บทพิเศษ สาม
ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ดแห่งรัชศกเฉิงหยางเมฆลอยเอื่อยเหนือหลังคามังกร สายฝนละอองแรกเพิ่งสิ้นสุดในยามรุ่งอรุณกลิ่นไอดินที่เปียกชื้นเจือกลิ่นบุปผาเบากรุ่นทั่วทั้งวังหลวง
ท้องพระโรงซึ่งปกติจะสงบมานานหลังรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งแต่วันนี้กลับอึกทึกด้วยเสียงหัวใจเต้นไหวของเหล่าขุนนางผู้มากด้วยวัยวุฒิ ทั้งเหล่าขันทีเข้าแถวหน้ากระดานตั้งแต่เช้าตรู่คล้ายล่วงรู้แล้วว่าอารมณ์ของโอรสสวรรค์ในวันนี้คงมิอาจทัดทานพระประสงค์ได้แต่ก็ยังมารวมตัวกัน
"ฝ่าบาท..ขอทรงทบทวนอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของอัครมหาเสนาบดีดังลั่นท่ามกลางความเงียบเขาคุกเข่าอย่างมั่นคง ดวงตาเต็มไปด้วยความอาทรห่วงใยและเสียดายไม่ปิดบัง
ผู้กล่าวถ้อยคำไม่ใช่ใครอื่นเขาคือหลู่เซี่ยนขุนนางอาวุโสผู้มีคุณูปการทั้งแผ่นดินมานานกว่าสามรัชกาลเส้นผมสีดำประปรายที่มีเพียงเล็กน้อยระหว่างเส้นขาวขณะใบหน้าลึกซึ้งในรอยย่นแห่งกาลเวลา
"หลู่เซี่ยน..เจ้าไม่จำเป็นต้องคุกเข่า"น้ำเสียงเทียนหลงฮ่องเต้ยังคงนุ่มลึกแฝงอำนาจสงบเงียบในตัว "การตัดสินใจของเจ้าเป็นเช่นนั้น..แต่คำตัดสินของเราก็มั่นคงเช่นกัน"
ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงคุกเข่าราบพร้อมเพรียงกันเหมือนทุ่งข้าวต้องลมต่างเปล่งเสียงคัดค้านไม่ขาดสาย
“มิอาจ..มิอาจให้ราชสำนักขาดเสาหลักเช่นฝ่าบาท!”
"มิอาจให้พระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ได้!"
"ฝ่าบาท! พระชนม์มิเกินสามสิบแผ่กิ่งไม้ก้านได้มากมายทั้งพสกนิกรเพิ่งฟื้นตัวหลังสงคราม ทรงพระปรีชาสามารถทรงทอดทิ้งประชชาราชมิได้พ่ะย่ะค่ะ!"
แม้เสียงคัดค้านอื้ออึงแต่ดวงเนตรของโอรสสวรรค์ยังแน่วแน่ดังเหล็กกล้าสีหน้าสงบนิ่งไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
"เมื่อปีก่อนเรานำทัพทำตามประสงค์ของกวงเหิงฮ่องเต้ที่ทิ้งไว้ได้สำเร็จแผ่นดินเป็นหนึ่งแล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องดำรงตำแหน่งนี้อีกต่อไป จากวันนี้ดวงใจของเราขอหันหาความสงบสุขหาเส้นทางสำหรับปั้นปลายกับคนรัก"
แต่เหล่าขุนนางก็ยังโขกศีรษะไม่หยุดไม่ยอมให้การตัดสินพระทัยของเทียนหลงฮ่องเต้เป็นไปอย่างราบรื่น “เราตัดสินใจแล้วไม่มีเปลี่ยนอีกทั้งเราไม่มีโอรสรัชทายาท จักรพรรดิเช่นเราจะนับว่ามั่นคงได้อย่างไรบัลลังก์นี้สมควรแก่เฉียนอ๋อง” แล้วเขาก็ก้าวลงจากบัลลังก์มังกรอย่างสง่าผ่าเผยปลายฉลองพระบาทเหยียบลงบนหินหยกสลักลายเสียงกระทบกันนั้นเรียบเย็นดั่งสายน้ำเชี่ยวชะโขดหิน
"เฉียนอ๋องมีคุณธรรมมีกำลังมีเมตตาปัญญาเวลาหากมิใช่เขาแล้วจะเป็นผู้ใด?" โม่เหวินหานพลางกล่าวไปก็มีบุรุษอีกคนก้าวเข้ามาในท้องพระโรงท่ามกลางสายตาทุกคู่ดวงหน้ายังฉายความประหลาดใจ
"ถวายบังคม" น้ำเสียงเขาแผ่วเบา เต็มไปด้วยสับสนลังเล และเคารพ เขาเร่งเดินทางมาเพื่อจะห้ามสถานการณ์หลังจากที่มีสาส์นส่งไปว่าเทียนหลงฮ่องเต้จะสละราชบัลลังก์“ฝ่าบาททบทวนอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
"เจ้าเติบโตมาอย่างไรเรารู้ดีเจ้าแบ่งภาระให้กวงเหิงฮ่องเต้มาแต่ยังเยาว์และปกป้องบัลลังก์จากกบฏบัลลังก์นี่สมควรแก่เจ้าแล้ว วันนี้หรือพรุ่งนี้เราก็ไม่เปลี่ยนถ้าคำกล่าวของจักรพรรดิไม่อาจหนักกว่าทองคำก็เสื่อมเกียรตินักอย่าให้เราต้องเสียวาจา"
เฉียนอ๋องหรือนามจริงโม่เหวินจื่อมองบุรุษในชุดมังกรมิเพียงแต่นอบน้อม ใจเขากลับสั่นไหวไปจนถึงเบื้องลึกของกระดูก “ถึงเวลาแล้ว เหวินจื่อ” โม่เหวินหานวางมือที่ไหล่อีกฝ่าย “เจ้าพร้อมแล้ว”
ดวงตาโม่เหวินจื่อสั่นระริก..เรื่องเก่าก่อนที่เคยสนทนากันเข้ามาในความคิด"เสด็จพะ.." เขาหยุดไปก่อนเอ่ยจบคำน้ำเสียงสั่นพร่า "หากเป็นราชโองการกระหม่อมพร้อมน้อมรับ..แต่ขอทราบเหตุอันแท้จริง"
ฮ่องเต้โม่เหวินหานมองเงาบนพื้นหยกที่ทอดยาวของโอรสยิ้มบางประดับดวงหน้าก่อนเอ่ยถ้อยคำราวสายลมฤดูใบไม้ผลิที่บางเบาได้ยินกันเพียงสองคน"เราสัญญากับนางไว้แล้วและนี่ก็เป็นสิ่งที่เราตั้งใจมานาน ไม่คิดว่าเราควรพักบ้างหรือ..โอรสข้า"
สามเดือนผ่านไปรัชศกเฉิงหยางจึงสิ้นสุดลงเพียงปีที่เจ็ดย่างเข้าปีที่แปดอย่างเงียบงันในฤดูร้อนปีเดียวกันนั้น
พิธีบรมราชาภิเษกของเฉียนอ๋องดำเนินขึ้นในยามฟ้าสางดอกกล้วยไม้หลากสีถูกโรยจากหอสูงเหนือศีรษะ เสียงระฆังทองห้าสิบห้าลูกดังประสานคล้ายสายฟ้ากลางวันพร้อมเสียงขับกล่อมจากนักดนตรีแห่งหอดนตรีหลวง
ตั้งแต่นั้นโม่เหวินจื่อได้รับขานพระนามใหม่ในราชสำนักว่า‘หมิงฟู่ฮ่องเต้’ แสงมังกรที่ส่องสว่างทั่วแว่นแคว้น
ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นตำหนักฟู่ตงอันเคยเป็นตำหนักของฮองเฮากลับเงียบเชียบยามราตรีดอกบัวเริ่มผลิกลีบซ้อนกันในอ่างหยก หญิงสาวนั่งอยู่ใต้โคมแดงยามเพ่งมองออกไปเห็นสามีของตนกำลังจัดเก็บของบางส่วนลงหีบเตรียมออกเดินทาง
"จริงหรือ.." นางเอ่ยเบาๆ พลางลุกขึ้น "หลังจากนี้ท่านจะพาข้ากลับคืนทะเลทรายกลับเผ่าจริงหรือ?"
"ใช่แล้ว" โม่เหวินหานยิ้มอ่อนเอื้อมคว้ามือภรรยา"ไปพบท่านพ่อของเจ้าไปพบอาเต๋อพี่ชายของมารดาเจ้า แล้วออกทะเลตะวันออก ไม่พอๆแล้วพวกเราลงใต้ไปดูวิถีชีวิตของชาวไร่บนเขากัน"
"ไปทั้งหมดนั้นแน่หรือ?" นางถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ตราบเท่าที่เจ้าไปกับข้า"
หลิวชิงเซียงหัวเราะเสียงใสหัวใจคลายกลีบดอกไม้บางที่ผลิบานจนมิอาจห้ามได้แม้คนทั้งใต้หล้าจะเอ่ยว่าสตรีควรนิ่งสงบเรียบร้อย แต่จากนี้นางคือสตรีที่กำหนดชีวิตตนเองไม่ต้องอยู่ในกรอบรั้ววังต่อให้ต้องก้าวฝ่าแดดเผาแห่งทะเลทราย หรือลมฝนของมหาสมุทร ก็มิอาจเปลี่ยนใจได้
เมื่อตำหนักฟ้าครามเงียบลงจากเสียงขันทีและขุนนางที่แยกย้ายตามภาระหน้าที่และรัชศกใหม่เพิ่งเริ่มต้นห้องหับในตำหนักฟู่ตงจึงกลับกลายเป็นดั่งเรือนสามัญของชายหญิงธรรมดาคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ก่อนที่จะย้ายออก
วันหนึ่งยามสายท้องฟ้าหลังฝนโปรยปรายพรมใส่กลีบพุดซ้อนปลายฟ้ายังเห็นรุ้งบางจางโค้งเหนือหลังคา เสียงหีบเก่าที่ถูกปิดดังกึก “ของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
โม่เหวินหานซับเหงื่อที่หน้าผากก้มมองห่อสัมภาระที่จัดไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย เงินทอง เสื้อผ้า เครื่องประดับผ้าห่ม โสมแห้ง ของทั้งหมดที่นางต้องการเก็บเองเพราะจะได้ไม่ขาดเหลือจากสิ่งที่ต้องการชายหนุ่มถึงต้องมาช่วยนางอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ข้าเหนื่อยจนรู้สึกเหมือนเก็บบ้านไม่ใช่เก็บของ”หลิวชิงเซียงในชุดผ้าแพรสีครามเอ่ยพร้อมถอนใจนิ้วเรียวกำผ้าขาวบางที่ห่อของไว้แน่น
โม่เหวินหานยิ้มบางมือใหญ่โอบบ่าหญิงตรงหน้าเบาๆ เหมือนกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้นางจะเหนื่อยจนรับไม่ไหว
"เจ้ากำลังจะออกจากวังไปครั้งนี้ไม่ใช่เวลาสั้นๆ ข้าวของมากมายขนาดนี้แน่นอนว่าไม่ต่างจากเก็บบ้านแต่เรียกให้ถูกต้องเอ่ยว่าเก็บตำหนัก" คำพูดเรียบง่ายแต่ฟังแล้วหลิวชิงเซียงหลุดหัวเราะเบาๆ
ก่อนออกเดินทางทั้งสองมีผู้ที่ต้องกล่าวลาไม่กี่คนแต่ก็ยากจะกล่าวเช้าวันหนึ่งก่อนออกเดินทางสิบวัน หลี่ต้ากงมาถึงก่อนใครในห้องโถงเงียบสงัดแสงเช้าอาบเรือนกระเบื้องสีเขียวหม่นชายชราในชุดผ้าไหมสีเข้มยืนเหม่อมองภาพวาดเขาไท่ซานที่แขวนไว้บนผนังหิน
หลี่ต้ากงคือคนผู้หนึ่งที่โม่เหวินหานให้ความไว้ใจขันทีเฒ่าผู้นี้ผ่านมาถึงสามรัชศกและเฝ้าอยู่เบื้องหลังตลอดรัชสมัยอันเปี่ยมด้วยศึกสงครามช่วยให้เขาปกปิดตัวตนมานับครั้งไม่ถ้วนด้วยฝีมือที่ปราดเปรื่อง
“หลี่ต้ากง” โม่เหวินหานเอ่ยเรียก
หลี่ต้ากงค้อมตัวช้าๆก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “การลาจากช่างยากทำใจแต่ได้เห็นพระองค์กับพระชายามีรอยยิ้มเช่นนี้ก็ยิ่งแน่ใจว่าการตัดสินใจของพระองค์ถึงเวลาแล้ว” แล้วเขาก็ส่งม้วนกระดาษเล็กๆให้โม่เหวินหาน “นี่เป็นชื่อหมู่บ้านเกิดของกระหม่อมกระหม่อมจะกลับไปใช้ชีวิตกับลูกบุญธรรมที่นั่นหากมีวันใดพระองค์ต้องการช่างฝีมือก็ตามตัวบุตรบุญธรรมของกระหม่อมได้พ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานรับไว้ด้วยมือทั้งสองก่อนพยักหน้ารับคำและเพื่อเป็นคำอำลา
บ่ายห้าวันก่อนออกเดินทางบุรุษหนุ่มนามว่า เจียงเจียองครักษ์คนสนิทผู้มีดวงตากล้าแต่ซื่อสัตย์ยิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าทั้งสองในลานหินหน้าตำหนัก
“ฝ่าบาท..” เขาเรียกเสียงต่ำ
“ไม่ใช่แล้วเจียงเจีย” โม่เหวินหานแย้มยิ้มตัดถ้อยคำ “จากนี้ข้าอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าอย่างพี่ชายคนหนึ่งได้”
“มิบังอาจให้กระหม่อมเรียกเช่นเวลาออกไปนอกวังหลวงเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยอยากติดตามนายท่านไปด้วย” คำพูดนั้นตรงไปตรงมาเจียงเจียไม่ใช่คนพูดมาก แต่หากเปิดปากกล่าวแล้วก็หมายถึงตัดสินใจไปแล้ว
“ไม่ได้” แต่โม่เหวินหานกลับเอ่ยตัดเสียงเข้มดวงตาแน่วแน่ “เวลานี้หมิงฟู่ฮ่องเต้ต้องการแรงกำลังเจ้าอยู่ในวังต่ออีกสักห้าปี รอจนทุกอย่างสงบนิ่งแน่ใจว่าไม่มีใครคิดร้ายกับราชสำนักถ้ายังอยากมาจึงค่อยเอ่ยขอกับฮ่องเต้เถิด”
“แล้วหากห้าปีนั้นไม่มีสงบ?”
“ก็ใช้ความสามารถเจ้าเปลี่ยนมันให้สงบเสียข้าไว้ใจเจ้าและรู้ว่าเจ้ามีความสามารถ”
เจียงเจียกำหมัดแน่นก่อนคุกเข่าลงกระแทกพื้นเสียงดัง ขณะเอ่ยเพียงคำเดียว “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
สองวันก่อนออกเดินทางอิงหลานและฟ่านหรูสองนางกำนัลคนสนิทที่ติดตามหลิวชิงเซียงมาตลอดตั้งแต่นางเข้าวังมาในตำแหน่งต่ำสุดจนขึ้นเป็นฮองเฮาไม่ว่าในยามนางเป็นสนมท้ายวัง เป็นสตรีต้องคดีไร้เกียรติหรือต้องที่เป็นอดีตฮองเฮาแล้วก็ตาม
“ไม่เอาพวกเราสองไปด้วยหรือเจ้าคะ?” อิงหลานตัดพ้อระหว่างถักผมให้ผู้เป็นนาย
“ให้เราติดตามไปด้วยนะเพคะ” ฟ่านหรูอย่างเปี่ยมความเสียใจและเสียดายที่ไม่อาจปิดบัง
หลิวชิงเซียงหันมายิ้มแล้วลูบมือทั้งสองคน“พวกเจ้าอยากเห็นข้ากลายเป็นสตรีที่มีความสุขหรือไม่?” ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน “ตอนนี้อย่างไร ข้าคือสตรีคนนั้นข้ากำลังออกไปท่องโลก แต่สหายรักของข้านางพึ่งเผชิญเรื่องหนึ่งอยู่”
อิงหลานและฟ่านหรูเข้าใจทันทีว่าผู้เป็นนายหมายถึงสิ่งใดแต่ก็ยังคงนิ่งรออีกฝ่ายพูดจนจบ“อยู่ที่นี่ ดูแลนางให้ข้าด้วยเถอะ..ช่วยดูแลธิดาของนางช่วยให้ฮองเฮาที่ยังไม่คุ้นกับวัง ให้ข้าหายห่วงไปได้หนึ่งเรื่องได้หรือไม่?” แม้เสียดายจนอยากร้องไห้แต่ทั้งสองก็ยอมรับคำอย่างอ่อนน้อม
ผืนฟ้ายามสายใสเปล่งแสงระยับเมื่อเมฆหมอกลอยพ้นเหนือกำแพงวังหลวงดอกเข็มสีแดงจัดที่ปลูกแน่นริมกำแพงพระราชวังหลวงสมเป็นฤดูร้อน เสียงกงล้อรถม้ามาหยุดรออยู่หน้าลานพระราชฐานทำให้บรรยากาศด้านหลังเป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆหาใช่วังต้องห้ามที่เคยปกคลุมด้วยอำนาจและระเบียบเข้มงวด
ตรงลานทางออกหน้าประตูวังนอกหลิวชิงเซียงในชุดคลุมยาวสีอิฐเข้มปักลวดลายวิจิตรเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบแล้วชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดผ้าแพรย้อมสีสว่างเดินมาอย่างอ่อนช้อยในแสงแดดยามเช้า นั่นคือหลี่เสวี่ย..ฮองเฮาแห่งหมิงฟู่ฮ่องเต้
“ข้ารอได้ เหตุใดต้องรีบด้วย” หลิวชิงเซียงดุอย่างที่ปกติหน้าที่จะสลับกัน
“ข้าเปล่ารีบออกมาหาเจ้าเสียหน่อย?” หลี่เสวี่ยกล่าวพลางหัวเราะเบาแก้ต่างโดยข้างกายยังมีจ้าวเอ่อร์ฉิงติดตามมา สบตาหลิวชิงเซียงที่ยืนรออยู่ด้วยท่าทางกลั้นยิ้ม
“ใช่ๆเจ้าเพียงเดินเร็วเหมือนกลัวข้าหนีไปเท่านั้น” ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะออกมาเบาๆแล้วก็เงียบลงอย่างต้องยอมรับในความจริงที่มาถึงตรงหน้า วันอำลา..
“ปีก่อนนั้นเจ้าส่งข้าออกจากวัง” หลี่เสวี่ยกล่าวด้วยแววตาชุ่มชื้น “วันนี้กลับเป็นข้าที่ต้องมาส่งเจ้าออกจากวัง”
“คราวนี้สลับกันแล้วสินะ” หลิวชิงเซียงยิ้มบาง เสียงแผ่วพลางมองเข้าไปในตาคู่นั้น
“ข้าจะกลับมาเยี่ยมแน่นอนอย่าเพิ่งดีใจไป เจ้ายังไม่หลุดพ้นจากข้าหรอก”
หลี่เสวี่ยทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมๆกันก่อนจะกอดอีกฝ่ายแน่นจ้าวเอ่อร์ฉิงที่ยืนมองก็พลันน้ำตาร่วงไปด้วยอย่างห้ามไม่ให้ตัวเองสะอึกสะอื้นจนหลิวชิงเซียงต้องดึงนางมาร่วมกอดอีกคน
โดยห่างไปไม่ไกลกันนักบนบันไดหยกขึ้นตำหนักกลางโม่เหวินหานในชุดผ้าเรียบธรรมดา ยืนสนทนากับบุรุษในวัยยี่สิบกลางๆ ผู้มีนัยน์ตาเฉียบคมโม่เหวินจื่อ..ผู้ที่เวลานี้คือจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งจินหยางหรือนามขานหมิงฟู่ฮ่องเต้
แม้ผู้อื่นจะคิดว่าทั้งสองเป็นพี่น้องแต่แท้จริงเขาคือบุตรชายที่เฝ้าเลี้ยงดูด้วยตนเองโม่เหวินหานกับฮ่องเต้องค์ใหม่ทอดตามองภรรยาของตนที่กำลังสนทนาอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนที่เขาจะถอนหายใจแผ่วแล้วหันกลับมาเอ่ยกับบุตรชาย
“ข้าสละราชบัลลังก์ครั้งนี้ไม่แน่ใจนักว่าจะทิ้งภาระให้ตำหนักในหรือไม่..อาจจะทำให้ฮองเฮาของเจ้ามีปัญหาในอนาคต” เรื่องเพราะตอนเป็นเทียนหลงฮ่องเต้ เขารับสนมมานับร้อยตอนที่เขาทิ้งบัลลังก์แต่ว่าพวกนางไม่ได้ถูกปลดออก พวกนางก็ล้วนแต่อยู่ในวังต่อไปด้วยวัยสาวอายุน้อยไม่รู้จะทำให้หลี่เสวี่ยลำบากหรือไม่
“ตำหนักในยามนี้มีหญิงมากมายที่ข้ารับมาเพราะการเมืองแต่ยามนั่งบัลลังก์ข้าไม่ได้ให้พวกนางถวายตัว” เขาหยุดสักครู่ก่อนกล่าวช้าๆเป็นการฝากฝัง “หากเจ้าเห็นว่าพวกนางจะเป็นปัญหาต่อฮองเฮาก็อย่าได้เกรงใจหรือถ้าคนใดไม่ปรารถนาจะอยู่ในวัง อยากออกไปเพื่อแต่งงานใหม่ก็จงให้นางกำนัลผู้เฒ่าตรวจสอบว่ายังบริสุทธิ์และหาตระกูลให้นางเถอะหรือกลับบ้านสกุลเดิมก็ให้เป็นไปตามแต่ใจเถิด”
“เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาพ่ะย่ะค่ะ” โม่เหวินจื่อพยักหน้ารับคำก่อนเอ่ยถามอีกเรื่องอย่างลังเล “แต่..กระหม่อมขอถามสองเรื่องได้หรือไม่?”
“เช่นนั้นก็ถามมาเถิด” โม่เหวินหานยิ้มอ่อน
โม่เหวินจื่อยืนตรงมือแนบข้างกาย ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง “ทำไม..เสด็จพ่อไม่แก่ลงเลยพ่ะย่ะค่ะ?”
โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆไม่ได้ตอบในทันที เขาเงียบลงชั่วครู่ ราวกับมีบางความลับผุดขึ้นมาในใจ “มีเรื่องอัศจรรย์ในโลกมากมายบางสิ่งไม่อาจอธิบายได้ง่าย..และความอัศจรรย์นี้ข้าได้รับมันมาจาก..” แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักไปไม่ได้พูดต่อคล้ายเป็นเรื่องหนักใจ
โม่เหวินจื่อไม่ใคร่ถามซ้ำถ้าบิดาหนักใจเขาไม่จำเป็นต้องอยากรู้ เขาจึงสบตาแล้วเปลี่ยนคำถาม “เช่นนั้นอีกเรื่องหนึ่ง..อาจผิดต่อเสด็จแม่แต่กระหม่อมอยากรู้ว่าใครคือมารดาแท้จริงของกระหม่อม?”
คำถามนั้นทำให้โม่เหวินหานชะงักโตเปิดกว้างกว่าเดิมเล็กน้อยก่อนที่สายตาจะเปลี่ยนไป “นี่ซูผินบอกเจ้าหรือ?” เขาถามเสียงเบา
โม่เหวินจื่อส่ายหน้า“ไม่พ่ะย่ะค่ะแม้แต่เรื่ององค์ชายสามที่ไม่มีอยู่จริงกระหม่อมยังจับพิรุธได้เอง ถึงซูผินเลี้ยงกระหม่อมอย่างสุดความสามารถแต่นางไม่เคยมองกระหม่อมอย่างสายตาของแม่มองลูกได้อย่างพี่หญิงใหญ่..”
โม่เหวินจื่อหลุบตาลงพลางเอ่ย“เหอผิน..ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เสียงนั้นหนักแน่นแฝงทั้งความกล้าและความเจ็บแปลบ“กระหม่อมพยายามค้นหาหลักฐานแม้ไม่มีแต่นางคือคนที่เสด็จพ่อโปรดปรานที่สุดในช่วงนั้น ส่วนกระหม่อม..แม้เกิดก่อนกำหนดด้วยระยะครรภ์เพียงเจ็ดเดือนกลับร่างกายแข็งแรงผิดธรรมชาติ ราวกับไม่ได้เกิดจากครรภ์ซูผิน” เรื่องนี้เขาเคยได้ยินแม่นมเล่าให้ฟังว่าสมัยทารกเขาเป็นเช่นไร
โม่เหวินหานเงียบไปพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้า “เจ้าเฉลียวฉลาดและช่างสังเกตนักใช่แล้ว..เจ้าเป็นโอรสของเหอผิน”
โม่เหวินจื่อเบิกตากว้างก่อนค่อยๆ คลายมือแน่นที่จับข้างลำตัว
โม่เหวินหานยิ้มบางดวงตาเปล่งประกายละมุนขณะที่เอ่ยไปก็มองไปยังหลิวชิงเซียงซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่ตกกระทบกาย
โม่เหวินจื่อค่อยๆมองตามสายตาบิดาไปก็พบกับหลิวชิงเซียง สตรีที่ห้าวหาญเก่งกล้าเปิดเผย ก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มอย่างสุขใจ“เสด็จพ่อมีรักอีกครั้ง..เรื่องนี้กระหม่อมยินดีนัก”
แต่ผู้เป็นบิดากลับหัวเราะคำนั้น“อีกครั้งหรือ?” โม่เหวินหานค่อยๆหันกลับมาก่อนพูดต่อ “อาจจะไม่อีกครั้ง..ใจข้าเป็นนางมาเสมอ” เขายิ้มดวงตาอ่อนโยนพลางวางมือที่ไหล่บุตร “โลกนี้..ยังมีเรื่องอัศจรรย์มากมาย”
จากนั้นก็หันหลังเดินไปหาหญิงสาวที่ยืนรอเขาอยู่รถม้าที่รออยู่นอกกำแพงใหญ่เปิดประตูรับทั้งสองก่อนที่หลิวชิงเซียงจะก้าวขึ้นรถม้าก็หันมาโบกมือลาสหายและหันมองโม่เหวินจื่อ
โม่เหวินจื่อมองตอบและตอนเห็นสายตาของหลิวชิงเซียงก็เกิดความรู้สึกที่คุ้นเคยสายตาเช่นที่ซูผินมีให้พี่หญิงใหญ่ สายตาที่หลี่เสวี่ย..ภรรยาของเขามีให้บุตรสาวที่กำเนิดเมื่อสี่เดือนก่อน
โม่เหวินจื่อก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าวแต่ก็ชะงักไปมองหลิวชิงเซียงละสายตาไปแล้ว หันไปจับมือบุรุษข้างกายแล้วก้าวขึ้นรถม้าหายไปหลังม่านเขาพอเข้าใจแล้ว..โลกนี้มีเรื่องอัศจรรย์มากมายเขาอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องทั้งหมดตอนนี้ แต่ผู้จากไปวันนี้ก็จะกลับมาสักวันแล้ววันนั้นทั้งสองอาจจะเล่าให้เขาฟังเช่นดั่งเป็นนิทานสักเรื่องก็ได้
ตลอดห้าเดือนของการเดินทางจากเมืองหลวงต้าเหว่ยอันเรืองรองสู่ท้องฟ้าไร้ขอบเขตและผืนทรายทอดยาวจนสุดตาในดินแดนที่เผ่าซาเฟิงตั้งอยู่นับเป็นระยะทางยาวไกลที่มิอาจวัดค่าได้ด้วยหน่วยวัดระยะบนแผนที่
โม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงเดินทางอย่างไม่เร่งร้อน
พวกเขาแวะทุกเมืองใหญ่เมืองน้อยลิ้มรสอาหารพื้นบ้าน ฟังเรื่องเล่าของผู้เฒ่าที่ริมถนนซื้อผ้าทอมือจากชาวบ้านตามตลาดกลางแจ้งและค้างแรมในโรงเตี๊ยมที่มีแสงตะเกียงสลัวอย่างเงียบสงบยามค่ำคืน
หลิวชิงเซียงหัวเราะบ่อยขึ้นแม้ผิวเข้มจากแดดขึ้นบ้าง เส้นผมปล่อยยาวส่วนใหญ่ไม่เกล้าขึ้นตามธรรมเนียมในวังทว่ากลับดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิมนัก เสื้อผ้าของนางเปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมบางเบาสีฟ้าทะเลสลับผ้าแพรสีทรายและติดเครื่องประดับเงินเรียบง่ายที่ได้จากช่างเครื่องเงินที่ขายในเมืองเล็กๆ
ข้างกายของหญิงสาวคือคนรักโม่เหวินหานผู้ซึ่งล่วงพ้นจากพันธนาการแห่งบัลลังก์เปลี่ยนจากฉลองพระองค์เรียบหรูเป็นเสื้อผ้าผู้เดินทางทั่วไป เสื้อนอกสีเทารองเท้าสีน้ำตาลไหม้
ยิ่งเมื่อทั้งสองแวะพักตามเมืองขอบทะเลทรายพื้นที่นี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มของชาวบ้าน พวกเขาเดินร่วมกับผู้คนปะปนกับเสียงฝีเท้าลาและอูฐ ราวกับไม่เคยเป็นจักรพรรดิและชายาในราชวังมาก่อน
ครั้นเมื่อพ้นจากทุ่งหญ้ากึ่งแห้งแล้งเข้าสู่ทะเลทรายพื้นที่เขตเผ่าซาเฟิงท้องฟ้าเปิดกว้างจนมองเห็นขอบฟ้าทุกด้านเป็นสีน้ำเงินเจิดจ้าผืนทรายละเอียดสะท้อนแสงแดดจนแทบมองไม่ชัด
เวลานั้นย่างเข้าสารทฤดูฤดูที่ทะเลทรายยังพอมีลมเย็นดับร้อนรุนแรงไปบ้างแต่ก็ยังไม่หนาวเกินไปเหล่านักรบบนหลังอูฐที่คอยเฝ้าเขตแดนต่างส่งเสียงตะโกนเรียกเมื่อเห็นสองร่างขี่ม้าผ่านเข้ามาหลิวชิงเซียงโบกมือให้ด้วยรอยยิ้มคำตอบจากพวกเขาคือเสียงหัวเราะกว้างและสายตายินดี
เผ่าซาเฟิงนั้นแม้เร่ร่อนแต่ก็ไม่เคยไร้ระเบียบกระโจมหนังสัตว์ที่สูงใหญ่ล้วนเรียงเป็นระเบียบใต้แนวเนินเตี้ยพื้นดินปูด้วยผ้าเนื้อหนา ส่วนกลางสุดตั้งกระโจมทรงกลมสำหรับหัวหน้าเผ่าและรอบๆมีที่พักของผู้มีศักดิ์
เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงตรงนั้นหัวหน้าเผ่าในชุดคลุมย้อมสีแดงสนิมก็ลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มใหญ่ "เดินทางเหนื่อยนัก!" เสียงทุ้มกังวานของชายสูงวัยผู้นั้นกล่าวขึ้นอย่างยินดี
หลิวชิงเซียงก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม“ขอบพระคุณท่านหัวหน้าเผ่าที่ให้การต้อนรับเจ้าค่ะ”
และถัดจากหัวหน้าเผ่า..เขาคือชายร่างสูงผู้มีหนวดเคราบนใบหน้าและสายตาคมกล้าไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีนั่นคือหลิวเค่อบิดาของนางเอง
หลิวชิงเซียงยิ้มเจื่อนนางเดินเข้าไปโค้งศีรษะอย่างเรียบง่าย เพราะแม้จะห่างกันนานแต่ความเคารพไม่เคยเลือน “ท่านพ่อ..”
หลิวเค่อยิ้มมุมปากพยักหน้าช้าๆ“มาเสียทีเจ้าลูกคนนี้!” หลังจบคำเขาก็คว้าร่างของบุตรสาวมากอดเอาไว้แน่นอย่างคิดถึง
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการต้อนรับอย่างเป็นกันเองหลิวเค่อก็พาทั้งสองกลับกระโจมที่พักในพื้นที่ของตนซึ่งอยู่บนเนินต่ำทางตะวันตกเป็นเขตสำหรับกลุ่มครอบครัวของผู้สนิทกับหัวหน้าเผ่า กระโจมนั้นสูงใหญ่ปักด้วยลวดลายพยัคฆ์ขาว และมีโครงไม้แข็งแรงมุงหนังวัวผืนใหญ่เย็บติดกันด้วยฝีมือช่างชั้นยอดจากแห่งเผ่า
เมื่อมาถึงโม่เหวินหานก็พบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมหนาโครงหน้าคมและนัยน์ตาแจ่มใสยืนยิ้มรออยู่หน้ากระโจม “อาเต๋อ” เขาเอ่ยเรียกชื่อเสียงต่ำ
ชายหนุ่มตรงหน้าหัวเราะ“ท่านจดจำข้าได้!”
“จำได้สิ” โม่เหวินหานยื่นมือไปตบไหล่อีกฝ่าย “ท่านช่วยเหลือแผ่นดินไว้แต่ไม่ยอมเข้าเมืองหลวงรับรางวัล!”
บรรยากาศในกระโจมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะผ้าปูพื้นปักลายไม้เลื้อยสีทอง และขนสัตว์แผ่นหนาวางทับให้เดินสบาย
แต่เมื่อชาวเผ่าหลายคนทราบว่าอดีตฮ่องเต้จะอยู่ที่นี่สักพักก็เกรงใจกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายลำบากแต่โม่เหวินหานกลับโบกมือแล้วเอ่ยอย่างเรียบง่าย “ข้าไม่ใช่ฮ่องเต้อีกแล้วอย่าทำตัวห่างเหินเลย อีกทั้งข้าก็เคยมาทำศึกที่ทะเลทรายเมื่อปีที่แล้วจะกลัวลำบากอีกหรือ”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนคลายความกังวลลงได้
“เช่นนั้นทั้งสองวางแผนจะอยู่ที่เผ่าซาเฟิงนานเพียงใดหรือ?” อาเต๋อถามขึ้น
หลิวชิงเซียงยิ้มมองสามี“ข้าก็ไม่รู้ขึ้นอยู่กับว่าท่านพี่ของข้าจะเหนื่อยหรือยัง”
โม่เหวินหานหัวเราะ“ข้าเหนื่อยเป็นด้วยหรือ? ข้าอยู่ที่ใดก็ได้ ถ้ามีเจ้าข้าก็สุขใจแล้ว”
หลิวเค่อมองลูกสาวด้วยแววตาอ่อนโยนพลางถอนหายใจกล่าว “เสียดายจริงวันแต่งงานของพวกเจ้าที่เมืองหลวง ข้าไม่ได้อยู่ร่วมด้วย”
โม่เหวินหานจึงหันไปค้อมศีรษะให้แสดงความรู้สึกผิด“เรื่องนี้ผิดที่ข้าเองท่านพ่อ เช่นนั้น..จัดอีกครั้งได้หรือไม่? แต่งกันใหม่ที่เผ่าซาเฟิงนี่แหละ”
หลิวเค่อนิ่งอึ้งไปชั่วครู่แต่แล้วก็ตบเข่าฉาดหัวเราะชอบใจ“ได้แน่นอน! ข้าจะให้คนเตรียมงานใหม่ให้ยิ่งใหญ่จนพื้นทรายต้องสะเทือน!”
ฤดูสารทในทะเลทรายเป็นช่วงเวลาที่ลมเย็นบางเบาพัดลอดผ่านเนินทราย อาทิตย์คล้อยต่ำกระทบผืนฟ้า จนเกิดแสงสีส้มละมุนแผ่ทั่วผืนทรายดั่งเพลิงทาบอาภรณ์ทองอร่าม
พิธีแต่งงานของชนเผ่าซาเฟิงมิเหมือนราชวงศ์เมืองหลวงที่นี่เจ้าบ่าวมิได้รออยู่หน้าบัลลังก์ทอง เจ้าสาวมิได้สวมชุดปักดิ้นยาวห้าชั้นหากแต่เป็นพิธีที่มีผืนทรายคือพรม ผืนฟ้าคือหลังคา ดวงตะวันคือประจักษ์พยาน
กระโจมใหญ่กลางลานพิธีถูกรื้อออกเปิดพื้นที่โล่งในวงล้อม กระโจมของครอบครัวและชาวเผ่าล้อมเป็นวงอย่างเป็นระเบียบกลางลานนั้นจุดไฟสามจุดตามแต่ละทิศได้แก่ ทิศอุดร ทิศประจิม และทิศบูรพาเปลวเพลิงที่ลุกไหวตามสายลม เปรียบเสมือนเทพผู้คุ้มครองชีวิตคู่
หลิวชิงเซียงนั่งอยู่ภายในกระโจมของสตรีโดยเจ้าสาวต้องผ่าน ‘การสรงทราย’ ที่เป็นกระเบื้องทรายอุ่นร้อนออกนอกกระโจมซึ่งเป็นธรรมเนียมโบราณของเผ่า
หญิงสาวทั้งเผ่าตั้งแต่สาวน้อยจนถึงผู้เฒ่าต่างช่วยกันประดับตกแต่งนางด้วยความใส่ใจเครื่องประดับของเผ่าไม่หรูหรานัก หากแต่เต็มไปด้วยความหมาย
เส้นไหมสีแดงสดถักร้อยกับพู่และลูกปัดแวววาวพันรอบข้อมือเรียวต่างหูเงินสลักลายห้อยระย้าอยู่ข้างหู สายคาดศีรษะถักด้วยเส้นไหมฟ้า แดงทองผูกแน่นระหว่างเรือนผม และผ้าคลุมสีแดงอมส้มถักด้วยมือจากไหมสีธรรมชาติที่ย้อมด้วยครั่งจากแมลงทะเลทรายปกคลุมเรือนกาย
"เจ้าต้องผ่านพิธีนี้อย่างองอาจนะ" หญิงชราผู้เป็นผู้นำฝ่ายสตรีของเผ่ากระซิบ
หลิวชิงเซียงพยักหน้าพลางขยับตัวลงจากแท่นกระโจม มือของหญิงสาววางบนกระเบื้องทรายอุ่นก่อนแล้วนางจึงเดินออกมาทีละก้าว ทุกย่างก้าวต้องสัมผัสผืนทรายทั้งเพื่อแสดงความถ่อมตน และเป็นสัญลักษณ์ของการคืนสู่รากของโลก
ในเวลานั้นด้านของเจ้าบ่าวโม่เหวินหานเองก็ไม่ธรรมดาชายหนุ่มเปลี่ยนชุดคลุมปักลายอาชาแผงคอทอง
มือข้างหนึ่งถือขนมอูฐหวานทำจากนมแพะกับผลอินทผลัมบด อีกข้างถือดาบสั้นปลายงอนซึ่งใช้ในพิธีประกาศต่อสวรรค์
"ข้ามีจิตใจที่มั่นคงและจะปกป้องภรรยาและไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขจะฝ่าฟันไม่แยกจาก" แล้วเขาต้องใช้มีดตัดผ้ากระโจมที่ซ้อนทับจนหนาออกมาแม้ว่าจะมีอาวุธแต่มีดกลับไม่ได้คมกริบลับใหม่ต้องใช้แรงกายของบุรุษอย่างมากกว่าจะตัดอุปสรรคได้
สุดท้ายพิธีกรรมเริ่มขึ้นเมื่อทั้งสองเดินออกมาพบกันและวนรอบกองไฟสามรอบสิ้นสุดลงทั้งคู่หยุดตรงกันพอดี..ตรงกลางของลานพิธีที่เปลวไฟใหญ่ลุกโชติช่วง
หัวหน้าเผ่าและหลิวเค่อผู้เป็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น"บิดาของเจ้าสาว จะมอบบุตรสาวแก่ชายตรงหน้าหรือไม่" หัวหน้าเผ่าเอ่ยเสียงขรึม
หลิวเค่อผินมองหลิวชิงเซียงแล้วจึงกล่าวเสียงหนักแน่น “ยินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจเพราะเขาไม่ใช่จักรพรรดิผู้สูงส่ง หากแต่เป็นชายผู้มีจิตใจมั่นคง”
หัวหน้าเผ่าพยักหน้าก่อนจะยื่นถ้วยทองแดงเล็กใส่น้ำให้ทั้งคู่โม่เหวินหานรับไว้ก่อนยกขึ้นดื่มครึ่งถ้วย ถึงส่งต่อให้หญิงสาวหลิวชิงเซียงรับไว้แล้วดื่มอีกครึ่ง
น้ำนั้นเค็มแต่ขมปะแล่มที่สื่อความหมายว่า‘ชีวิตคู่มิใช่เพียงรื่นรมย์หากต้องยอมกลืนรสขมขื่นร่วมทุกข์ไปร่วมกัน’
จากนั้นทั้งสองก็ใช้เชือกหนังอูฐเส้นเล็กผูกข้อมือให้กันและกัน
เมื่อผูกแล้วห้ามแก้ออกเองก่อนเสียงบรรเลงเครื่องดนตรีเริ่มดังขึ้น ท่วงทำนองจากขลุ่ยกระดูกแกะ กลองผ้าหนังและเครื่องสายหยาบๆ แต่กลับเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตผู้คนในเผ่าเริ่มระบำรำรอบเปลวไฟ เสียงหัวเราะ ดนตรีและคำอวยพรดังระงมและคำสัตย์ที่จะยึดถือไปตลอด
โม่เหวินหานยิ้มดวงตาเขาสะท้อนเปลวไฟกับเงาของนาง "การแต่งงานครั้งนี้เจ้าดีใจหรือไม่" เขากระซิบข้างหู
หลิวชิงเซียงพยักหน้าแววตาหวานสุกสว่างดั่งทะเลทรายยามตะวันลับขอบฟ้า "พอใจอย่างไม่อาจประมาณ"
“เช่นนั้นรอพวกเราลงไปทางใต้ข้าจะพาเจ้าทำพิธีของชาวบ้านกลางไร่ขุนเขา ทั้งจะพาเจ้าไปโพ้นทะเลทำพิธีดั่งชาวเรือเจ้าว่าอย่างไร” โม่เหวินหานกล่าวยิ้มๆแต่เขาไม่ได้ล้อเล่นสักนิด เขาจะจัดงานแต่งงานกับนางอีกแน่ๆหลิวชิงเซียงรู้ในน้ำเสียงนั้น
“อีกสองครั้งเองหรือ?” นางหยอกกลับ
“แน่นอนว่าไม่ข้าจะแต่งกับเจ้าทุกหัวเมือง ทุกพิธี ทุกประเพณีเจ้าจะเป็นสตรีที่แต่งงานอีกนับสิบๆ ครั้งกับบุรุษผู้นี้” แล้วโม่เหวินหานก็วางมือตนเองทับมือหญิงสาวความอุ่นส่งหาและสายตาที่สะท้อนเงาของกันและกันท่ามกลางกองไฟ เสียงดนตรีบรรเลงและผู้คนระบำอวยพรให้ชายหญิงครองรักนานเท่านาน