“น้องรอง เ้าคิดดีๆ ก่อนดีหรือไม่ หากเ้าหย่ากับน้องสะใภ้ แล้วงานในไร่ของบ้านเราเล่าจะทำอย่างไร ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ของเ้าทำไม่ไหวหรอกนะ ตัวเ้าเองก็ไม่ได้มาช่วยงานพวกเราเลยสักนิด วันๆ เ้าก็ไปใช้ชีวิตอยู่แต่ในตำบล ความลำบากพวกนี้เ้ายังไม่เคยเจอ วันนี้ยังคิดที่จะหย่าเมียเพื่อลดแรงงานในบ้านของเราลงไปอีก เ้าลองคิดดูอีกครั้งดีไหม” หนิงหย่งพูดขึ้นอย่างร้อนรน ทุกวันนี้งานในไร่ในนาของพวกเขาต่างอาศัยแรงงานจากคนในครอบครัวของหนิงผิง หากหนิงผิงหย่ากับหวังซื่อไปจริงๆ แรงงานในบ้านก็ต้องลดลงไปอีกหนึ่งคน ฉะนั้นงานของพวกเขาสองผัวเมียก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย ให้ตายยังไงเขาก็ไม่เห็นด้วย เขาไม่ยอมทำงานหนักเพื่อให้น้องรองได้สุขสบายคนเดียวหรอก
“เ้าลองพูดมาให้แม่เข้าใจ เหตุใดเ้าถึง้าหย่ากับหวังซื่อ” แม่เฒ่าหนิงหยุดคำพูดของลูกชายคนโตไว้และถามหนิงผิงอย่างใจเย็น นางรู้จักนิสัยของลูกชายคนรองดี หากไม่มีผลประโยชน์อันใหญ่หลวงรออยู่ มีหรือที่เขาจะหย่ากับแรงงานชั้นดีอย่างหวังซื่อได้
หนิงผิงเริ่มเล่าถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับจ้าวฉินให้แม่เฒ่าหนิงฟัง เขาไม่ได้บอกว่าจ้าวฉินเป็คนเสนอเงื่อนไขให้เขาหย่าและตัดความสัมพันธ์กับลูกๆ ทั้งสามคน แต่เขากลับออกรับแทนว่าทั้งหมดนี้คือความคิดของเขา
“หย่ากับหวังซื่อก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ เราก็แค่ให้เหตุผลในการหย่าว่านางไม่มีความสามารถในการอบรมสั่งสอนบุตร ปล่อยให้หนิงลี่หนีตามผู้ชาย เท่านี้ผู้คนในหมู่บ้านก็จะไม่คัดค้านและกลับมานินทาเราในภายหลัง แต่เื่การตัดสัมพันธ์กับลูกๆ ของเ้ายังคงเป็ปัญหา” แม่เฒ่าหนิงเริ่มคิดเหตุผล หากหนิงผิงได้เข้าไปเป็ลูกเขยของเศรษฐีตระกูลจ้าวจริงๆ ถึงแม้จะเป็การแต่งเข้า แต่ก็ถือว่าบ้านของนางได้เกี่ยวดองกับเศรษฐีในตำบลไปแล้ว ผู้คนในหมู่บ้านจะต้องนับหน้าถือตาและเกรงใจครอบครัวของนางมากขึ้น อีกทั้งยังเป็การสนับสนุนหนิงเอ้อหลานได้อีกทางหนึ่ง หากหลานชายของนาง้าเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาประจำตำบล หนิงผิงจะต้องไม่ทอดทิ้งหลานชายของนางแน่นอน
หนิงหย่งที่นั่งฟังเื่ราวมาั้แ่ต้น ถึงเขาจะไม่ได้ร่ำเรียนมาเหมือนหนิงผิง แต่เื่เล่ห์เหลี่ยมและความเห็นแก่ตัวก็ไม่ได้ด้อย จากที่หนิงผิงเล่ามานั้นเขาเข้าใจเื่ราวทั้งหมด และเมื่อคิดถึงผลได้ผลเสีย และคิดถึงอนาคตที่ดีของหนิงเอ้อหลานและหนิงไป๋หลิง ลูกชายและลูกสาวของตนเองแล้ว หนิงหย่งก็ต้องสนับสนุนความคิดของหนิงผิงทันที
“น้องรอง ถ้าหากว่าลูกทั้งสามคนของเ้ายินยอมที่จะตัดสัมพันธ์แล้วไปอยู่กับมารดาของพวกเขาเองเล่า เ้าพอจะมีวิธีหรือไม่ ข้าคิดว่ามันคงจะดีกว่าที่เราจะพูดออกมาเองและชาวบ้านก็จะมานินทาเราไม่ได้ด้วย” หนิงหย่งเสนอ
“ทำไมข้าถึงคิดไม่ได้นะ ใช่สิ หากเด็กทั้งสามคนยินดีที่จะติดตามมารดาของพวกเขาไปเอง เท่านี้ชาวบ้านก็จะนินทาเราไม่ได้อีกแล้ว และถ้าจะให้ดี ก็ตัดชื่อพวกเขาออกไปจากวงศ์ตระกูลของพวกเราเลยจะดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงว่าในอนาคตพวกเขาจะได้ไม่ต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเราอีก” แม่เฒ่าหนิงพูดด้วยดวงตาเป็ประกาย และคิดอยู่ในใจอย่างมีความสุข ‘หากลูกรองได้เป็เขยขวัญของเศรษฐีจ้าว เงินทองที่ลูกรองจะส่งมาให้นางใช้ในแต่ละเดือนก็จะต้องมีมากมายหลายสิบตำลึง ต่อไปครอบครัวของข้าก็จะได้กินได้ใช้แต่ของดีๆ ชาวบ้านแถวนี้จะต้องพากันอิจฉา และจะไม่มีใครมาดูถูกครอบครัวข้าได้อีก’
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปพูดกับหวังซื่อและเด็กพวกนั้นเองขอรับ หากหวังซื่อไม่ยินยอม ข้าก็จะเอาเด็กทั้งสามคนนั้นไปขายเสีย” หนิงผิงพูดขึ้นอย่างจริงจัง
“แม่จะไปกับเ้าด้วย เ้าใหญ่เ้าไปกับพวกเราด้วย หากพวกมันยังไม่ยินยอม ก่อนจะขายพวกตัวไร้ประโยชน์นั่นออกไป เ้าก็ไปตีมันให้หลาบจำเสีย” แม่เฒ่าหนิงสั่งลูกชายคนโตเสียงเข้ม
ทั้งหมดรีบเดินไปที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านอย่างไม่รีรอ อีกทั้งแม่เฒ่าหนิงยังให้สะใภ้ใหญ่ที่เพิ่งกลับจากงานในไร่ไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านและหัวหน้าสกุลไปที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านด้วยเช่นกัน
“ท่านแม่ ท่านแม่! ท่านพ่อกับท่านย่ากำลังเดินมาบ้านเราแล้วขอรับ” หนิงเจี๋ยวิ่งเข้ามาพร้ะโกนเสียงดัง
ผ่านมาแล้วหลายวันหลังจากหนิงลี่ฟื้นขึ้นมา ทั้งสี่คนใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมร้างอย่างมีความสุข ถึงแม้อาหารที่เซียวหยางฟางส่งมาให้จะน้อยไปบ้าง แต่ทุกคนก็ไม่บ่น มิหนำซ้ำทุกคนยังเกรงใจชายหนุ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ยังไม่ทันจะได้แต่งงาน แต่คู่หมั้นก็ยังมามีข่าวว่าหนีตามชายอื่นไปอีก หากเป็บ้านอื่นคงให้เซียวหยางฟางถอนหมั้นไปนานแล้ว แต่พรานเฒ่าเซียวกลับไม่ทำอย่างนั้น เขายังรอให้เซียวหยางฟางและหนิงลี่ได้เข้าพิธีแต่งงานกันก่อนที่เขาจะตาย พรานเฒ่าเชื่อในตัวหนิงลี่ และคิดว่าท่านมองหนิงลี่ไม่ผิดแน่
“เจี๋ยเอ๋อ ค่อยๆ พูด เมื่อครู่เ้าพูดว่าอะไร แม่ฟังไม่ถนัด” หวังซื่อถามลูกชาย
“ข้าเห็นท่านพ่อ ท่านลุง แล้วก็ท่านย่ากำลังเดินมาทางนี้ขอรับ อ้อ...หัวหน้าหมู่บ้านกับหัวหน้าสกุลก็มาด้วย”
เซียวหยางหยางฟางที่เพิ่งแบกฟืนเข้ามาพร้อมกับหนิงลี่และหนิงหลันต่างก็หันมามองหน้ากัน เป็หนิงหลันที่วิ่งเข้าไปหามารดาและน้องชายอย่างร้อนใจ ส่วนหนิงลี่และเซียวหยางฟางยังยืนอยู่ที่เดิม
“เ้าคิดจะรับมือกับเื่นี้อย่างไร” เซียวหยางฟางถามหนิงลี่ ถึงแม้การแต่งงานของเขากับหนิงลี่จะถูกจัดขึ้นด้วยความ้าของท่านปู่ แต่จาก่ไม่กี่วันที่เขากับนางได้รู้จักกัน เซียวหยางฟางกลับพบว่าหนิงลี่ดูไม่เหมือนกับหนิงลี่คนเก่าที่เขารู้จัก อีกทั้งนางยังดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และเขาได้ฟังเหตุผลของนางแล้วว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ในคืนนั้นขึ้น เื่ทั้งหมดเป็เพราะหวงจื่อ ดังนั้นเซียวหยางฟางจึงตัดสินใจที่จะเชื่อหนิงลี่ และยอมรับการแต่งงานครั้งนี้อย่างไม่คิดที่จะติดใจกับเื่ในอดีตของนางอีก
หนิงลี่มองตาเซียวหยางฟางอย่างพิจารณาเช่นกัน ่ที่ได้ทำความรู้จักกับชายหนุ่ม หนิงลี่ก็รู้สึกได้ว่าเซียวหยางฟางถือเป็คนหนุ่มที่ดีและมีความรับผิดชอบมากคนหนึ่ง เขาไม่เคยถามถึงอดีตของนางกับหวงจื่อ แต่เป็หนิงลี่เองที่อยากอธิบายให้เขาฟัง ไหนๆ การแต่งงานครั้งนี้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งหนิงลี่คนเดิมก็ตั้งใจทิ้งปัญหานี้มาให้ตัวเองแก้ ถ้าอย่างนั้นความผิดทั้งหมดในอดีตก็โยนใส่ให้เป็ความผิดของหวงจื่อไปเลยก็แล้วกัน ดังนั้นเื่ที่หนิงลี่หนีตามหวงจื่อจึงถูกเปลี่ยนให้เป็หวงจื่อบังคับให้หนิงลี่หนีไปกับตน เพราะหากหนิงลี่ไม่ยินยอม หวงจื่อจะลักพาตัวหนิงหลันไปขายที่หอโคมเขียว ‘หนิงลี่ หวงจื่อ ไหนๆ พวกเธอก็ไปใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขในยุคใหม่แล้ว พี่ส้มเปรี้ยวขอเอาชื่อพวกเธอมาอ้างหน่อยก็แล้วกัน ถือเสียว่าช่วยกันนะจ๊ะ’
“ข้าก็ยังบอกไม่ได้ ต้องรอดูว่าท่านพ่อกับท่านย่ามาหาพวกข้าด้วยวัตถุประสงค์ใด” หนิงลี่ตอบก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับมือชายหนุ่มไว้ “หยางฟาง ข้ากลัว”
ส้มเปรี้ยวหลุดมาอยู่ในยุคโบราณที่ไม่ใช่ประเทศเดิมของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะวัฒนธรรมและความเป็อยู่ที่แตกต่าง ถึงแม้จะอ่านนิยายมามากแต่เมื่อต้องเจอเข้ากับสถานการณ์จริงเธอก็อดที่จะรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้
“ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้า” เซียวหยางฟางพลิกมือขึ้นเปลี่ยนเป็เขากุมมือเธอไว้เอง “ข้าจะปกป้องเ้าและครอบครัวของเ้าเอง”