"ข้าไม่ได้เมาซักหน่อย ก็ช่างมันสิจะฉายยาอะไรก็ช่าง ข้าตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็จะต้องไปพาตัวท่านโครมอฟกลับมาให้ได้ เพราะหากไม่มีเขาเป้าหมายที่ค่าอุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงบัดนี้ก็คงไม่มีความหมาย เอาไว้เดี๋ยววันพรุ่งนี้หลังตื่นข้าจะหาทางเข้าไปที่คุกนั่นก็แล้วกัน"
ทั้งสองทำหน้าตื่นเมื่อได้ฟังความเห็นของเขา แซ็คพยายามห้ามปราม เพราะคิดว่าชายหนุ่มกำลังเมาและกล่าวออกมาอย่างขาดสติ แต่ดูเหมือนคำเตือนของผู้หวังดีจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ ชายหนุ่มถอนมนต์สะกดออกจากหญิงสาวทั้ง12คน เขาผายมือออกแล้วสะบัดแขนเล็กน้อยควันดำที่แทรกซึมไปตามร่างกายของพวกหล่อนก็สลายหายไปจนสิ้น พวกเธอทำท่ามึนงงหลังพ้นจากมนต์ปริศนานั้น
"เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา"
"นั่นสิอยู่ดีๆก็วูบไป"
2นางในจำนวนนั้นถามด้วยความสงสัยพลางเอามือประคองศีรษะด้วยความมึนงง ในขณะที่คนอื่นเริ่มฟื้นคืนสติขึ้นภายหลังตามกันมา
"สงสัยพวกเจ้าจะดื่มมาเทลหนักเกินไปหน่อย ลืมบอกว่าเหล้าชนิดนี้แรงเอาเรื่อง มาม๊ะสาวๆ ข้าว่าพวกเรามาสนุกกันต่อดีกว่า ยังเหลืออีกหลายลีลาที่ข้าไม่ได้แสดงให้พวกเจ้าดู"
ชายชราและหญิงโสเภณีอดีตภรรยาของโครมอฟหันมองหน้ากัน หลังบรรดาพวกนางบำเรอทยอยกันฟื้นคืนสติ
"ดูเหมือนว่าต่อให้ข้าจะห้ามปรามอย่างไร เจ้าก็ยืนยันที่จะไปให้ได้สินะ เอาอย่างนี้แล้วกันพ่อหนุ่ม เอาเป็นว่าวันนี้พวกข้าสองคนขอตัวก่อนดีกว่า ในวันรุ่งขึ้นหากเจ้ายืนยันความประสงค์ตามที่กล่าว โดยสร่างจากอาการเมาแล้ว มีข้อสงสัยอะไรที่จะถามพวกเราเพิ่มเติมก็ตามหาพวกเราได้ตรงโรงเหล็กเขต14ทางทิศตะวันออกของเมืองนี้ ไว้ข้าจะรอเจ้าแล้วค่อยพูดกันอีกทีพรุ่งนี้ก็แล้วกัน"
เมื่อกล่าวเสร็จสิ้นแซ็คก็จูงมือลิช่าออกไป เธอหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังก่อนประตูจะถูกปิดลงโดยที่ไม่กล่าวอะไร นั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่าเธอร้องขออยากให้เขาไปช่วยสามีออกมา บุรุษพเนจรรับรู้ความรู้สึกนั้นได้โดยสัญชาตญาณความเป็นผู้ชาย ความรักที่เธอมีต่อสามีนั้นถือเป็นความบริสุทธิ์ชนิดที่หาได้ยากในปัจจุบันสำหรับสตรีเพศอันควรมีแก่บุรุษในฐานะภรรยา
ชายหนุ่มนั่งครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยอยู่เพียงครู่ ก็หันกลับมามอง12เรือนร่างแสนงามซึ่งบัดนี้พวกนางทั้งหลายค่อยๆปลดเปลื้องผ้าชิ้นบางๆออกทีละคนสองคน เผยให้เห็นโค้งเว้าทุกสัดส่วนงามถนัดตาน่าสัมผัสและชวนลิ้มลอง แววตาหวานใสปานลูกวัวแรกเกิดกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้าบรรดาหญิงงามราวกับแรงดึงดูดที่มีพลังมหาศาล
พวกหล่อนวาดแขนขึ้นกระดิกนิ้วชี้ขยับเข้าหาตัวบอกให้เขาเข้ามาหาบ้างก็ลูบบริเวณต้นขาลากขึ้นมาถึงทรวงอกพร้อมส่ายเอวเล็กน้อย บุรุษพเนจรแลบลิ้นเลียปากกัดฟัดพินิจมองอยู่สักพักก่อนพุ่งเข้าหาพวกเธอ เสียงร้องด้วยความเสียวซ่านแว่วผ่านประตูออกมาทำให้บรรดาผู้ที่ยืนเฝ้ายามอยู่ถึงกับกลืนน้ำลายและเกร็งจนตัวสั่นด้วยอยากมีอารมณ์ใคร่ร่วม
มันเป็นเสียงร้องที่ประกอบขึ้นด้วยความสุขของหญิงสาวทั้ง12คนอันแสดงปรากฏออกมาอย่างลึกซึ้งต่อโสตประสาทรับเสียงของชายหนุ่มทั้งหลายที่สัญจรผ่านไปมา จากคนเฝ้าประตูเพียงแค่สองคน บัดนี้ด้านนอกต่างเต็มไปด้วยแขกที่เข้ามารุมเอาหูแนบกำแพงฟังไม่เว้นแม้แต่เดียโบลเจ้าเจ้าของร้านด้วย
เช้าตรู่ของวันใหม่ ณ เขตปกครองลำดับที่14ของเมืองทางทิศตะวันออก ชายหนุ่มเดินทางไปพบกับแซ็คและลิช่าตามที่ได้นัดหมาย โรงเหล็กขนาดใหญ่ที่ทำมาจากหินทรายตั้งสูงจากพื้นดินประมาณ10กว่าเมตร มีช่องระบายลม มุงด้วยหลังคา ที่ทำมาจาก โลหะหนาอย่างดี มีปล่องที่ทำมาจากหินฮิฐสี่เหลี่ยมสีส้มเรียงกันเป็นตับโผล่พ้นด้านบนจำนวนหลายปล่อง ด้านหน้าประตูอันประกอบขึ้นด้วยไม้มีลักษณะผุเล็กน้อยซึ่งขณะนี้ถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่และกุญแจขนาดใหญ่
ลิช่ากับแซ็คออกมายืนรอต้อนรับชายหนุ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด มองดูลาดเลาเกรงจะมีคนมาเห็นการนัดพบระหว่างพวกเขา กระทั่งชายหนุ่มเดินทางมาถึงจึงนำเข้าไปด้านในผ่านเส้นทางลับหลังกำแพงก่อนได้สนทนากัน มันดูคล้ายช่องประตูขนาดเล็ก ซ่อนอยู่หลังก้อนหินข้างโรงเหล็ก ภายในมีเตาหลอมที่ถูกเลิกใช้งานไปไม่นานและเหล็กดิบเป็นก้อนอีกจำนวนไม่มาก ผนังกำแพงซึ่งถูกสร้างโดยหินชื้นๆสีดำปนแดง เต็มไปด้วยที่แขวนลักษณะรูปตะขอทำมาจากเหล็กแท่งตรงคล้ายกับตะปู ซึ่งไร้ดาบถูกตีพาดเอาไว้ ของทั้งหมดที่เคยถูกสร้างจากโรงตีเหล็กถูกยึดเข้ากองกลางทั้งหมด
"การที่เจ้ามาเจอพวกข้าแบบนี้หมายความว่าจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆสินะ ให้ตายเถอะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนบ้าๆแบบเจ้าอยู่ในโลกใบนี้ด้วย"
"จะยังไงก็ช่างเถอะผู้อาวุโส ว่าแต่ว่าข้าจะไปที่คุกนั้นได้ยังไง"
ไคลม์ถาม ขณะนั้นก็ใช้มือสัมผัสหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆภายในโรงงานขึ้นมาดูอย่างสนอกสนใจไม่หันไปมองคู่สนทนา
"เจ้าบ้าเอ้ย ข้าถึงได้บอกไงว่าเจ้ามันบ้า มีอย่างที่ไหนคิดจะบุกไปที่คุกอันตรายอย่างกราวิตี้เฟรม แต่ดันไม่เตรียมการศึกษาข้อมูลอะไรเสียก่อน แบบนี้มันจะไหวแน่เหรอ"
แซ็คส่ายหัว เหลียวดูหน้าลิช่าพร้อมกับถามความเห็นในประโยคสุดท้าย
"เพราะแบบนี้ไงถึงมาหา ก็ข้าไม่ใช่คนในพื้นที่นี่"
"เอาเถอะพ่อหนุ่ม ข้าจะบอกวิธีให้ การที่เจ้าจะบุกไปคุกนรกนั่นมีอยู่ด้วยกัน2วิธี แบบที่1คือแอบขึ้นรถคุมขบวนนักโทษที่จะออกเดินทางไปที่นั่นในทุกวันก่อนเที่ยง แบบที่2ปลอมเป็นทหารติดตามไปกับขบวนเกวียนของทางการ แต่ทั้ง2วิธีนี้ก็เสี่ยงเกินไปที่จะถูกจับได้ ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเขาจะส่งเจ้ากลับแน่นอน"
ริช่าอธิบาย
"แปลกแหะ ปกติถ้าโดนจับได้ก็ต้องถูกส่งไปที่คุกนั่นไม่ใช่เหรอ?"
หญิงสาวส่ายหน้า
"ที่เมืองนี้มีระบบไต่สวนในชั้นศาลตุลาการ หากคนกระทำความผิด ไม่ถูกตัดสินพิพากษาให้ไปที่นั่นก็จะต้องถูกส่งตัวกลับมาตัดสินโทษที่เมืองนี้ก่อน หากความผิดไม่ร้ายแรงจนเกินไปก็อาจจะได้ถูกคุมขังอยู่ที่คุกของเมืองนี้หรืออาจจะถูกลงโทษอย่างอื่นแทน"
"โห..จริงสินะ ข้าลืมไปว่ายังมีเรื่องน่ารำคาญแบบนี้ด้วย"
"ถึงจะมีระบบไต่สวนในชั้นศาลตุลาการก็ตาม แต่โครมอฟเป็นคนเดียวที่ไม่ถูกนำตัวไปขึ้นศาล ภายหลังถูกจับได้เขาถูกส่งไปยังคุกแห่งนี้ในทันทีเหมือนกับถูกใครกำหนดเอาไว้ พวกข้าพยายามสู้ด้วยคำถาม แต่ก็ไม่มีใครพูดถึงความผิดของเขาไม่มีใครรู้ว่าเขาผิดอะไร เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไม่ต้องสงสัยเลย"
"จริงหรือขอรับ"
แซ็คถอนหายใจโคลงศรีษะเบาๆ
"ก็เพราะแบบนี้นี่แหละ ต่อมาไม่นานลิช่าก็ถูกคำสั่งศาลโดยไม่ชอบพิพากษาให้ไปเป็นโสเภณี ในขณะที่โรงงานก็ถูกปิดยึดทรัพย์สินทั้งหมดไป ถ้าข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ นี่คงจะเป็นการกดดันอะไรซักอย่างกับโครมอฟที่อยู่ในคุกแน่ๆ มีบางคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้พวกเขาต้องการอะไรบางอย่างจากปากของสหายข้า"
"โอ้ เป็นเช่นนี้.. ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย"
ไคลม์ครางเบาๆหลังได้ฟังเรื่องเล่าของแซ็ค
"ก็อย่างที่ข้าบอกนั่นแหละพ่อหนุ่มมันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินที่เจ้าจะบุกเข้าไปในคุกแห่งนั้นได้หรือถ้าหากจะทำจริงๆก็มีเพียงแค่2วิธี ซึ่งข้านอนคิดทั้งคืนหลังจากได้พบกับเจ้ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"
"ยังหรอกท่านลิช่า อย่าเพิ่งหมดหวัง มันยังมีอยู่อีกวิธีนึง"
"วิธีอะไรงั้นเหรอ?"
ทั้งสองถามเร่งเร้าเข้ามาพร้อมกันด้วยความอยากรู้ บุรุษพเนจรยิ้มกรุ้มกริ่มสบตาพวกเขาเหมือนมีเลศนัยจะกล่าว
ตัดฉากมาที่กำแพงหน้าด่านชั้นที่1 มันคือกำแพงชั้นแรกสำหรับเมืองซิโดเนียจากจำนวนทั้งหมด8ชั้น ม่านสีส้มอมชมพู ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหินและอิฐก้อนใหญ่ขนาดสูงไม่ต่ำกว่า12เมตร ถือเป็นกำแพงที่สูงมากๆสำหรับเมืองหน้าด่าน ซึ่งมักจะถูกใช้ตั้งรับข้าศึกจากต่างแดนอยู่เป็นประจำ มีความหนาประมาณ5เมตร ตระหง่านเด่นเมื่อมองจากพื้นด้านล่างสูงชะลูดยาว แต่ก็เพียงพอในระดับสายตามองเห็นชั้นบนซึ่งตั้งเป็นสันมีช่องว่างระหว่างกันไว้สำหรับวางทหารคอยสอดส่องดูแล
ประตูไม้ด้านหน้าซึ่งเป็นทางเข้าหนึ่งในสี่ทิศ มีความกว้างราวๆ7เมตรเศษ เสริมด้วยเหล็กอย่างดีประกอบขึ้นด้วยระบบกลไกปิดเปิดจากแรงคนยก มีโซ่คอยรั้งประตูบานใหญ่เอาไว้ เมื่อจะใช้ ก็ต้องอาศัยแรงคนสำหรับหมุนคันบังคับ อันเป็นกลไกสำหรับเปิดปิด ประตูก็จะทับเทลงมาเสมอกับพื้นดินดังเช่นเมืองในสมัยโบราณของทางยุโรปทั่วไป
ทหารเฝ้ายามจำนวน 20 คนยืนเรียงรายอยู่ด้านล่าง สวมเกราะเหล็กทั้งตัวในชุดพร้อมออกรบ บริเวณคอมีโซ่ร้อยลงมาจากหมวกพาดบ่าและช่วงอกอาวุธในมือที่ถือเป็นดาบยาวและโล่กำบังติดแขน เข้าแถวยืนอย่างมีระเบียบแต่งเต็มยศเนี๊ยบ มองไม่เห็นจุดบกพร่องตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาจ้องมองไปข้างหน้าในขณะที่ผู้คนสัญจรผ่านไปมาตามปกติไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต จนกระทั่ง
"รอเดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม บอกว่าให้ใจเย็นๆไงเล่ามาปรึกษากันก่อนจะรีบไปไหน เจ้าอย่าได้ทำอย่างที่พูดเชียวนะ"
ชายชราคนหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามบุรุษในชุดฮู๊ดสีขาว ติดตามมาด้วยหญิงสาววัยกลางคนอายุ40ปีสวมชุดสีฟ้าทั้งตัว กำลังมุ่งหน้ามาหาเหล่าทหารยามที่ยืนพร้อมแนบชิดติดกำแพงเมืองอยู่ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าเมื่อมองจากสายตาของเหล่าทหารทั้งหลาย มันเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายอย่างหาที่สุดไม่ได้ ฝุ่นตลบอบอวนไปหมดในขณะนั้นเองก่อนที่จะมีใครได้กล่าวอะไรร่างนิรนามของบุรุษรูปงามก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าทหารทุกคนอย่างจงใจเสียแล้ว
เขายืนจังก้าเอามือกอดอกจ้องมายังทหารทุกคนเหมือนจะเอาเรื่อง ไม่นานนักก็บิดคอไปมา กระทั้งเสียงกระดูกเบียดเส้นเอ็นลั่นดังกร๊อบ ทหาร1นายที่ยืนประจำการอยู่ตรงนั้นก้าวเท้าออกมาพร้อมกับชักดาบพาดไปที่คอของเขาก่อนถามออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
"มีปัญหาอะไรวะ เอ็งคิดว่าตัวเองเก๋านักรึไงถึงได้กล้ามายืนจ้องหน้าพวกข้าแบบนี้"
ไม่มีคำตอบใดๆจากชายหนุ่ม เขาแสยะยิ้มเล็กน้อยเหลือบตาขึ้นมองหน้าทหารนายนั้นอย่างขวางๆ และก่อนที่จะมีใครได้ถามอะไรต่อไป กำปั้นใหญ่หนักอึ้งอันเต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาลก็พุ่งแหวกอากาศซัดประโคมเข้าใส่ใบหน้าใบหน้าของนายทหารผู้นั้นเข้าเต็มแรง
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง