มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 102 ศิษย์สืบทอด

    ณ ห้องลับของจวนเจ้าเมืองเล่ออัน

    มีเจ้าเมืองเล่ออัน คุณชายว่านโถว แม่ทัพว่านโฉว และมีนักบวชแต่งกายด้วยชุดสีดำสวมสร้อยลูกประคำสีดำเม็ดใหญ่ ห้อยคอ ถือไม้เท้ารูปหัวกระโหลกสีดำมีเพชรสีแดงประดับอยู่ และนักบวชอีกคนแต่ดูอ่อนเยาว์กว่า

    และมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา นั่งเป็นประธานตรงกลาง ด้านหลังมีชายชุดดำยืนเป็นผู้คุ้มกันอยู่ในเงามืดสอบคน แม้จะปิดบังหน้าแต่เผยให้เห็นหน้าผากมีรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวคนหนึ่งและอีกคนมีรอยแผลเป็นรูปพระอาฑิตย์

    “ ตามที่ท่านเจ้าเมืองรายงาน มีหลวงจีนน้อยผู้หนึ่ง ล่วงรู้จุดอ่อนของนักรบวิญญาณของเรา ทำลายแผนการณ์จัดการกับองค์ชายเก้ากับองค์ชายสิบสี่ ต่อไปนักรบวิญญาณของเราจะทำงานใหญ่ได้ยังไง?  นักพรตเซี่ยเหมิน ไหนท่านบอกว่าไม่มีใครทำลายนักรบวิญญาณได้ยังไงเล่า”

    ชายหนุ่มที่นั่งตรงกลางเอ่ยออกมา ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น คล้ายไม่พอใจสิ่งที่เกิดขึ้น  ทุกๆ คนต่างนั่งฟังอย่างสงบ ไม่มีใครกล้าออกเสียงออกมาแม้แต่น้อย

    “ ท่านเทพบุตรวางใจ พวกนั้นเป็นแค่นักรบวิญญาณระดับพลทหาร คืนนี้ข้าจะส่งนักรบวิญญาณระดับขุนพลออกไป พวกมันไร้จุดอ่อน คราวนี้ข้ารับรองด้วยชีวิต พวกมันไม่พลาดอย่างแน่นอน” นักพรตเซี่ยเหมินเอ่ย

    “ จักรพรรดิเทวะศักดิ์สิทธิ์ของเราใกล้จะออกจากกักตนแล้ว ข้าต้องรีบกลับเมืองหลวง ท่านนักพรตเตรียมนักรบวิญญาณระดับขุนพลเอาไว้ให้ข้าพร้อมแล้วหรือยัง”

    “ พร้อมแล้ว” นักพรตเซี่ยเหมินรับคำอย่างหนักแน่น

    เทพบุตรเทวะศักดิ์สิทธิ์ พยักหน้า แล้วหันมามองหน้า เจ้าเมืองเล่ออัน

    “ แล้วเรื่องปลุกเทพอสูรนาคา ตอนนี้เตรียมการไปถึงไหนแล้ว”

    “ ท่านเทพบุตรวางใจ ตอนนี้เราได้เตรียมเครื่องบูชายัณเอาไว้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ขอเพียงขุนพลวิญญารทำงานสำเร็จ  ท่านนักพรตก็ทำพิธีได้ทันทีเลย” เจ้าเมืองเอ่ยอย่างนอบน้อม

    “ ดี ถ้าเช่นนั้น ส่งข่าวไปบอกกับ หมาป่าอุดร ให้ไปจัดการกับหลวงจีนน้อยนั่นซะ ใครที่มันบังอาจขัดขวางงานของสำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์ มันต้องตายสถานเดียว ”

    เจ้าเมืองเล่ออัน รับคำสั่งอย่างนอบน้อม แล้วพาลูกชายทั้งสองออกมาจากห้องลับในทันที

    “ ท่านพ่อ ให้ข้าไปกับท่านหมาป่าอุดร ฆ่าเจ้าหลวงจีนน้อยกับมือได้หรือไม่”

    คุณชายว่านโถว เอ่ยอย่างแค้นใจในตัวราเชน

    “ ไม่ได้ หากมีผู้ใดเห็นเจ้า จะทำให้แผนการณ์ใหญ่ของเรานั้นเสียหาย ว่านโฉว ให้นกพิราบส่งข่าวไปหาท่านหมาป่าอุดร  แล้วเจ้าส่งทหารของเจ้าควบคุมประตูเมืองทั้งหมด ห้ามผู้ใดเข้าออก รอขุนพลวิญญาณทำงานสำเร็จ ก็สั่งลงมือพร้อมกันได้เลย”

    แม่ทัพว่านโฉว คำนับบิดา แล้วเดินออกไปสั่งลูกน้อง ให้ส่งข้อความลับไปทางนกพิราบสื่อสารทันที

    ณ ค่ายทหารรักษาเมืองทิศเหนือ ภายในมีชายสองคน กำลังนั่งดื่มชากันอยู่

    หนึ่งในนั้นก็คือ เล่าขุย อสรพิษปัจจิม และหลางตง หมาป่าอุดร

    “ พี่เล่า ท่านแน่ใจนะว่า เจ้าหลวงจีนนั่น มีของวิเศษสำนักเราทั้งหมดเลยจริงๆหรือ?”  หมาป่าอุดร มีนามว่า หลางตง

    “ ใช่ ตอนนั้นข้าประมาทมัน เลยถูกมันฟาดด้วยพลองมังกรสิบทิศ จึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”

    เล่าขุยไม่ได้บอกละเอียดว่าตัวเอง โดนหมัดวานรพันปีของราเชน

    “ ไม่ต้องห่วงข้าจะแก้แค้นให้กับท่านเอง ตอนนี้มันเข้ามาในเมืองเล่ออันแล้วใช่ไหม”

    “ ใช่ ขอเพียงเจ้านำคัมภีร์พระไตรปิฏกออกมา มันก็จะมาหาเจ้าเอง”

    “ ข้าได้มอบให้กับ คนของท่านเทพบุตรเทวะศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว”

    เล่าขุยได้ฟังก็ถึงกับอึ้งไป

    “ ไม่ต้องห่วง ขอเพียงข้ากับท่านร่วมมือกัน ต่อให้หลวงจีนน้อยนั่นมีของวิเศษทั้งสามชิ้น ก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้อย่างแน่นอน”

    “ ตอนนี้ ท่านเทพบุตรพักอยู่ที่ใด”

    “ พี่เล่า จะรู้ไปทำไมกัน”

    “ ข้าแค่สงสัย หากเราได้ของวิเศษทั้งสามมาจริงๆ จะสามารถต่อกรกับ สำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่”

    “ พี่เล่า ท่านก็รู้ จักรพรรดิเทวะศักดิ์สิทธิ์ร้ายกาจเพียงใด อย่าคิดเรื่องนี้จะดีกว่า

    ท่านเทพบุตรรับปากกับพวกเราว่า หากพวกเรารับใช้จักรพรรดิเทวะศักดิ์สิทธิ์จะมอบกระดูกอสูรหมื่นปี เพื่อเพิ่มพูนพลังเทพอสูรของพวกเราให้บรรลุ ถึงขั้นเซียนให้ได้”

    “ เจ้าเชื่อ?”

    หมาป่าอุดรไม่ทันตอบ ก็มีลูกน้อง นำสาส์นลับที่ส่งมาจากนกพิราบสื่อสารมาให้อ่าน

    “ เจ้าเมืองเล่ออันส่งข่าวมา พรุ่งนี้จะเริ่มปฏิบัติการ ท่านเทพบุตรสั่งให้ข้าสังหารเจ้าหลวงจีนน้อยทิ้งซะ ตอนนี้มันพักอยู่ที่บ้านของถูเอ้อหนาน พวกเราไปฆ่ามัน ชิงของวิเศษของสำนักเรากันเถอะ”

    “ ปฏิบัติการอะไร?”

    “ นั่นเป็นเรื่องของ ท่านเทพบุตรกับเจ้าเมืองเล่ออัน พวกเราไม่เกี่ยวข้อง ทำตามคำสั่งเท่านั้นก็พอ”

    เล่าขุย ได้แต่พยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินตาม หมาป่าอุดรไป ซึ่งมี รองเจ้าหอ สี่คน เรียกว่าหมาป่าเทา หมาป่าดำ หมาป่าขาว และ หมาป่าน้ำตาล ยืนเรียงหน้ากระดานรอรับคำสั่ง

    “ท่านเทพบุตรมีบัญชาให้พวกเราฆ่าหลวงจีนน้อยแห่งวัดฝอซาน”

    “ ให้พวกเราทั้งสี่ลงมือเองก็พอ ท่านเจ้าหอไม่ต้องลงมือก็ได้”

    “ พวกเจ้าอย่าได้ประเมินฝีมือของมันต่ำไป เจ้าหลวงจีนน้อยนี่สามารถจัดการกับ นักรบวิญญาณที่ร้ายกาจลงได้ และพี่เล่าขุยก็ถูกมันเล่นงานจนพิการ แม้นมันจะไร้พลังปราณยุทธ์ แต่พลังจิตปราณของมันคงจะร้ายกาจจริงๆ พวกเจ้า งานนี้พวกเราห้ามพลาดเด็ดขาด ของศักดิ์สิทธิ์สำนักอสูรเทวะเราอยู่กับมันทั้งหมด”

    ทั้งสี่คนรู้สึกตื่นเต้นยิ่ง จนไม่สนใจว่า ราเชนจะมีฝีมือเช่นไร ต่างคิดจะแย่งของวิเศษของราเชนเพียงอย่างเดียว

    หมาป่าอุดรนั้นพุ่งตัวออกจากค่ายทหารขี่หมาป่าสีทองพร้อมกับเล่าขุย ส่วนรองเจ้าหอทั้งสี่ที่ขี่หมาป่าตามสีของตนไป มุ่งหน้าสู่บ้านของ ถูเอ้อหนาน

    ตอนนี้ราเชน กำลังนั่งสมาธิ นับลูกประคำเพื่อทำให้จิตใจเข้าสู่พลังปรมัตถ์ ตามแนวทางที่ไต้ซือหยวนจื่อแนะนำ แต่ไม่ทันที่จะนับลูกประคำได้ครบรอบ บรรยากาศภายในห้อง ก็เริ่มผิดปกติ อากาศด้านหน้าของเขาเริ่มมีแสงสว่างวาบ

    ราเชนอ้าปากค้าง เพราะเห็น ชายชรานักพรตผมขาว จู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากอากาศยืนต่อหน้าเขา 

    “ อาจารย์ลุง”

    ที่แท้คือนักพรตทงเทียน ที่ใช้มหายันต์พันลี้ มาหาเขานั่นเอง

    “ หยางเฟยหลง นี่เจ้ากลายเป็นหลวงจีนตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

    นักพรตทงเทียน เอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจยิ่งนัก

    “ ไต้ซือหยวนคง บอกว่า หากข้าจะหลอมจิตมารโลหิต ต้องมีพลังจิตปรมัตถ์เท่านั้น และให้ข้าบวชเป็นพระ ละสิ้นเรื่องกิเลส ตัณหา เพื่อจะได้บรรลุถึงพลังจิตปรมัตถ์นั่น”

    นักพรตทงเทียน ถึงกับหน้าแดงด้วยความโกรธ เลยใช้ด้ามแส้หางม้าที่ติดตัวมาเคาะกะโหลกราเชนไป 1 ที

    โป๊ก !!  โอ้ย !!

    “ เจ้าโง่ เจ้าถูกหลวงจีนเฒ่านั่นหลอกแล้ว เจ้าเป็นถึงศิษย์ผู้สืบทอดสำนักเมฆาม่วง

    เป็นคนของสถาบันพรต ทำไมถึงยอมบวชเป็นหลวงจีนในสถาบันพุทธง่ายๆ เช่นนี้”

    “ ก็..ข้าอยากหลอมรวมจิตมารโลหิต”

    “ นี่เจ้าคิดว่า  การเข้าถึงจิตแห่งปรมัตถ์นั่น สำนักของเราไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างนั้นเร๊อะ?”

    ราเชนได้แต่อ้าปากค้าง ขณะกำลังจะเอ่ยถามว่าทำยังไง นักพรตทงเทียนก็เอ่ยต่อว่า

    “ การฝึกฝน จิตใจ ควบคุมสมาธิ ในสำนักของเรา ก็สามารถบรรลุถึงขั้นนั้นได้เช่นกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องบวชเป็นหลวงจีนเลย เจ้าทำเช่นนี้เสียชื่อ สำนักเมฆาม่วงยิ่งนัก”

    “ แล้วทำไม ไต้ซือหยวนคงบอกให้ข้าบวชกันเล่า”

    “ ก็เพราะอยากให้เจ้า ละกิเลสตัณหา เพื่อลดกลิ่นไอแห่งการฆ่าฟันในตัวของเจ้าลง ซึ่งวิถีชะตาของเจ้านั้น ต้องพบกับการนองเลือดอีกมาก ทำเช่นนี้ไม่มีประโยชน์กับเจ้าแม้แต่น้อย”

    “ แต่ว่า พลังโลหิตธาตุของไต้ซือหยวนคง จะช่วยให้ข้ามีพลังจิตเพิ่มมากขึ้น หากไม่ได้ฝึกต่อ ข้าจะสามารถดูดซับ พลังโลหิตธาตุของไต้ซือหยวนคงได้อย่างไร”

    “ นี่คือแผนของไต้ซือหยวนคงที่ทำให้เจ้าต้องกลายมาเป็นหลวงจีนเช่นนี้”

    “ ข้ารับปาก จะบวชเป็นหลวงจีนไม่นาน แล้วข้าจะสึกอย่างแน่นอน”

    “  สถาบันพุทธนั้น จุดหมายปลายทาง คือ นิพพาน หลุดพ้นจากทุกสรรพสิ่งในไต้หล้าแห่งนี้ ไม่สนเรื่องใดๆ อีก แต่สถาบันพรตของพวกเรา จุดมุ่งหมาย คือ การมุ่งสู่วิถีแห่งเซียน เพื่อช่วยเหลือ ปกป้อง คุ้มภัยเหล่าสิ่งมีชีวิตที่เดือดร้อน เอาละ ข้าให้เวลาเจ้าอีก 7 วัน เลิกเป็นหลวงจีนซะ แล้วเดินทางไปเมืองหลวงอาณาจักรมัจฉิมา เข้าไปในสำนักเมฆาขาว ไปเคารพศพของนักพรตทงเต่าแทนข้า”

    “ นักพรตทงเต่า?”

    “ใช่แล้ว นักพรตทงเต่า ซึ่งก็ คือศิษย์น้องเล็กของข้า เขามีศักดิ์เป็นอาจารย์อาของเจ้า เขาได้รับการสืบทอดวิชาเนตรสวรรค์มาจากบิดาของเขา เขาเคยฝึกฝนวิชาในตำราจิตเทพจักรวาลบางส่วน ทำให้วิชาเนตรสวรรค์ของเขานั้นกล้าแกร่งยิ่งนักและสามารถเปิดสำนักเมฆาขาวขึ้นในเมืองหลวงของอาณาจักรมัจฉิมาได้ วิชาเนตรสวรรค์นั้น เป็นวิชาที่เร้นลับและร้ายกาจยิ่งนัก ข้ากับทงที เคยรวมพลังกันแล้วยังไม่อาจเอาชนะได้เลย  นอกจากเคารพศพของเขาแล้ว ข้าอยากให้เจ้าไปสืบดูว่า เขาตายเพราะอะไรกันแน่ เพราะข้าสัมผัสได้ว่าดวงวิญญาณของศิษย์น้องเล็กยังไม่เป็นสุข"

    “ ท่านก็เห็นวิญญาณเหมือนกันรึ?”

    “ ผู้ที่ฝึกฝนพลังจิตเทพจักรวาล ล้วนแล้วแต่เห็นและสื่อสารกับดวงวิญญาณอีกมิติหนึ่งได้ หรือว่าเจ้าไม่เคยเห็น”

    ราเชนพยักหน้าว่าเคยเห็น แล้วถามต่อว่า

    “ แล้วท่านนักพรตทงเต่าไม่ได้บอกกับอาจารย์ลุงหรือว่าตายเพราะอะไร”

    นักพรตทงเทียนส่ายหัว แล้วเอ่ยว่า

    “คนที่ตาย วิญญาณของพวกเขาจะมีพลังวิญญาณแตกต่างกัน บางคนสามารถสื่อสาร ปรากฏกายให้เห็น แต่ ดวงวิญญาณของทงเต่า เป็นเพียงเงาลางๆ ปรากฏให้ข้าเห็นไม่สามารถสื่อสารกับข้าได้ เพียงแค่มาเพื่อส่งสัญญาณบางอย่างให้กับข้าเท่านั้น ข้าสัมผัสได้แต่เพียง ดวงตาเขาหายไป ทั้งสองข้าง ”

    “ ดวงตาหายไป หรือว่าจะถูกฆาตกรรม?”

    “ ข้าก็คิดเช่นนั้น ถึงให้เจ้าเป็นตัวแทนข้าไปสืบยังไงล่ะ”

    ราเชนพยักหน้า แต่เขาก็มีเรื่องมากมายที่ยังต้องจัดการอยู่ 

    “ แต่ว่าข้าต้องช่วยองค์ชายสิบสี่ แล้วยังต้องหลอมรวมกับมารโลหิตในร่างของข้าด้วยหากวันใดมันออกอาละวาดอีก ทุกๆ คนย่อมต้องรู้ตัวตนของข้าแน่ๆ”

    ราเชนเอ่ยอย่างไม่สบายใจ ที่เรื่องของตนยังไม่สะสางให้เรียบร้อยเลย

    “ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าลงมหายันต์์สะกดมันเอาไว้ บวกกับ เพชรน้ำตาดาว และเจ้าก็ฝึกพลังมาถึงระดับนี้แล้ว ยากที่มารโลหิตจะกลับมาควบคุมจิตของเจ้าได้ และมีอีกอย่างที่สำคัญคือ ตอนนี้มีข่าวมาว่า มีลายแทงขุมทรัพย์ของสำนักมารทศเย็น ปรากฏขึ้นที่ เมืองเทียนเหมิน (เมืองหลวงของอาณาจักรมัชฉิมา)  เหล่าผู้คนมากมายต่างเดินทางไปที่นั่น เจ้าเกี่ยวพันกับราชินีมารหลี่ชิงสุ่ย ก็ควรจะไปตรวจสอบเรื่องนี้ดู บางที เจ้าอาจค้นพบวิธีนำพลังมารทศเย็นในร่างของเจ้ามาใช้ได้ โดยไม่ต้องให้มารโลหิตมาคอยควบคุมอีก”

    ราเชนได้ฟังเช่นนั้น ก็รู้สึกตื่นเต้น  แต่ก็นึกในใจว่า ขุมทรัพย์ของสำนักมารทศเย็นเกี่ยวข้องกับ ถ้ำนิรทุกข์ของปราชญ์ปีศาจหรือไม่กันนะ เพราะตำราปีศาจ ได้ระบุเอาไว้ว่า ถ้ำนิรทุกข์อยู่ในป่าวายุอัสนีที่อาณาจักรมัจฉิมา ซึ่งมันจะเปิดออกทุกๆ 10 ปีคล้ายกับป่าลับแลของอาณาจักรปัจจิม 

    “ ตกลง ข้าจะรีบไป” ราเชนรับปากทันที

    “ ศิษย์น้องของข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ นี่คือป้ายประจำตัวของเจ้า”

    ราเชนรับป้ายชื่อมาไว้ในมือ พออ่านชื่อก็ถึงกับสงสัย

    “ ถูเฟย ทำไมชื่อเหมือนกันกับ ศิษย์คนที่เจ็ดของท่านเทพโอสถเลย?”

    “ มันก็คือศิษย์ ผู้สืบทอดของข้าเหมือนกัน น่าเสียดายที่มันตายไปเสียแล้ว”

    “ แล้วมีใครจำหน้าของมันได้ไหม?”

    “ ไม่มี ข้าเพียงแค่สอนวิชาให้มันแบบลับๆ ได้เวลาที่ข้าต้องไปแล้ว ขอให้เจ้าโชคดี” นักพรตทงเทียนกล่าวจบ ก็นำใช้พลังมหายันต์พันลี้ แหวกมิติหายวับไปในทันที  ราเชนอยากจะถามรายละเอียดต่อ ก็ไม่สามารถถามได้อีก

    “ ตัวตนระดับนั้น หากถูกฆ่าตาย คนที่ฆ่าต้องไม่ธรรมดาแน่ แล้วจะให้ข้าที่เป็นแค่ลูกศิษย์ไร้พลังปราณยุทธ์ ช่วยหาคนร้าย อาจารย์ลุงนะอาจารย์ลุง นี่ท่านจะให้ข้าไปตายหรือไง ไม่มีทางที่ข้าจะแก้แค้นให้แน่ๆ  เอ... แต่ว่า  ขุมทรัพย์สำนักมารทศเย็น  คงต้องมีสมบัติมากมายแน่ๆ ข้าต้องไปดูสักหน่อย และต่อจากนั้นข้าจะค้นหาถ้ำนิรทุกข์ นำร่างของพระโพธิสัตว์กลับมาอีก ครั้งนี้ถือว่าโชคดีของข้าแล้ว  ฮ่า ฮ่า ฮ่า”...........

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกห้าแผ่นดิน ที่คุณอ่าน