โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้หากได้ทำวุ้นเฉาก๊วยเย็นๆ รับประทาน ก็คงจะดีเลิศประเสริฐนัก
ซูเจียวเจียวเก็บใบหญ้าทำวุ้นเฉาก๊วยได้เกือบเต็มตะกร้าขณะที่เธอกำลังเก็บอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆก็ได้ยินเสียงหอบหายใจของหญิงชายคู่หนึ่งดังขึ้นมา
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ซูเจียวเจียวฟังปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอหันไปมองตามเสียงที่มา พบว่าไม่ไกลจากพุ่มไม้เบื้องหน้ามีร่างของหญิงชายคู่หนึ่งกำลังพัวพันกันอยู่รางๆ
ไม่จำเป็นต้องให้ซูเจียวเจียวเอ่ยปากเธอก็รู้ว่าคนทั้งสองกำลังทำอะไรกัน!
หากถูกจับได้คนทั้งสองจะต้องถูกสาปแช่งจนจมกองน้ำลาย หรือไม่ก็ถูกจับเข้าคุกเป็นแน่!
ซูเจียวเจียวพยายามถอยออกไปอย่างเงียบเชียบเพราะหากคนทั้งสองเห็นเธอ และรู้ว่าเธอเห็นอะไรเข้าก็คงจะไม่ดีแน่
คนที่แอบมาทำเรื่องพรรค์นี้บนเขายามนี้ย่อมต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ไม่ว่าจะเป็นการนอกใจภรรยาหรือแอบมีสัมพันธ์ชู้สาวกับคนที่มีครอบครัวแล้ว
“กร๊อบ…”
เสียงดังกรอบแกรบ
ซูเจียวเจียวเหยียบกิ่งไม้แห้งหัก
คนทั้งสองในพุ่มไม้ตกใจทันที
ซูเจียวเจียวเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรีบปีนขึ้นมาจากพุ่มไม้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเขากำลังดึงกางเกงขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ ด้วยความตกใจ
อีกฝ่ายไม่เห็นใครแต่ก็ยังคงตกใจ รีบวิ่งลงจากเขาไป
เมื่อชายหนุ่มวิ่งไปแล้วหญิงสาวคนหนึ่งก็ปีนขึ้นมาจากพุ่มไม้เช่นกัน เธอค่อยๆปล่อยกระโปรงยาวลงและหยิบกางเกงขาสั้นที่พื้นขึ้นมาสวม
ซูเจียวเจียวที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ถึงกับไม่กล้าหายใจแรงเธอรู้สึกตกใจอย่างยิ่งในใจ ไม่คิดเลยว่าคนที่แอบมามีสัมพันธ์ชู้สาวที่นี่จะเป็นโจวเม่ย!
ส่วนชายหนุ่มที่วิ่งหนีไปเมื่อครู่คือหลี่เกินเซิงวัยสี่สิบห้าปี
ซูเจียวเจียวใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้นี่มันทำให้โลกทัศน์ของเธอสั่นสะเทือนจริงๆ
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโจวเม่ยถึงไปมีความสัมพันธ์กับหัวหน้ากองผลิตหลี่เกินเซิง!
หลี่เกินเซิงแก่พอที่จะเป็นพ่อของเธอได้เลยนะ!
เมื่อเห็นโจวเม่ยจากไปแล้วซูเจียวเจียวจึงกล้าออกมาจากหลังต้นไม้ เธอไม่กล้าลงจากเขาในทันทีกลัวว่าจะเจอโจวเม่ย เธอจึงตัดสินใจรอให้โจวเม่ยไปไกลก่อนแล้วค่อยออกไป
เมื่อมองไปยังพุ่มไม้ที่โจวเม่ยและหลี่เกินเซิงเพิ่งสร้างวีรกรรมไว้ซูเจียวเจียวรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง เธอจึงเดินไปอีกทางหนึ่งเพื่อดูว่ายังมีของป่าอะไรอีกบ้าง
ในยุคสมัยนี้ผู้คนอาศัยอยู่กับภูเขา ก็ต้องกินจากภูเขา
“เมื่อครู่เธอเห็นหมดแล้วใช่ไหม?”
จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ซูเจียวเจียวตกใจจนตัวชาเธอรีบหันไปมองก็เห็นโจวเม่ยที่เดินไปแล้วกลับมาอีกครั้งดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววอาฆาตแค้นจ้องมองมา
ซูเจียวเจียว“…”
เธอประมาทเลินเล่อไปเอง
ไม่คิดเลยว่าโจวเม่ยจะเล่นลูกไม้ไปแล้วกลับมาอีก
“ฉันไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร”
ซูเจียวเจียวแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
โจวเม่ยยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน“เธอเห็นแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ฉันหวังว่าเธอจะไม่เอาไปพูดต่อ”
เมื่อกล่าวจบน้ำตาของหล่อนก็เอ่อคลอหน่วย ดวงหน้าปรากฏร่องรอยของความอัปยศและขมขื่น“ฉันก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้หรอกนะ ก่อนที่ฉันจะมายังชนบทแห่งนี้ฉันยังเป็นสาวบริสุทธิ์ แต่ชีวิตในชนบทช่างยากลำบากยิ่งนัก เธอคงไม่อาจเข้าใจได้…ตอนนี้หัวหน้าหลี่สั่งให้ฉันทำถึงสิบแต้มคะแนนงานทุกวัน ฉันทำไม่ไหวจริงๆ”
พูดไปโจวเม่ยก็สะอื้นไห้ร้องไห้เสียใจอย่างน่าสงสาร “ฉันไม่เหมือนเธอที่หน้าตาสะสวยแค่โบกมือก็มีผู้ชายมากมายมาช่วยทำงาน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูเจียวเจียวก็เบ้ปากอย่างจนปัญญา
แต่ก็ต้องยอมรับว่าชีวิตในชนบทนั้นลำบากจริงๆ สำหรับยุวชนจากเมืองอย่างพวกเธอที่แทบไม่เคยทำงานเกษตรกรรมมาก่อนเลยตั้งแต่เด็ก มีไม่กี่คนที่ทนได้เคยได้ยินมาว่าในกองผลิตอื่นๆ มียุวชนหญิงบางคนทำงานจนเป็นลมบ่อยๆบางคนก็ร่างกายทรุดโทรมจนต้องถูกย้ายกลับไป…
แม้กระทั่งในชาติที่แล้วเธอก็ยังทนไม่ไหว เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เธอจึงแต่งงานกับเซียวหยวนหมิง
ซูเจียวเจียวไม่รู้ว่าในชาติที่แล้วโจวเม่ยมีความสัมพันธ์กับหลี่เกินเซิงด้วยหรือไม่อย่างไรก็ตาม ในชาติที่แล้วโจวเม่ยได้เป็นพนักงานบันทึกคะแนนของกองผลิตในเวลาต่อมาไม่ต้องลงไปทำงานเกษตรกรรมในทุ่งนา เมื่อไม่ยุ่งก็ยังมีเวลาอ่านหนังสือ
เมื่อคิดเช่นนี้ซูเจียวเจียวก็เข้าใจทันที
ในชาติที่แล้วตำแหน่งพนักงานบันทึกคะแนนของโจวเม่ยคงได้มาจากการใช้ร่างกายเข้าแลกเพียงแต่ในตอนนั้นเธอไม่ได้ไปเห็นเข้า
ชาตินี้เธอกลับมาเห็นเข้าเสียได้
ซูเจียวเจียวได้สติกลับคืนมาเธอจ้องมองโจวเม่ยและกล่าวว่า “ฉันไม่เห็นอะไรเลยและก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ว่าที่นี่คือหลังภูเขา”
พูดจบซูเจียวเจียวก็หันหลังเดินจากไป
แววตาของโจวเม่ยฉายแววความอัปยศอย่างรวดเร็วเธอเม้มริมฝีปากและเดินตามซูเจียวเจียวไป พร้อมกับเดินลงจากเขาไปพร้อมกัน
จู่ๆซูเจียวเจียวก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่าง เธอหันไปมองและก็รู้สึกขนลุกซู่ทันที
เธอเห็นหมูป่าตัวหนึ่งสีดำสนิททั้งตัวยืนอยู่บนเนินเขาข้างๆ!
บริเวณปากหมูมีเขี้ยวที่ยาวถึงสิบกว่าเซนติเมตร!
โจวเม่ยที่เดินตามหลังมามองตามสายตาของซูเจียวเจียวก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ และกรีดร้องเสียงแหลมออกมา
“กรี๊ดดดดด”
ให้ตายเถอะ!
นังผู้หญิงโง่เง่าคนนี้!
ซูเจียวเจียวตั้งใจจะห้ามเธอแต่ก็ไม่ทันแล้ว
เมื่อพบกับหมูป่าสิ่งที่ห้ามที่สุดคือการตะโกนเสียงดัง
เมื่อคนรู้สึกตื่นตระหนกหมูป่าก็จะโจมตีทันที
เสียงร้องของโจวเม่ยดึงดูดหมูป่าในทันที
“โฮก!”
หมูป่าคำรามครั้งหนึ่งมันวิ่งเข้ามาทางนี้อย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าตรงมาที่ซูเจียวเจียวเป็นคนแรก
ซูเจียวเจียวหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจเธอรีบคิดหาวิธีแก้ปัญหาในใจ
คนเราวิ่งไม่เร็วกว่าหมูป่าหรอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะใกล้เช่นนี้ หมูป่าจะไล่ตามทันในไม่กี่ก้าว
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้คือการรีบหาต้นไม้ใหญ่ปีนขึ้นไปและรอคนมาช่วย
ซูเจียวเจียวรีบทิ้งตะกร้าในมือวิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ และปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่วันนี้เธอสวมกางเกงมา
ขณะที่เธอกำลังจะดึงขาข้างสุดท้ายขึ้นไปโจวเม่ยที่อยู่ด้านล่างก็ร้องไห้และจับขาเธอไว้
“ซูเจียวเจียว รีบช่วยฉันหน่อย เร็วเข้า!”
โจวเม่ยตัวสั่นด้วยความกลัวเธอกอดขาซูเจียวเจียวแน่นไม่ปล่อย
ซูเจียวเจียวสะบัดไม่หลุดเธอจึงต้องดึงมือโจวเม่ยขึ้นไป ก่อนที่หมูป่าจะเข้ามาใกล้
แต่กระโปรงของโจวเม่ยก็ถูกเขี้ยวหมูป่าฉีกขาดเป็นรอยใหญ่
ตอนนี้โจวเม่ยไม่สนใจเรื่องกระโปรงแล้วเธอดิ้นรนปีนขึ้นไป เธอกอดลำต้นไม้แน่น มองดูหมูป่าที่ส่งเสียงคำรามอยู่ใต้ต้นไม้และร้องไห้โฮออกมา จนน้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนไปหมด
“อย่าส่งเสียงโวยวายสิ ฉันรำคาญ”
ซูเจียวเจียวจ้องมองเธออย่างไม่พอใจ
เป็นเช่นคำโบราณว่าไว้ไม่มีผิดเมื่อพบเห็นคู่รักลักลอบได้เสีย ก็จำต้องพบกับเคราะห์แม้แต่โชคที่เคยมีก็ไม่อาจช่วยได้
จู่ๆซูเจียวเจียวก็ได้กลิ่นแปลกๆ เธอหันไปมองกระโปรงที่ขาดของโจวเม่ยเผยให้เห็นกางเกงขาสั้นด้านใน ซึ่งมีรอยเปียกชื้นเล็กน้อย
ซูเจียวเจียว"…"
เธอรีบหันหน้าหนีทันที
ไม่อยากจะมองเลยจริงๆ!