจมูก
“อาหลิน เจ้า...”อู๋ฮวนดีใจที่ได้ยินนางเรียกเขาเหมือนแต่ก่อน อารมณ์หงุดหงิดหายไป พอจางหลินถงได้สติก็ปรับสีหน้าเป็นปกติรีบหดมือกลับ อู๋ฮวนอมยิ้มแม้นางจะเรียกเขาเพราะลืมตัว แต่แค่ได้ยินนางเรียกเช่นนั้นอีกครั้งเขาก็ดีใจแล้ว
ไห่เถิงได้ยินจางหลินถงบอก จึงชะเง้อมองด้านหลังชายหนุ่ม ใบหน้างามราวอิสตรีพลันเคร่งเครียด เพราะหัวลูกธนูหักคาด้านในจำเป็นต้องหาสถานที่ดีๆสำหรับทำแผล และต้องมีน้ำอุ่น ผ้าสะอาด มีดที่คมมาก เนื่องจากต้องกรีดเปิดแผลเท่านั้นถึงจะนำหัวธนูมันออกได้
“หัวธนูฝังในต้องเปิดแผลเท่านั้น สาวน้อยเราต้องหาที่ที่สงบเพื่อทำแผล”
“ไม่ได้ เราหยุดตอนนี้ไม่ได้ เราต้องรีบไป หาไม่คนของฮ่องเต้จะตามทัน”อู๋ฮวนรีบบอก เพราะการบุกวังหลวงช่วยอู๋อ๋องทำให้พวกเขาไม่สามารถอยู่เมืองหลวงต่อได้ เนื่องจากจะถูกค้นพบในไม่ช้า อีกทั้งหอสราญรมณ์อาจพลอยเดือดร้อนไปด้วย จึงต้องออกจากเมืองหลวงทันทีที่ช่วยคนได้ ฉวยโอกาสตอนที่คำสั่งจับกุมยังลงมาไม่ถึง หนีออกจากเมืองเพียงเท่านี้ก็มีโอกาสรอดแล้ว
“ท่านหมอท่านมีวิธีห้ามเลือดก่อนหรือไม่”จางหลินถงร้อนใจเช่นกัน
“ห้ามเลือดห้ามได้ แต่ข้ากลัวว่าแผลของเขาจะอักเสบบวมเป็นหนองนี่สิ”ไห่เถิงเป็นห่วงเรื่องนี้มาก
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี”
“ทำเท่าที่ทำได้ก่อนก็แล้วกัน เรายังไม่พ้นเขตเมืองหลวงหยุดตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด”อู๋ฮวนตัดบทพลางถอนหายใจอย่างอ่อนล้า วันนี้เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แต่เพราะยังอยู่ในอันตรายจึงไม่สามารถข่มตาหลับได้
“ในเมื่ออยู่ที่นี่ไม่ได้ เราจะไปไหนกันต่อ”ไห่เถิงถาม ขณะลูบคลำตามตัว หาผงยาที่เขาตรียมติดตัวไว้ใช้ในตอนจำเป็นออกมาตรวจนับ
“กลับค่ายพยัคฆ์ขาว”อู๋ฮวนตอบอย่างอ่อนแรง มีเพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้นที่พวกเขาไปได้
“อะไรนะ แต่ว่าที่นั่น...”ไห่เถิงชะงักเพราะไม่รู้เรื่องนี้ เขารู้แต่ว่ายังมีคนในหน่วยพยัคฆ์ขาวรอดชีวิตอยู่อีกมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด จึงเข้าใจผิดว่าอู๋ฮวนจะกลับเมืองเตียวฮุย
“ที่เมืองเตียวฮุยเป็นค่ายเดิม แต่หลังจากถูกราชสำนักบีบคั้นหนัก ท่านยายและท่านตาจึงวางแผนโยกย้ายกำลังไปที่อิงหยาง และสร้างข่าวปลอมขึ้นมา ทำให้ผู้คนคิดว่าหน่วยพยัคฆ์ขาวสูญสิ้นไปเกือบหมดแล้ว แต่ที่จริงกองกำลังหลักอยู่ที่อิงหยาง”จางหลินถงไขความกระจ่างให้ไห่เถิงฟัง
“อิงหยาง เจ้าว่าที่อิงหยางก็มีค่ายพยัคฆ์ขาวงั้นหรือ?” ไห่เถิงทั้งตกใจ ทั้งตื่นเต้น
“อืม”จางหลินถงพยักหน้า
“แต่อิงหยางเป็นเมืองไร้กฎหมายและป่าเถื่อน เหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของต้าอู๋ แต่ไม่ยอมรับกฎหมายต้าอู๋ ได้ยินว่าต้าอู๋ไม่สามารถกำราบพวกเขาได้ จึงยกให้เป็นเขตปกครองตนเอง ที่นี่นอกจากรวมทุกชนเผ่าที่ไร้บ้าน ยังมีโจรมากมายปล้นชิง”ต่อมาสีหน้าไห่เถิงเริ่มไม่สู้ดี เมื่อนึกได้ว่าอิงหยางเป็นเมืองแบบใด
“เพราะที่นั่นไร้กฎหมาย เพราะที่นั่นอยู่นอกเหนือการควบคุมของต้าอู๋ หน่วยพยัคฆ์ขาวถึงอยู่รอดปลอดภัย แม้แต่คนในวังหลวงก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ที่นี่จึงเป็นที่ที่เหมาะแก่การซ่อนตัวมาก”อู๋ฮวนอธิบายต่อ“เวลานี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย มีเพียงที่นี่ที่เดียวแล้ว ที่คนของฮ่องเต้ไม่กล้าแตะต้อง ข้ามอบหมายให้ต้าเจิงและรองแม่ทัพจู นำเด็ก ชูหลิงรวมถึงข้าวของส่วนตัวที่สำคัญ มุ่งหน้าออกจากเมืองไปตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว กลุ่มของเจี่ยอินและผู้คุ้มกันของข้า กำลังคุ้มกันอู๋อ๋องและอู๋สี่ตามไป เราไม่สามารถกลับอู่โจวได้ ที่นั่นตกอยู่ภายใต้อำนาจของฮ่องเต้ ส่วนทางโจเจียงคาดว่าอีกไม่นาน คนของฮ่องเต้และซ่งตงหยางต้องรู้แน่ ข้าจึงส่งสารลับให้คนของข้าที่นั่น พาองค์รัชทายาทและจูซือเจียเดินทางไปรอพบที่อิงหยางเช่นกัน”
“กว่าจะถึงอิงหยางต้องเดินทางนานหลายเดือนเลยทีเดียว จวิ้นอ๋องท่านบาดเจ็บทนไหวแน่หรือ”จางหลินถงอดเป็นห่วงเขาไม่ได้
“ไหวสิ ข้ายังมีหน้าที่ที่ต้องทำ ข้ายังไม่ยอมตายตอนนี้แน่ เพียงแต่ตอนนี้ข้าไม่เหลืออำนาจในวังหลวง อาหลินต่อไปข้าต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”
เขากล่าวอย่างละอาย เขาไม่เหลืออำนาจ ไม่เหลือกระทั่งบ้านให้กลับ จึงไม่หลงเหลือความหยิ่งผยองเช่นแต่ก่อน
“กล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านยังเหลือตำแหน่งรักษาการแม่ทัพหน่วยพยัคฆ์ขาว ที่ท่านตาแต่งตั้งให้ท่านอยู่มิใช่หรือ”จางหลินถงหัวใจอ่อนยวบ จึงพูดกับเขาดีๆ ไม่ทำเย็นชาใส่เหมือนตอนแรก
อู๋ฮวนในเวลานี้ไม่ต่างจากนางในตอนนั้น ในตอนที่นางไร้บ้าน เขาหยิบยื่นมาให้แม้มีผลประโยชน์แฝงเร้น แต่เขาก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดี ให้เสื้อผ้าอบอุ่น ให้อาหาร ให้ยา ให้ความคุ้มครอง ให้ที่นอน
ในเวลานี้เขาและคนของเขาลำบาก นางจะนิ่งเฉยได้อย่างไร หญิงสาวมองใบหน้าซีดขาวของชายหนุ่ม เห็นสีหน้าของเขาซีดเซียวมาก คิดว่าเขาน่าจะเสียเลือดมากแล้ว หากยังมัวแต่คุยเกรงว่าเขาได้ตายจริงๆแน่
“เช่นนั้นหลังจากนี้ ท่านและคนของท่านต้องเชื่อฟังข้า และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับท่าน ก็ต้องเชื่อฟังข้า”
พอได้ทีนางจึงเริ่มอวดแบ่งบารมี อู๋ฮวนหัวเราะ“ได้ ข้าและคนของข้าจะเชื่อฟังเจ้า เชิญคุณหนูออกคำสั่งมาได้เลย”
“ดี อย่างแรกท่านต้องให้ท่านหมอห้ามเลือดก่อน รอให้พ้นจากเมืองหลวงค่อยหาที่พักทำแผลอีกที ท่านห้ามตายระหว่างทางเด็ดขาด จำเอาไว้ว่าที่หน่วยพยัคฆ์ขาว ยังมีเรื่องที่เราต้องช่วยกันแก้ไขอยู่อีกมาก”จางหลินถงสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ท่วงท่าหยิ่งผยองใช้ได้
อู๋ฮวนอบอุ่นใจเมื่อได้ยินนางใช้คำว่า‘เรา’แทนตัวเขาและนาง นั่นหมายถึงนางยังไม่ได้เกลียดเขาเข้ากระดูก เช่นที่เกลียดเจิ้งจื่ออี้กับซ่งตงหยาง และศัตรูทั้งหมดของนาง
“ขอรับคุณหนู”อู๋ฮวนกล่าวพลางส่งยิ้ม แววตาเทิดทูนจนออกหน้า
จางหลินถงเห็นแววตาอีกฝ่ายก็รีบขยับขึ้นไปด้านหน้าเปลี่ยนที่กับไห่เถิง ให้ไห่เถิงไปอยู่ข้างหลังอู๋ฮวนเพื่อจะได้ห้ามเลือดให้อู๋ฮวนได้สะดวก เหตุผลอีกประการแม้นางจะเคยใกล้ชิดกับเขามาหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ชินที่ต้องเห็นชายหนุ่มถอดเสื้อเปลือยช่วงบนต่อหน้านาง ดังนั้นการเปลี่ยนที่จึงเหมาะสมกว่า
เปลี่ยนที่กันแล้วไห่เถิงก็ลงมือทันที ช่วยคนไม่อาจรอช้า เขาเห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บอ่อนแรงมาก ไม่สามารถขยับตัวได้สะดวกจึงยื่นมือไปจะปลดสายคาดเอว แต่ถูกแววตาของอู๋ฮวนทำให้ชะงัก เดิมทีอู๋ฮวนไม่คิดมากที่ต้องถูกชายหนุ่มด้วยกันถอดเสื้อให้ แต่เป็นเพราะไห่เถิงเป็นต้วนซิ่วไม่ใช่ชายหนุ่มทั่วไป ดังนั้นในใจของเขาจึงเกิดอาการต่อต้านจนตัวเกร็ง
ไห่เถิงเห็นท่าทีอีกฝ่ายก็เบ้ปากใส่ พลางยกคำกล่าวอ้างก่อนหน้าขึ้นมาพูด“เมื่อสักครู่จวิ้นอ๋องเพิ่งรับปากไปหยกๆ ไฉนเวลานี้กลับไม่เชื่อฟังคำสั่งของนางแล้วเล่า หรือกลัวว่าข้าจะลวนลามท่าน”
ได้ยินไห่เถิงกล่าวเช่นนั้น อู๋ฮวนจึงถลึงตาใส่อีกฝ่ายก่อนจะอ้าปากแก้ตัว“ใครว่าข้าไม่เชื่อฟัง อีกอย่างข้าไม่ได้กลัวเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะถอดเองต่างหาก”
“อ้อ...เชิญ”ไห่เถิงผายมือแดกดัน แต่ทันทีที่อู๋ฮวนขยับตัว เขาก็เริ่มร้องครางด้วยความเจ็บปวด
“จวิ้นอ๋องให้ท่านหมอทำเถอะ”จางหลินถงทนใจแข็งไม่ไหว พอได้ยินเสียงครางของชายหนุ่ม นางจึงหันไปกำชับเสียงดุเล็กน้อย แต่ก่อนตอนนางดื้อ เขามักจะดุนางบ่อยๆเช่นกัน
“อาหลินมาอยู่ใกล้ๆข้าหน่อยได้หรือไม่”ชายหนุ่มไม่ไว้ใจไห่เถิง กลัวอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสหาเศษหาเลยจากเขา ร่างกายของเขามีค่าดั่งทองพันชั่ง มีเพียงคนเดียวที่สัมผัสได้ นั่นคือจางหลินถง
จางหลินถงนึกรู้อีกฝ่ายกำลังคิดอะไร แต่นางรู้ว่าไห่เถิงไม่ทำเช่นนั้นกับอู๋ฮวนแน่ ระยะหลังนางสังเกตเห็นท่าทีที่ไห่เถิงมีต่อชูหลิง ทำให้นางแน่ใจว่าไห่เถิงไม่ใช่ต้วนซิ่ว ดังนั้นวันนั้นนางจึงตกลงรับไห่เถิงมาอยู่ด้วย ไห่เถิงแม้จะรูปงามเหมือนสตรี แต่นับว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง หากไห่เถิงมีใจให้ชูหลิงจริงๆนางก็ยินดีสนับสนุน
“อาหลินข้ารู้สึกหน้ามืด เจ้าขยับลงมาหาข้าหน่อยเถอะ”อู๋ฮวนกำชับเป็นครั้งที่สอง น้ำเสียงอ่อนกว่าเดิมมาก
จางหลินถงจึงใจอ่อนขยับลงไปหาเขาอีกเล็กน้อยเพื่อให้ชายหนุ่มอุ่นใจ ต่อมานางได้ยินเสียงอีกฝ่ายขยับตัวดังสวบสาบ ก่อนจะมีศรีษะของใครบางคนพิงลงมาที่หลังของนาง หญิงสาวสะดุ้ง ตั้งแต่เห็นเขาอยู่กับชิงเอ๋อร์ นางเกิดความไม่สนิทสนมมาพักใหญ่ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นางตีตัวออกห่าง และรักษามารยาทกับเขามาตลอด
แต่เห็นแก่ที่เขาช่วยนาง รับลูกธนูแทนนางจะยอมให้เขายืมหลังนางเป็นที่พักพิงชั่วคราวก็แล้วกัน หญิงสาวนั่งหลังตรงไม่ขยับ ฝ่ายอู๋ฮวนเมื่อเห็นว่าจางหลินถงไม่ปฏิเสธ เขาหลับตาลง มือยื่นไปคว้าชายแขนเสื้อนางมากำไว้ เขาทำเช่นที่นางเคยทำตอนนางที่กลัว ก่อนจะเอ่ยปากบอกไห่เถิง“ลงมือเลย”
“ข้าไม่มียาชา มีเพียงยาห้ามเลือด กับยารักษาบาดแผลแค่เล็กน้อย จวิ้นอ๋องก็อดทนเอาหน่อย”ไห่เถิงกล่าวแล้วลงมือเปิดฝาจุกขวดยาขวดหนึ่ง เทใส่ฝ่ามือยื่นให้อู๋ฮวนหนึ่งเม็ด“ยาห้ามเลือด จวิ้นอ๋องกินก่อนจะช่วยได้มาก”
อู๋ฮวนเหลือบมอง แล้วยื่นมือไปหยิบมาใส่ปากกลืนลงท้อง จากนั้นถอนหายใจยาว เตรียมรับความเจ็บปวดจนตัวเกร็ง จางหลินถงสัมผัสอาการของอีกฝ่ายได้ นางแอบขำ
“ข้าเพิ่งรู้ว่าจวิ้นอ๋องก็กลัวเจ็บเป็นด้วยเหมือนกัน”จางหลินถงชวนคุยเพื่อให้เขาลืมความเจ็บปวด ไห่เถิงจึงเปิดฝาจุกอีกขวดแล้วเอาผงยาสีขาวโรยลงบนแผล
“อ้าก!”อู๋ฮวนหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่งปากร้องคราง ขณะที่มือรั้งเอวจางหลินถงลงมาใกล้ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลัง
“อ้ะ”จางหลินถงตกใจจะแกะมือเขาออก แต่อีกฝ่ายก็กระซิบเสียงแหบระโหยว่า
“อย่าขยับ ข้าหน้ามืดจริงๆ”หน้ามืดเป็นเรื่องจริงเพราะเขาเสียเลือดไปมาก แต่เรื่องเจ็บแผลจนร้องเสียงดัง ก็แค่เล่ห์กลชายงามเรียกร้องความสนใจนางก็เท่านั้น เหมือนไห่เถิงจะรู้ทันจึงตั้งใจพันผ้ารอบบาดแผลแรงๆ เป็นการแก้แค้นแทนจางหลินถง ที่ถูกอู๋ฮวนเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว
“อ้าก!”หนนี้เขาเจ็บจริง จึงหันไปถลึงตาใส่ไห่เถิง ในใจคาดโทษสถานหนัก รอให้เขาหายดีเมื่อใด เขาจะตอบแทนน้ำใจไห่เถิง ด้วยการหาเมียหน้าตาอัปลักษณ์ให้สักคน จะได้เลิกทำตัวเป็นคนขวางโลกเสียที
กว่าจะสามารถดับเพลิงได้ เวลาล่วงเลยจนถึงยามสี่[1] หอเก็บตำราหลวงถูกเผาวอดวายทั้งหลัง บันทึกสำคัญทั้งหมดล้วนถูกไฟเผาทำลาย ขณะที่อาคารอีกหลายหลังได้รับผลกระทบหนัก และไม่สามารถจับตัวผู้ร่วมก่อเหตุได้เลยสักคน
รุ่งเช้ามีข่าวใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ทุกเหลาน้ำชาล้วนกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยากเผ็ดร้อน กล่าวว่าซ่งฮองเฮาเป็นสตรีอัปมลคล เป็นกาลกิณีของบ้านเมือง แต่งตั้งวันแรกวังหลวงก็เกิดเพลิงไหม้ บันทึกสำคัญที่เก็บรักษาตั้งแต่ต้าอู๋ยังเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ ถูกเผาเป็นขี้เถ้าทั้งหมด บันทึกเหล่านั้นเปรียบเสมือนสมบัติของแผ่นดิน ชาวเมืองจึงเกิดความไม่พอใจในซ่งฮองเฮาเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันบรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลซ่งตงอยู่ในความเงียบสงบ ไม่มีผู้ใดกล้าวิพากษ์วิจารณ์ฮองเฮา ซ่งซือฉีเรียกบุตรชายไปพบที่ห้องหนังสือเพื่อปรึกษา หาทางรับมือกับกระแสข่าวลือที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว
ทางฝั่งเรือนของโจวซินหรูได้ยินข่าวแล้วเช่นกัน นางนอนกำผ้าห่มน้ำตาไหลด้วยความคับแค้นใจ หลังจากได้ยินเรื่องที่จางหลินถงทำในวังหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมาจากปากสาวใช้คนใหม่“จางหลินถง นังเด็กคนนั้นอีกแล้วหรือ?”
“ฮูหยินจางหลินถงนางเป็นใครกันหรือเจ้าคะ”สาวใช้คนใหม่เอ่ยถามอย่างสนใจ
“นางจะเป็นอะไรได้ นางก็เป็นแค่นางแพศยาคนหนึ่งเท่านั้น ถูกกรอกยาพิษให้ตายไม่ยอมตาย ยังจะฟื้นขึ้นมาทำเรื่องงามหน้า ตะลอนติดตามกบฏไปทั่วเมือง เจ็บใจนักไม่รู้ว่าท่านแม่เลือกสตรีพรรณนั้นแต่งเข้ามาเป็นหลานสะใภ้ได้อย่างไร”
“นางเคยแต่งให้ตระกูลซ่งหรือเจ้าคะ เช่นนั้นนางก็คือบุตรสาวตระกูลจาง ที่ถูกประหารทั้งตระกูลด้วยข้อหากบฏใช่หรือไม่เจ้าคะ” สาวใช้ทำหน้าตกตะลึง
“เจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?”โจวซินหรูแปลกใจ
“รู้เจ้าค่ะ บ้านของบ่าวอยู่ใกล้กับจวนตระกูลจางจึงพอรู้อยู่บ้าง”
“แล้วเจ้ารู้อะไรอีก”โจวซินหรูหลอกถาม เพราะอยากรู้ว่าสาวใช้นางนี้รู้อะไรมาบ้าง
“บ่าวรู้แค่ว่าตระกูลจางมีความสัมพันธ์ลับๆกับตระกูลแม่ทัพใหญ่ที่รักษาการฝ่ายตะวันออกผู้หนึ่ง ต่อมาแม่ทัพใหญ่ท่านนั้นถูกตรวจสอบพบว่าซ่องสุมกำลังส่วนตัว และอาวุธมากมายในคฤหาสน์แม่ทัพ นอกจากนั้นยังตรวจพบสมุดบัญชีรายชื่อผู้ร่วมสมทบทุน จัดซื้ออาวุธโดยผิดกฎหมาย ในรายชื่อพวกนั้นได้ยินว่ามีใต้เท้าจางซิ่งรวมอยู่ด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้เล่ารายละเอียดให้อีกฝ่ายฟัง
“อืม”โจวซินหรูถอนหายใจ นึกว่าจะรู้ว่ากว่านี้อีกหน่อย “โชคดีที่สวรรค์มีตา ดลใจให้อดีตฮ่องเต้สั่งถอนรากถอนโคนลูกหลานกบฏจนหมดสิ้น หาไม่แล้วตระกูลซ่งคงไม่พ้นตกต่ำเพราะนางแน่”
“ฮูหยินในเมื่อฮ่องเต้สั่งประหารเก้าชั่วโคตร แล้วเหตุใดบุตรสาวตระกูลจางนางนั้นถึงรอดมาได้เล่าเจ้าคะ”สาวใช้ถามกลับขณะลอบมองสีหน้าโจวซินหรู คอยดูว่านางจะตอบอย่างไร
โจวซินหรูถูกถามจึงทำสีหน้าไม่พอใจ ถลึงตาใส่สาวใช้และกล่าวส่งเดชกลบเกลื่อน“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร บางทีนรกอาจไม่ต้องการดวงวิญญาณกบฏของนาง ก็เลยส่งกลับมาที่โลกนี้อีกครั้งก็ได้ กลับมาหนนี้นางก่อเรื่องใหญ่ จับได้เมื่อใดนางได้ตายจริงๆแน่ หึ!”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”สาวใช้นางนี้แสร้งยิ้มใสซื่อพยักหน้ารับทำตัวเป็นหญิงโง่เขลา
“ต่อไปทุกเรื่องในบ้าน ทุกเรื่องของนายท่าน ทุกเรื่องของคุณชายใหญ่ เจ้าต้องนำมารายงานข้าอย่าได้ขาด อ้อ...จริงสิคุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง”โจวซินหรูอดถามถึงบุตรสาวคนเล็กของนางไม่ได้ นับตั้งแต่นางป่วยก็ไม่ได้พบหน้าบุตรสาวอีกเลย ได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าซ่งเป็นผู้เลี้ยงดูต่อจากนาง
“ได้ยินว่าวันนี้คุณหนูเอาแต่ใจ ไม่ยอมเรียนคัดลายมือ ทำจานขนมตกแตกจึงถูกฮูหยินผู้เฒ่าดุ คุณหนูก็เลยร้องไห้ต้องปลอบอยู่นานกว่าจะเงียบเจ้าค่ะ”
โจวซินหรูได้ยินก็น้ำตาตกสงสารบุตรสาวคนเล็กยิ่งนัก “เจ้าก็คอยดูนางแทนข้าหน่อยก็แล้วกัน รอให้ข้าหายดีเมื่อใด ข้าจะไปรับนางกลับมาดูแลเอง ไม่ปล่อยให้ยายเฒ่านั่นเลี้ยงลูกข้าจนเสียคนเด็ดขาด!”
“เจ้าค่ะฮูหยิน”สาวใช้ก้มหน้าตอบรับ ที่มุมปากพลันผุดรอยยิ้มบางๆ ดูเหมือนว่านางจะทำให้โจวซินหรูเชื่อใจได้บ้างแล้ว แผนต่อไปต้องทำให้โจวซินหรูหลุดปากออกมาให้ได้ว่า เบื้องหลังการใส่ร้ายตระกูลจางนั้นมีใครร่วมมืออีกบ้าง หลังจากนั้นค่อยส่งข่าวให้สหายของนางทราบอีกที!
[1] ยามสี่ คือช่วงเวลา 1.00น.-3.00น.