หรืออาจเพราะเรื่องของเจ้าสำนักเหยียนชวี่และเจ้าสำนักซางไม่อาจขุดขึ้นมาได้อีกแล้วอันเจิงคิดว่าที่พวกเขาทั้งสองคนมีนิสัยต่างกันขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเคยสัญญากันเอาไว้คนหนึ่งอยู่ฝ่ายราชา ส่วนอีกคนก็ทำให้เหมือนอยู่ฝ่ายเดียวกับไทเฮาเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ต่อให้เจ้าสำนักซางจะเป็นอะไรไป คนที่มารับตำแหน่งเจ้าสำนักต่อก็ยังเป็นคนของราชาอยู่ดี
หากพูดกลับกันเหยียนชวี่ต้องถูกคนรังแกมากกว่า ไม่เพียงแค่สัญญาระหว่างเขาทั้งสองคนยังมีความเชื่อมั่นและความนึกคิดของพวกเขาอีก เหยียนชวี่ยังถูกคนเข้าใจผิดและประณามว่าไม่ดี
หากในตำราประวัติศาสตร์จดบันทึกชื่อของเขาทั้งสองคน เหยียนชวี่อาจถูกบันทึกแต่ในด้านที่ไม่น่าฟังเลยก็ได้
หลังจากหวังไคไท่จากไป ในใจอันเจิงสงบลงไม่ได้เป็นเวลานานทุกสิ่งที่เจอในแคว้นเยี่ยน ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอในจักรวรรดิต้าซี จักรวรรดิต้าซีเป็นพื้นที่ที่มั่นคงและแข็งแกร่งมากต่อให้ขุนนางในราชสำนักจะเกิดความโลภขึ้นมา แต่ก็ไม่มีทางนำมาซึ่งความตายของคนมากมายเช่นนี้แต่ในแคว้นเล็ก ๆ อย่างแคว้นเยี่ยนนี้ เขากลับเห็นผลลัพธ์ที่ตามมามากมายอีกทั้งเป็นวิธีการที่โหดร้ายจนไม่อาจรับได้
อันเจิงนั่งริมหน้าต่างแล้วมองดวงจันทร์ในใจคิดว่าหากคนอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ได้ อย่างนั้นจะสามารถมีชีวิตที่สงบสุขหรือไม่นะ?
ตอนนี้อำนาจของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหลังก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ความจริงแล้ว กิจการบนถนนสายนี้ไม่ได้ทำกำไรอะไรเลยสิ่งที่อันเจิงต้องการก็คือเปลี่ยนให้ทุกคนเป็นคนดีถึงแม้วิธีการของอันเจิงจะเถื่อนมากไปสักหน่อย แต่หากสามารถเตือนดี ๆ ได้ เขาก็ไม่อยากใช้วิธีการที่เถื่อนดิบเช่นนี้
หนึ่งคืนผ่านไปเช่นนี้แต่อันเจิงกลับไม่มีความรู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด
ฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง คนของตำหนักวิหารสวรรค์ก็เดินทางมาแล้วบอกให้อันเจิงรีบเข้าวังหลวงโดยด่วนความจริงราชามู่ฉางเยียนทรงเมตตาอันเจิงมาก ยามนี้อันเจิงมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าองครักษ์ของตำหนักวิหารสวรรค์แต่ทว่าเขาไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจัง เดิมทีในช่วงบ่มเพาะพลังวัตร เขาเพียงอยากมีตำแหน่งที่มั่นคงในหน่วยทหารเท่านั้นจากนั้นก็หาเงินอย่างเงียบสงบและเลี้ยงคนข้างกายให้กินดีอยู่ดี แต่ดูแล้วชีวิตคงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
หลังจากเปลี่ยนชุดรองหัวหน้าองครักษ์อันเจิงก็รีบเดินทางไปตำหนักวิหารสวรรค์ ถึงแม้จะผ่านไปสองวันแล้วแต่บนถนนเมืองฟางกู้ยังเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ตระกูลเกาล้มลงแล้วจริง ๆ หรือ?
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าที่ลึกลับไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกเลยส่วนคนที่เล่าลือว่าแข็งแกร่งมากในตระกูลเกาก็ไม่ได้ปรากฏตัวเช่นกันนี่แสดงให้เห็นว่าตระกูลเกายังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้อีกครั้ง แต่ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าคนนี้ฉลาดหลักแหลมมากนางจึงไม่มีทางเผยตัวออกมาทำเรื่องโง่ ๆ หรือนางอาจยังไม่ได้ออกจากเมืองฟางกู้เพียงแค่หาที่ปลอดภัยและเงียบสงบซ่อนตัวเพื่อรอโอกาสเท่านั้น ดังเช่นงูพิษที่ออกมาจู่โจมในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดและจะไม่ยอมปล่อยจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะตาย
ตำหนักวิหารสวรรค์พังจนดูแล้วรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาทันทีตำหนักที่งดงามถูกทำลายพังยับเยิน ส่วนพื้นราบก็กลายเป็นรูใหญ่ และคราบเลือดก็ยังไม่ได้ถูกทำความสะอาดจนหมดท่ามกลางความเงียบ อันเจิงยังคงได้ยินเสียงด่าทอ
เห็นได้ชัดว่าราชามู่ฉางเยียนทรงไม่ได้บรรทมทั้งคืนทรงย้ายไปประทับอยู่ในตำหนักที่อยู่แถบเดียวกับหอตงนวล แต่ทว่าตำหนักนี้ดูเงียบเหงาและรกร้างมาก
คนข้างกายราชามู่ฉางเยียนตายไปไม่น้อยตอนนี้เหลือเพียงอันเฉิงคนเดียวแล้ว
ขณะที่อันเจิงผลักประตูเข้าไป ราชามู่ฉางเยียนกำลังเสวยบะหมี่และไม่รู้ว่าเพราะอะไร ภาพราชาที่สูงส่งกำลังเสวยบะหมี่ช่างน่าเวทนาจริง ๆ
“มาแล้วหรือ จะกินด้วยหรือไม่?”
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์พร้อมตรัสขึ้นดูแล้วทรงมีพระอารมณ์ดีไม่น้อย
อันเจิงพยักหน้า “กิน”
ราชามู่ฉางเยียนรับสั่งให้อันเฉิงไปตักบะหมี่มาเพิ่มแต่อันเฉิงพูดขึ้นอย่างเกรงใจ “ข้าต้มมาแค่เท่านี้ ท่านปั๋วรอก่อนเดี๋ยวข้าสั่งคนไปต้มมาใหม่”
หลังจากราชามู่ฉางเยียนเสวยเสร็จจึงวางตะเกียบลงทอดพระเนตรแผ่นหลังของอันเฉิงที่เดินจากไปพร้อมแย้มพระโอษฐ์ “ความจริงแล้วก่อนเข้าท้องพระโรงข้าไม่ควรกินอะไรเพราะหากอยากไปถ่ายหนักขึ้นมาละก็ อย่างนั้นจะดูไม่ดีนัก...แต่เพราะตอนนี้ข้าไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเหลืออีกแล้วฉะนั้นจึงรู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย”
อันเจิงตอบกลับ “คนพวกนี้ไม่มีศักดิ์ศรีกว่าฝ่าบาทมาก”
ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไปจากนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ “คนอย่างเจ้า แม้กระทั่งจะเลียแข้งเลียขายังดูขัดหูขัดตาดูสิ พูดได้ไม่น่าฟังเลยสักนิด”
อันเจิงยักไหล่“กระหม่อมไม่ถนัดเรื่องนี้”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสถามขึ้น “เรื่องตระกูลเกาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
อันเจิงเล่าเรื่องแบบรวบรัดหนึ่งรอบจากนั้นก็ทูลถาม “โรงซีอวีมีเบื้องหลังเป็นอย่างไร?”
ราชามู่ฉางเยียนไม่ทรงตอบอะไร แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็ตรัสถามขึ้น“เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์ในแคว้นเยี่ยนตอนนี้?”
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูด“อำนาจทั้งสามด้าน ฝ่าบาททรงอ่อนแอที่สุด”
ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไปอีกครั้งจากนั้นก็ทรงพระสรวลเสียงดัง ทรงพระสรวลจนพระวรกายเอนไปด้านหลัง “อันเจิง...อันเจิงเจ้ายังคงพูดไม่เป็นอยู่ดี ถึงแม้คำพูดนี้จะเป็นความจริง แต่เจ้าพูดอ้อมค้อมหน่อยจะได้หรือไม่? เจ้าพูดไม่ผิดอำนาจทั้งสามด้าน ข้าอ่อนแอที่สุด...ความจริงที่เจ้าพูดว่าสามด้านมันก็เป็นการประเมินข้าสูงเกินไปแล้วอำนาจทั้งสามด้าน ด้านหนึ่งคือไทเฮา ด้านหนึ่งคือเหล่าขุนนาง ส่วนอีกด้านก็คือข้าถึงแม้ด้านข้าจะดูอ่อนแอมาก แต่ทว่ากลับขาดไปไม่ได้ เพราะหากขาดด้านของข้าไปแล้ว แคว้นเยี่ยนนี้ก็ไม่อาจดำรงต่อได้”
“เจ้าถามข้าว่าโรงซีอวีมีเบื้องหลังและความเป็นมาอย่างไรนั่นก็คือหนึ่งในด้านที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่เจ้าคิดว่าเหล่าขุนนางในราชสำนักจะยอมจำนนและถูกตระกูลเกาควบคุมจริง ๆ อย่างนั้นหรือ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหลังจากที่พวกเขารู้ว่าตัวเองตกเป็นหมากอยู่ในมือของตระกูลเกาพวกเขาก็หาวิธีทำให้ตัวเองหลุดออกจากการควบคุม ฉะนั้นจึงคิดวิธีหนึ่งขึ้นนั่นก็คือการใช้คนในเจียงหูมาจัดการคนในเจียงหู พวกเขารวมตัวกันสร้างโรงซีอวีขึ้นแล้วให้เข้ามาต่อกรกับตระกูลเกาในเจียงหู แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงภายนอกเท่านั้นเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาก็คือกำจัดตระกูลเกา เพียงแค่พวกเขานึกไม่ถึงว่าอำนาจของตระกูลเกาจะมากเกินความคาดหมาย”
อันเจิงถอนหายใจ “นั่นก็หมายความว่าเหล่าขุนนางอยู่ข้างผิด”
ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์ “พวกเขาไม่ได้เลือกข้างผิดแต่เลือกถูกข้างแล้วต่างหาก โรงซีอวีได้รับของขวัญจากเจ้าพวกเขาต้องเข้าใจว่าเจ้าแสดงตนว่าอยู่ฝั่งพวกเขา ข้าได้ยินว่าจางไคจี๋ไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์? นี่เป็นสัญญาณหนึ่งที่เป็นการบ่งบอกว่ายอมรับเจ้าสำหรับเจ้าแล้วนี่เป็นสัญญาณที่ดี ส่วนกับตัวข้าก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”
เขามองออกไปยังด้านนอกยังมีเวลาอีกสักพัก ก่อนถึงเวลาเข้าท้องพระโรง
“รู้หรือไม่ว่าทำไมจูเก๋อเชียวหยุนถึงอยู่ข้างเดียวกับข้า?”
ไม่รอให้อันเจิงตอบกลับ ราชามู่ฉางเยียนก็ตรัสต่อ“ความจริงเรื่องนี้ง่ายมาก ตระกูลใหญ่เหล่านั้นไม่เคยโง่ พวกเขารู้ดีว่าตัวเองจะมีอำนาจมากที่สุดเวลาไหนพูดตามตรงก็คือตอนที่หัวหน้าอ่อนแอที่สุด สำหรับพวกเขามันเป็นเรื่องที่ดีอีกทั้งหากไทเฮาแสดงอำนาจอย่างโจ่งแจ้งแล้ว เจ้าคิดว่าพวกเขายังจะมีชีวิตที่สุขสบายเหมือนตอนนี้หรือ? ไทเฮาไม่เพียงอยากได้อำนาจจากหุ่นเชิดอย่างข้าคนเดียวเท่านั้นไม่ช้าก็เร็ว นางจะขึ้นเป็นกษัตริย์หญิง...ข้าไม่เคยดูถูกสตรีและไม่เคยคิดว่าสตรีไม่คู่ควรจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงหากเป็นเรื่องดีของแผ่นดินเยี่ยน การจะให้ข้าหลีกทางให้นางขึ้นครองราชย์ก็ไม่ถือว่าเป็นไปไม่ได้แต่เพราะข้ารู้ว่านางไม่คู่ควรจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน”
จากนั้นก็ทรงถอนพระทัย“ที่นางอยากปกครองแผ่นดินไม่ใช่เพื่อแคว้นเยี่ยนแต่เป็นเพราะความโลภของนางเพียงคนเดียว นางอยากแก้แค้นแคว้นจ้าว หากนางได้เป็นกษัตริย์หญิงจริงๆ ความเป็นมิตรที่แคว้นเยี่ยนและแคว้นจ้าวเคยมีต่อกันก็ต้องสลาย เมื่อถึงตอนนั้นการที่แคว้นเยี่ยนจะล่มสลายก็เป็นเรื่องใกล้เข้ามาแล้ว นางรอเวลาออกรบกับแคว้นจ้าวแค้นจนอยากจะฆ่าผู้บังเกิดเกล้าให้ตายไปต่อหน้าต่อตา แต่ทว่าหลายปีมานี้แคว้นจ้าวฝึกฝนกองทัพสม่ำเสมอ แคว้นของเขาแข็งแกร่งกว่าแคว้นเรามากหากเกิดสงครามขึ้นจริง ๆ แคว้นโยว แคว้นยงแคว้นป้าและแคว้นโจวต้องโจมตีแคว้นเยี่ยนของเราพร้อมกันอย่างแน่นอน”
ราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรไปยังด้านนอก“ไม่มีแผ่นดินไหนสามารถอยู่ยืนยาวนานเป็นหมื่นปี ต่อให้จะเป็นจักรวรรดิต้าซีที่แข็งแกร่งขนาดนั้นก็เช่นกันไม่ช้าก็เร็ว แคว้นเยี่ยนต้องหายไปจากประวัติศาสตร์ แต่ข้าไม่อาจทนให้แผ่นดินนี้หายไปในมือข้าได้”
อันเจิงถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรพูดอะไรดี
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระสรวล“ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว เรามาพูดเรื่องที่ทำให้มีความสุขกันดีกว่าก่อนอื่นเฉินไจ่เหยียนและคนอื่น ๆ ถูกปล่อยตัวกลับไปแล้วตอนนี้หน่วยทหารกำลังจะฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนทหารทางแถบชายแดนก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรอีกสำนักวรยุทธ์ชางต้องรับคนเข้ามาเพิ่มตอนนี้ข้าแต่งตั้งให้ฉางฮวันเป็นเจ้าสำนักคนใหม่แล้วส่วนฮวาถางถางก็เป็นรองเจ้าสำนัก เมื่อวานฉางฮวันเข้ามาบอกข้าว่า ตอนนี้ในสำนักวรยุทธ์ชางมีนักเรียนห้าคนและมีอาจารย์ด้วยกันสามคน”
ทรงชี้ไปยังอันเจิง “เนี่ยชิง เจ้า และเพื่อนของเจ้าอีกสามคน”
อันเจิงรู้ว่าตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางไม่มีใครแล้วแต่นึกไม่ถึงว่าจะเหลือน้อยขนาดนี้
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเคยคิดมาก่อนว่า อยากใช้เวลาหลายปีนี้เพื่ออยู่อย่างสงบในสำนักวรยุทธ์ชางแต่ตอนนี้เจ้าทำอย่างที่คิดไม่ได้แล้ว ข้ามอบหมายหน้าที่ที่สำคัญให้เจ้ามากมายอีกทั้งทุกหน้าที่ก็หนักหนาพอสมควรแต่เพราะตอนนี้คนที่ข้าสามารถมอบหมายงานให้ได้มีน้อยกว่าคนในสำนักวรยุทธ์ชางเสียอีกฉะนั้นจึงต้องมอบหมายหน้าที่เหล่านี้ให้เจ้าตลอด หากเจ้าคิดว่าตัวเองยังทนได้อย่างนั้นข้าจะเพิ่มหน้าที่ให้เจ้าอีกอย่าง...”
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งจากนั้นก็ตอบกลับอย่างจริงจัง “ฝ่าบาทตรัสมาก่อน หากทำไม่ได้ข้าก็จะส่ายหน้า แล้วก็ทรงทำเหมือนไม่เคยพูดมัน”
ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์แล้วตรัสขึ้น“น่าอาย...เมื่อพูดไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายแต่ก็ดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว ตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางต้องขับเคลื่อนต่อไปจะปล่อยให้จบลงเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องภายนอกเท่านั้น แต่เราก็ต้องพยายามทำให้เต็มที่ฉะนั้นข้าคิดว่า...จะให้เจ้าเป็นรองเจ้าสำนักที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
อันเจิงส่ายหน้าเบา ๆ
ราชามู่ฉางเยียนทรงทำเหมือนมองไม่เห็น“ด้วยตำแหน่งของเจ้าในตอนนี้ การจะให้เจ้าเป็นรองเจ้าสำนักก็เหมือนเป็นการลำบากเจ้ามากไปหน่อยตำแหน่งนี้ก็เป็นเพียงขุนนางขั้นห้าเท่านั้น ส่วนตอนนี้เจ้าอยู่ขั้นสี่แล้วแต่ไม่เป็นไร ข้าจะชดเชยให้เจ้าเอง เอาแบบนี้...เจ้าเลือกคนของตัวเองมากลุ่มหนึ่งจากนั้นก็จัดให้เป็นผู้ตรวจการสำนัก คนของสำนักวรยุทธ์ชาง...ต่อให้มาจากครอบครัวที่มีฐานะเช่นไรแต่การมีตำแหน่งก็น่าฟังกว่า และแน่นอนว่าไม่มีเงินเดือนเรื่องเงินเดือนต้องให้เจ้าเป็นคนรับผิดชอบ”
อันเจิงชี้ไปที่หน้าของตัวเอง “ฝ่าบาททรงมองไม่เห็นหรือ? กระหม่อมส่ายหน้าอย่างขมขื่นมาก”
“ข้าเห็นแล้วแต่จะแกล้งทำเป็นไม่เห็นก็ได้ ต่อให้เจ้าจะส่ายหน้าก็ไม่มีประโยชน์ ข้าคือราชาคำพูดของข้าจะไม่มีน้ำหนักได้อย่างไร เมื่อการประชุมในท้องพระโรงจบแล้วเจ้าก็ไปรายงานตัวที่สำนักวรยุทธ์ชางเถอะ...”
อันเจิงถามขึ้น “เนี่ยชิงล่ะ? กระหม่อมไม่ได้ยินฝ่าบาทตรัสถึงชื่อของเนี่ยชิง”
“เนี่ยชิงกลับบ้านไปก่อนแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยมาตำหนักวิหารสวรรค์แล้วรับหน้าที่เป็นหัวหน้าองครักษ์...อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเจ้าเล็กน้อย”
อันเจิงรีบห้ามทันที “ไม่ได้!”
ราชามู่ฉางเยียนทรงเงียบไปครู่หนึ่ง“อย่างนั้นข้าจะเลื่อนขั้นให้เจ้ามาอยู่ขั้นสี่ด้วยดีหรือไม่”
“ไม่ได้!”
ราชามู่ฉางเยียนขมวดพระขนง “ขั้นสามเป็นตำแหน่งที่สูงมากในราชสำนักแล้วตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นเยี่ยนมาก็ไม่เคยมีคนอายุน้อยอย่างเจ้าได้เป็นขุนนางขั้นสามมาก่อน...ต่อให้จะเป็นขั้นสามอย่างไม่เป็นทางการข้าก็ให้เจ้าไม่ได้ หรือไม่...ข้าเลื่อนยศให้เจ้าเป็นโหว?”
อันเจิงยังคงส่ายหน้า “ที่กระหม่อมพูดคือจะให้เนี่ยชิงอยู่ข้างกายฝ่าบาทไม่ได้เนี่ยชิงเคยหายตัวไปช่วงหนึ่ง เรื่องนี้น่าสงสัยมาก”
ราชามู่ฉางเยียนถอนพระทัย“ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกไม่พอใจในตัวเขา แต่คนซื่อสัตย์อย่างเนี่ยชิงไม่น่าสงสัยเอาอย่างนี้...เจ้ากินบะหมี่ก่อน ข้าจะออกไปครู่หนึ่ง หากยังมีเรื่องอะไรค่อยมาคุยกันในท้องพระโรง”
“ช้าก่อนฝ่าบาท เป็นเนี่ยชิงไม่ได้จริงๆ”
ราชามู่ฉางเยียนทรงเร่งจากไป “ข้าจะไปอาบน้ำไม่เกี่ยวกับเจ้า”
อันเจิงอ้าปากค้าง ในใจเขายิ่งรู้สึกไม่ดีมากขึ้น
อันเฉิงยื่นชามบะหมี่ให้อันเจิง“เจ้าเป็นคนที่สอง ที่ฝ่าบาททรงวางพระทัยและเป็นตัวของพระองค์เอง ไม่ทรงกังวลและปล่อยวางมากขนาดนี้”
อันเจิงถามขึ้นด้วยสัญชาตญาณ“คนแรกคือใคร?”
อันเฉิงชี้ตัวเอง “ข้า”