ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 40 ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง

    เซียวฉีสยงเห็นลูกชายเดือดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาจริงๆ พลันเกิดความอบอุ่นขึ้นกลางใจ โบกมือพลางยิ้มไปด้วย “อวี้เอ๋อร์ไม่ต้องเป็นห่วงในชั่วชีวิตนี้ของพ่อเคยถูกลอบสังหารมาอย่างน้อยก็หลายสิบครั้งยังมีอีกหลายครั้งที่อันตรายยิ่งกว่าวันนี้ แต่พ่อก็ยังมีชีวิตรอดปลอดภัยดีคราวนี้พ่อเองก็ตั้งใจป่าวประกาศต่อภายนอกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสจะได้ตรวจสอบทุกอย่างได้ง่าย”

            “มีเป้าหมายที่ต้องสงสัยหรือไม่”

            เซียวฉีสยงส่ายหน้ายิ้มเอ่ยขึ้น “ชั่วชีวิตนี้พ่อมีศัตรูมากนักแต่ในแผ่นดินต้าถังคนที่มีความสามารถลอบสังหารพ่อแบบนี้ มีไม่เกินสามคนหรอก”

            “คนแรกฝ่ายของเจ้านครชั้นสูงที่มีชิงหลงโหวเป็นหัวหน้าแต่พ่อคิดว่าพวกเขาไม่มีความกล้านี้หรอก คนที่สองท่านอ๋องสกุลจั่วที่มีฐานะเทียบเคียงองค์จักรพรรดิ ส่วนคนที่สาม ฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน”

            เซียวอวี้พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นของเซียวฉีสยงเป็นอย่างมาก จริงๆแล้วเขาเห็นว่าการลอบสังหารในครั้งนี้มีแนวโน้มว่าเป็นละครฉากหนึ่งที่ราชวงศ์จจัดเตรียมขึ้นมา

            จุดประสงค์นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการทดสอบปฏิกิริยาของแต่ละฝ่าย

            เซียวอวี้เงียบไปสักพักจึงถามขึ้น “ท่านพ่อคิดจะทำอย่างไร”

            เซียวฉีสยงหรี่ตาเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “หากเป็นฝ่ายเจ้านครชั้นสูงหรือเป็นคนที่สกุลจั่วส่งมา พ่อกลับคิดว่าไม่เป็นไร หากฝ่าบาททรงส่งคนมาหมายจะก่อกวนสถานการณ์ในเมืองหลวงจริงๆ เช่นนั้นก็คงน่าสนุกแล้วละ”

            เซียวอวี้คิดใคร่ครวญชั่วขณะเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน “ความสัมพันธ์ของท่านพ่อกับฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”

            เซียวฉีสยงอึ้งไปไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดลูกชายถึงถามเช่นนี้ พยักหน้าแล้วเอ่ย “ฝ่าบาททรงดีกับพ่อมากเรียกได้ว่าที่พ่อมีสถานะอย่างทุกวันนี้ได้ ฝ่าบาททรงมีบทบาทในการแอบปลุกระดมเป็นการลับมากยิ่งนัก”

            จู่ๆเซียวอวี้ยิ้มลึกลับ เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อบางทีการลอบสังหารคราวนี้ ฝ่าบาททรงอยากบอกข่าวหนึ่งกับท่าน”

            “อวี้เอ๋อร์พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

            “สมมติว่าการลอบสังหารในครานี้เป็นสถานการณ์ที่ฝ่าบาททรงทำขึ้นมาจริงๆเช่นนั้นจุดประสงค์ของพระองค์คืออะไรกัน พระองค์ทรงอยากอาศัยเรื่องที่ท่านพ่อถูกลอบสังหารหมายจะสร้างประเด็นอะไรกันล่ะ” ดวงตาเซียวอวี้เป็นประกายถามขึ้นอย่างเชื่องช้า

            เซียวฉีสยงมีชีวิตขึ้นๆลงๆ อยู่ในแผ่นดินต้าถังมาหลายสิบปี พอถูกเซียวอวี้ถามแบบนี้ ดวงตาพลันเปล่งประกายค่อยๆ ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “พ่อพอจะเข้าใจคร่าวๆแล้วละ”

            “ท่านพ่อลองว่ามา”เซียวอวี้ยิ้ม

            เซียวฉีสยงมองเซียวอวี้ด้วยความชื่นชมก่อนทีหนึ่งถึงหรี่ตาเอ่ยขึ้นเชื่องช้า “ฝ่าบาททรงอยากให้พ่อควบคุมกองทัพหรือบางทีอาจจะอยากให้พ่ออาศัยโอกาสนี้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับสกุลจั่วอย่างเปิดเผย”

            “สกุลจั่วนั่นเป็นถึงอ๋องที่ฐานะเทียบเคียงองค์จักรพรรดิโดยสืบทอดตำแหน่งต่อๆ กันมาบรรพชนสกุลจั่วและบรรพชนสกุลหลี่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ชิงดินแดนด้วยกันเดิมทีอยากแบ่งดินแดนแยกกันปกครอง แต่สุดท้ายบรรพชนสกุลจั่วกลับล้มเลิกที่จะประกาศตัวสถาปนาราชวงศ์ยอมกลายเป็นท่านอ๋องที่เป็นอิสระคนหนึ่ง แต่มีฐานะเป็นที่เคารพเลื่อมใสในราชวงศ์เรียกได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลแรกของอาณาจักรต้าถัง”

            “ประมุขสกุลจั่วในยุคนี้มีสติปัญญาและแผนการล้ำลึกย่อมต้องทำให้ฝ่าบาทเกิดความคลางแคลงพระทัย แต่ก็เพียงเท่านั้นราชวงศ์ไม่ค่อยสนใจในความเคลื่อนไหวลับๆ ของสกุลจั่วมากนักแต่ใครจะไปคิดว่าสกุลจั่วจะมีอัจฉริยบุคคลแห่งยุคคนหนึ่ง บุตรชายของประมุขสกุลจั่วจั่วอู๋เซี่ยง ถึงแม้อายุเพิ่งจะยี่สิบปีแต่ก็ฝึกบำเพ็ญเพียรในสำนักกระบี่เสวียนหวงมาเกือบห้าปีแล้ว”

            “ข้าได้รับข่าวมาบางส่วนจั่วอู๋เซี่ยงอยู่ในสำนักกระบี่เสวียนหวงราวกับปลาได้น้ำ แถมพรสวรรค์สูงส่งยิ่งนักถูกผู้อาวุโสคนหนึ่งรับไว้เป็นศิษย์ และเป็นลูกศิษย์ที่สำนักทุ่มเทบ่มเพาะจนสุดความสามารถ”

            “ดังนั้นการมีตัวตนของจั่วอู๋เซี่ยง ถึงเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดของราชวงศ์ในทุกวันนี้ฝ่าบาททรงอยากขุดรากถอนโคนสกุลจั่วก็จำเป็นต้องหาคนที่สามารถคอยสนับสนุนพระองค์ได้ และข้า...เหมาะสมพอดิบพอดี”

            เซียวอวี้เห็นพ้องกับการวิเคราะห์ของเซียวฉีสยงโดยสิ้นเชิงเข้าใจท่านพ่อในชาตินี้มากยิ่งขึ้น สมแล้วที่เป็นหัวหน้าเจ้านครชั้นล่างทั้งความคิดและสติปัญญาล้วนไม่ใช่คนทั่วไปจะเทียบได้

            เซียวฉีสยงยิ้มละไมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “สาเหตุที่ฝ่าบาททรงเลือกลงมือบ่ายวันนี้น่าจะเป็นเพราะอวี้เอ๋อร์เอาชนะเยี่ยซิงฮุยที่คฤหาสน์บนภูเขาจูเชวี่ยในวันนี้ได้ดูไปแล้วน่าจะกลายเป็นคนที่เพรียบพร้อมที่สุดในลูกหลานเจ้านครชั้นล่างไม่ช้าก็เร็วจะต้องเผชิญหน้ากับจั่วอู๋เซี่ยง ฝ่าบาทเองก็ทรงทราบอาศัยแค่สกุลเซียวของเราเป็นไปไม่ได้ที่จะทัดเทียมกับสกุลจั่วได้การลอบสังหารในคราวนี้เป็นการส่งสัญญาณให้พ่ออย่างหนึ่งอาศัยโอกาสนี้แตกหักกับสกุลจั่ว ราชวงศ์จะเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังให้พ่อ”

            เซียวอวี้ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน“ดูเหมือนว่าฝ่าบาทของเราพระองค์นี้จะเป็นบุคคลผู้เก่งกาจคนหนึ่งคว้าโอกาสได้แม่นยำยิ่งนัก นี่เป็นการแสดงท่าทีบีบท่านพ่อกลายๆ ด้วย”

            จากคำเตือนของเซียวอวี้เซียวฉีสยงแทบจะมองเรื่องนี้จนปรุโปร่ง ได้ยินดังนั้นพลันยิ้มแย้มทันที “เป็นศัตรูกับสกุลจั่วในตอนนี้น่ะรึ พ่อยังไม่โง่ถึงขั้นนั้นหรอกรอให้เจ้าลงหลักปักฐานในสำนักจนมั่นคงได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ สำหรับทางด้านฝ่าบาทพ่อมีเหตุผลที่จะไปอธิบาย”

            เซียวอวี้พยักหน้ารับพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ข้าก็รู้สึกว่าตอนนี้ท่านดูอยู่เฉยๆ ดีที่สุดแล้ว ราชวงศ์ต้องการเจ้านครชั้นล่างมาถ่วงดุลกับฝ่ายเจ้านครชั้นสูงดังนั้นสกุลเซียวยังคงปลอดภัยเป็นการชั่วคราว รอผ่านไปอีกสามสี่ปีไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หรือว่าสกุลจั่ว พวกเราสกุลเซียวก็ไม่ต้องสนใจทั้งนั้น”

            เซียวฉีสยงหัวเราะลั่น“อวี้เอ๋อร์พูดประโยคนี้ได้หยิ่งผยองยิ่งนักพ่อเองก็หวังว่าเจ้าจะสามารถฝึกบำเพ็ญเพียรในสำนักกระบี่เสวียนหวงให้ดีๆ ได้ถึงตอนนั้นพ่อก็สามารถปล่อยวางภาระ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้แล้วละ”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มแล้วเอ่ย“ท่านพ่อวางใจ วันนั้นคงอีกไม่นานเกินรอ”

            เซียวฉีสยงอมยิ้มพลางพยักหน้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “พ่อปล่อยข่าวไปว่าตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสดังนั้นการประลองในอีกสองวัน พ่อก็คงไม่ไปดูแล้ว เจ้าเองจะต้องระวังตัวเอาไว้ถึงแม้วันนี้เจ้าจะเอาชนะเยี่ยซิงฮุยได้แต่พ่อรู้สึกมาตลอดว่าหวงเหว่ยถิงไม่ใช่คนที่จัดการได้ง่ายนักหรอก”

            เซียวอวี้ยิ้มแล้วตอบกลับ“ท่านพ่อวางใจ ข้าจะระมัดระวังตัว”

            เซียวฉีสยงฉีกยิ้มด้วยความพึงพอใจจู่ๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาได้อีก ขมวดคิ้วเล็กน้อยถามว่า “อวี้เอ๋อร์เจ้ามีความสัมพันธ์อันดีกับยอดนารีของสกุลหวงฝู่คนนั้นหรือนางเป็นคู่หมั้นคู่หมายของจั่วอู๋เซี่ยงนะ”

            เซียวอวี้พลันกระจ่างทันทีมิน่าล่ะราชวงศ์ถึงมั่นใจว่าสกุลเซียวกับสกุลจั่วจะเป็นปรปักษ์ต่อกันที่แท้ยังมีสาเหตุนี้ด้วย ใบหน้าอดเผยรอยยิ้มคลุมเครือออกมาไม่ได้พยักหน้าแล้วเอ่ย “เป็นสหายที่ใช้ได้”

            เซียวฉีสยงเอ่ยด้วยความเข้าใจ“มิน่าล่ะราชวงซ์ถึงได้มั่นใจว่าสกุลเซียวของเรากับสกุลจั่วจะต้องแตกคอกันอวี้เอ๋อร์ เจ้าใช้ได้เลยนะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าจะแย่งชิงคนรักของคนอื่นอีกทั้งยังเป็นคู่หมั้นของจั่วอู๋เซี่ยงซะด้วย”

            เซียวอวี้เอ่ยด้วยความจนใจ“ข้ากับนางเป็นเพียงเพื่อนกันเฉยๆ เท่านั้น”

            เซียวฉีสยงขยิบตาเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำโป้ปดของเซียวอวี้

            สองพ่อลูกสนทนากันอีกสักพักเซียวฉีสยงก็วิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันของเมืองฉังอานให้กับเซียวอวี้ฟังเซียวอวี้ก็บอกเล่าความเห็นของตนเองบางส่วนทำให้ก้วนจวินโหวผู้นี้ยิ่งชื่นชมในตัวบุตรชายรู้สึกว่าหากฝากอนาคตของจวนสกุลเซียวไว้ในมือของเซียวอวี้จะต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเป็นแน่

            หลังจากครึ่งชั่วยามเซียวอวี้เดินออกมาจากตำหนักใต้ดิน

            “คุณชาย”เจียงไป๋หย่งน้ำเสียง ‘นอบน้อม’ เซียวฉีสยงตัดสินใจแล้วว่า อนาคตจะให้เซียวอวี้ปกครองสกุลเซียวกอปรกับวันนี้เขาจัดการเยี่ยซิงฮุยที่คฤหาสน์บนภูเขาจูเชวี่ยทั้งความเด็ดขาดและความสามารถระดับนี้ ทำให้กลุ่มยอดฝีมือของหน่วยบังคับคดีเลื่อมใสในตัวเขา

            ถึงแม้ตบะของเขาในตอนนี้ยังฝึกบำเพ็ญไม่ถึงขั้นก่อกำเนิดทว่านักพรตทั้งหมดของหน่วยบังคับคดีล้วนเชื่อว่า ประมุขในอนาคตของพวกเขาจะต้องเป็นผู้กล้าแห่งยุคอย่างแน่นอนสามารถกำราบศัตรูไปทั่วสารทิศได้

            “รองผู้บัญชาการท่านเตรียมห้องเงียบๆ ให้ข้าสักห้อง แล้วก็เตรียมหินวิญญาณบรรพกาลระดับล่างสามชั่งข้าจะเข้าฌานสักสองวัน รอการประลองในอีกสองวันนั่นเงียบๆ” เซียวอวี้กำชับด้วยสีหน้าสุขุมเยือกเย็น

            เจียงไป๋หย่งพยักหน้าตอบรับ 

            ภายในสองวันนี้เซียวอวี้จะไม่ออกนอกจวนอีกแล้วประการแรกอยากลอบสังเกตปฏิกิริยาของโลกภายนอกส่วนอีกประการก็คือเตรียมการประลองในอีกสองวันข้างหน้า

            สิงโตล่ากระต่ายยังทุ่มสุดตัว[1] แต่ไหนแต่ไรเซียวอวี้ก็ไม่เคยดูถูกหวงเหว่ยถิง

            พ่อลูกสกุลหวงคู่นั้นในเมื่อกล้าเดิมพันครั้งนี้ นั่นก็บ่งบอกถึงความสามารถของหวงเหว่ยถิง ว่าน่าจะยอดเยี่ยมยิ่งกว่าที่ทุกคนคาดคิดอีกมาก

            ลานบ้านเงียบสงัดเงาไผ่โบกสะบัดพริ้วไหว

            ในห้องที่เงียบสงบแห่งหนึ่งตรงลานด้านหลังของจวนสกุลเซียวตอนแรกห้องห้องนี้เซียวฉีสยงตระเตรียมไว้ให้ตนเอง แต่ละครั้งที่ขบคิดเรื่องสำคัญก็จะขังตัวเองไว้ที่นี่ปราศจากคำสั่งของเขา ใครหน้าไหนก็ไม่อาจเข้าใกล้

            เซียวอวี้เลยตระเตรียมเข้าณานสองวันอยู่ที่นี่ประการแรกเพื่อการต่อสู้ในอีกสองวันข้างหน้าที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังเตรียมตัวรับคำท้าของสุดยอดผู้กล้าของฝ่ายเจ้านครชั้นสูง

            ภายในห้อง

            เขานั่งขัดสมาธิบนเบาะกลมสานจากต้นหางแมวรอบด้านวางเรียงรายเต็มไปด้วยหินวิญญาณบรรพกาลสีขาวขุ่นราวกับน้ำนม

            เขาเตรียมทะลวงด่านไปถึงขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้า



    [1] อุปมาว่า ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ทุ่มเทกำลังทำด้วยความตั้งใจ 

    คล้ายกับเรื่องตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน