เมื่อแสงทองแรกจับขอบฟ้า เจ้าขุนอินทร์ถวายลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังค้างอยู่บนใบหน้า พระองค์มองดูตลับขี้ผึ้งในมือที่ยังคงกำเอาไว้จนรุ่งเช้า ความดุดันที่เคยมีดูจะเบาบางลงไปมาก เหลือเพียงแววตาของผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งจะรู้จักกับคำว่าความรักเป็นคราแรก
"หากการมีเจ้าอยู่เคียงข้าง จะทำให้พี่ฝันดีเช่นนี้ทุกคืนวัน...พี่ก็จักมิยอมให้ผู้ใด มาพรากเจ้าไปจากพี่เป็นอันขาด"
พระองค์ลุกขึ้นยืนด้วยความกระปรี้กระเปร่า ทรงเรียกข้ารับใช้เข้ามาเพื่อเตรียมตัวแต่งองค์เปลี่ยนผ้า ด้วยคิดว่าจะออกไปหาเจ้านางซอมพอที่โรงครัวแต่เช้าตรู่ โดยไม่สนว่ายามนี้ตนเองยังอยู่ในชุดลำลองหรือมียศถาบรรดาศักดิ์เพียงใด ใจมันสั่งให้ไปหาเพียงเพื่อจะกล่าวคำว่า ขอบใจสำหรับยาดี...และเพื่อแอบมองใบหน้านั้น ให้เต็มตาอีกคราในยามสว่าง
อรุณรุ่งเหนือลำน้ำของ มาพร้อมกับกลิ่นดินชื้นฝน เจ้านางซอมพอตื่นขึ้นมาจัดเตรียมสำรับอาหารด้วยองค์เองแต่ไก่โห่ กลิ่นหอมของข้าวเหนียวนึ่งจนนุ่มฟู คลุกเคล้ากับงาขี้ม้อนคั่วหอมกรุ่นโขลกบดคลุกเกลือ แลแกงแคไก่ป่าที่ใส่ผักพื้นเมืองหลากชนิดเท่าที่จะหามาได้ ซ่าบะเขือแจ้ใส่จิ้นแห้งย่าง พวกมันพากันส่งกลิ่นหอมจนลอยล่องมาตามลมในยามเช้า
นางจัดวางถ้วยชามดินเผาเขียนลายขดคลื่นสายน้ำไหล ลงบนโตกไม้อย่างประณีต ก่อนจะประคองมันเดินมุ่งหน้าไปยังพลับพลาหลวง ท่ามกลางสายตาตะลึงพรึงเพริดของเหล่าทหารยามที่เห็นสตรีสูงศักดิ์เดินถือโตกสำรับมาด้วยตนเอง แลคนติดตามก็มีเพียงเอื้องสาย นางข้าหลวงคนสนิท ที่ถือจ้องกางร่มคุ้มหัวกันละอองฝนให้แก่ผู้เป็นนาย
ภายในพลับพลาห้องบรรทม เจ้าขุนอินทร์ถวายเพิ่งจะนุ่งผ้าผืนใหม่แล้วเสร็จ บ่าวรับใช้หวีผมเกล้าเกษาปักปิ่นทองแลปักเหน็บช่อพวงดอกพะยอมกลิ่นอ่อนเพื่อบูชาขวัญหัว อันนิยมกันทั้งบุรุษแลสตรี แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับดูละมุนอ่อนลง เมื่อผ้าม่านวิสุทธิ์กั้นห้องบรรทมถูกเปิดออก ทรงทอดพระเนตรเห็นเจ้าคนร่างบางก้าวเท้าเข้ามายังพลับพลาของพระองค์
"เจ้านาง...เหตุใดเจ้าจึงต้องลำบากยกสำรับมาถึงที่นี่ด้วยตนเองเล่า" สุรเสียงนุ่มนวลนั้น ทำเอาเจ้าแสนเมืองสิงห์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับสำลักน้ำชา ด้วยมิเคยได้ยินสำเนียงหวานหูเยี่ยงนี้มาก่อน
เจ้านางซอมพอย่อกายลงถวายบังคม พร้อมกับวางโตกอาหารลงตรงหน้าจอมทัพใหญ่ "ข้าเจ้ามาเพื่อขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าพระบาทเจ้า คำสั่งของพระองค์ที่ให้ทุกทัพแบ่งปันเสบียงอาหารมาให้เวียงสรวงนั้น มันยิ่งใหญ่มากล้นดั่งมวลสายน้ำของ ยามนี้ชาวบ้านเวียงชัยมีข้าวตกถึงท้องทั่วถึงทุกตัวคน มิต้องอดตายเพราะภัยสงคราม ข้าเจ้าจึงตั้งใจทำสำรับอาหารเรียบง่ายนี้ มาเพื่อถวายต่อพระองค์เจ้าขุนอินทร์ถวาย แทนคำขอบคุณจากใจเพคะ"
เจ้าขุนอินทร์ถวายมองสำรับอาหารสลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง ความรู้สึกพึงพอใจเมื่อค่ำคืนที่นอนกอดหมอนเคล้าคลอตลับขี้ผึ้งยากลิ่นหอม จนหลับไปนั้นยังคงตราตรึงใจ พระองค์ทรงหยิบปั้นข้าวเหนียวขึ้นมาเสวย คำแรกที่เข้าปากนั้น ช่างหวานล้ำเสียยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า
"ฝีมือน้องนาง ช่างหาผู้ใดเปรียบได้ไม่ แม้แต่ห้องเครื่องพิมานตำหนักพี่ ยังทำอาหารรสอร่อยเช่นนี้ได้มิเท่าน้องเลยหนา" พระองค์ตรัสพร้อมสบตานาง จนเจ้านางซอมพอต้องเป็นฝ่ายหลบตาด้วยความประหม่าเขินอาย
“เกินไปหรือไม่ ไหนกูขอร่วมสำรับมื้อนี้ด้วยจะได้หรือไม่” พูดไม่ทันจบ เจ้าแสนเมืองสิงห์ก็รีบลุกมานั่งร่วมวงในทันที เจ้าขุนอินทร์ถวาย ที่กำลังคิดคำป้อล้อหญิงงาม จึงไม่ทันเอ่ยวาจาผลักใสสหายตัวดี ทำเอาเจ้านางซอมพอได้แต่นึกขันหัวล่อชอบใจ
เมื่อบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เจ้านางซอมพอจึงอาศัยจังหวะนี้ เอ่ยถึงจุดประสงค์สำคัญที่ทำให้นางต้องมาเข้าเฝ้าด้วยตนเอง
"ฝ่าพระบาทเจ้า...ยามนี้ฝนแรกของปีได้มาเยื่อนแล้ว ดินที่เคยแห้งผากเริ่มอ่อนนุ่ม ข้าเจ้ามีความประสงค์จะทูลขอความช่วยเหลืออีกสักประการเพคะ" นางเงยหน้าขึ้น สบตาจอมทัพด้วยความเด็ดเดี่ยว "สงครามนั้นยังมิรู้ว่าจะจบลงเมื่อใด แต่ปากท้องของราษฎรนั้นรอนานมิได้ ข้าเจ้าอยากขอให้พระองค์ทรงอนุญาตและจัดกำลังคุ้มกัน ให้ชาวบ้านได้ลงพื้นที่ไร่นา เพื่อเริ่มปักดำกล้าข้าวปลูกสร้างอาหาร หากเรามีข้าวในนา เราก็จักมีกำลังรบที่เข้มแข็ง ต่อให้ต้องเผชิญศึกยาวนานแรมปี เราก็ยังจักสู้ต่อไหว มิเช่นนั้นแล้ว แม้เราจะชนะศึกหนานเยว่ แต่เราอาจจักต้องมาพ่ายแพ้ต่อความอดอยากในวันหน้า เรื่องนี้ขอพระองค์ทรงไต่ตรองด้วยเพคะ"
เจ้าขุนอินทร์ถวายนิ่งฟังด้วยความพอใจ แม้นภายในใจพระองค์นั้นชื่นชมในตัวนางอยู่ไม่น้อย แต่วิสัยทัศน์ที่ห่วงใยราษฎรเช่นนี้ ยิ่งทำให้นางดูสง่างามและมีค่าเหนือกว่าหญิงใดที่พระองค์เคยพบพาน
"เจ้ามิได้เพียงแค่งามสละสลวย แต่ใจของเจ้านั้น ยังกว้างขวางดั่งขุนเขาที่ทอดยาวเลียบสายน้ำของ" พระองค์ยัดปั้นข้าวนึ่งในมือเข้าปาก เคียวข้าวรสหวานจนแหลกก่อนจะกลืนลงคอ "พี่อนุญาต! พี่จักสั่งการให้เจ้าพรหมเสกแลเจ้าโยนยางคำช่วยจัดเสริมกองกำลัง ล้อมระวังภัยให้ชาวบ้านได้ทำนาทำไร่ตามที่เจ้าต้องการ และหากเจ้าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม…ขอเพียงบอกพี่ หากไม่เหลือบ่าฝ่าแรง พี่จะจัดการตามที่เจ้าร้องขอ มิขัดขืนเลยแม้แต่น้อย"
คำหวานจากปากของเจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย ทำเอาข้าวคลุกงาในปากของเจ้าแสนเมืองสิงห์ มีรสหวานจนแสบคอ แกงแคพาลจืดไร้รสชาติ แม้แต่ซ่าบะเขือแจ้ที่ควรกลมกล่อมก็กลับขื่นขมติดคอติดลิ้น จนอยากลุกหนีคนทั้งคู่ ที่กำลังทำให้อาหารเช้านี้ไร้รสชาติในปากตน
"ขี้ผึ้งยาของเจ้าดีนักหนา พี่ใช้ทาเสียจนหลับฝันดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "ขอบใจเจ้ามากนะซอมพอเอ๋ย"
เจ้านางซอมพอรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่พุ่งพล่านขึ้นมาบนใบหน้า นางเพียงแต่ยิ้มรับด้วยความเอียงอาย หัวใจของจอมทัพที่เคยไร้รัก บัดนี้กลับมีดงดอกซอมพอ ที่กำลังคลี่กลีบสีงามเบ่งบานจนเต็มหัวใจ
อีเอื้องสายที่หมอบกราบอยู่ด้านหลังเจ้านางซอมพอ ทำได้แค่เพียงอมยิ้มชอบใจ แค่เพียงเท่านี้ก็รู้แล้ว ว่าเจ้าขุนอินทร์ถวาย กำลังทรงพอพระทัยในตัวเจ้านายของมันมากมายเพียงใด หากเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวชราทุ่งหลวง มาเป็นเทพบุตรรูปงามจากสุวรรณโคมคำได้คงดีนัก
แสงทองของวันใหม่ฉาบไล้ไปทั่วทุ่งนาเมืองเวียงชัย กลิ่นอายดินโคลนที่ถูกฝนแรกชโลมจนชุ่มหอมฟุ้งตลบอบอวล ผสมกับเสียงสรวลเสเฮฮาของชาวบ้าน ที่ต่างพากันแบกคันไถและหาบกล้าข้าวลงสู่ท้องทุ่ง ความหวังที่เคยริบหรี่ กลับโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นกองกำลังทัพช้างและทหารม้า ออกลาดตระเวนเข้มงวด ป้องกันภัยระวังศึกราวกับกำแพงเหล็กกั้น ตั้งแต่ครั้งทำลายค่ายข้าศึกโดยเจ้าอุปราชผู้ล่วงลับ เวียงชัยก็ดูเหมือนจะร่มเย็นลงมาบ้าง เพียงแต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง ด้วยไม่รู้ว่าวันใดข้าศึกจะบุกลงมาอีก
ที่ใจกลางทุ่งนา เจ้านางซอมพอกำลังขะมักเขม้นช่วยชาวบ้านคัดกล้าพันธุ์ข้าว โดยมีสายตาคมปลาบของเจ้าขุนอินทร์ถวายเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ บนหลังม้า ทรงทอดพระเนตรดูนางด้วยความเลื่อมใส เหงื่อเม็ดเล็กจากความอุตสาหะสะท้อนแสงแดดดูงาม ราวอัญมณีเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ประดับกายนาง
เจ้าพรหมเสกนุ่งผ้าต้อยยกสูงผืนดำยกทอง เนื้อตัวไร้เกราะนักรบ มีเพียงสร้อยประคำหินห้อยตะกรุดแลเขี้ยวสัตว์ ดูดุดันขัดกับบรรยากาศการทำนาอันครื้นเครงเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงช้างพลายชัยศึกตัวใหญ่ นั่งตระหง่านคุมเชิงอยู่บนเนินดินภายใต้ต้นไม้ใหญ่ สายตาที่เคยจ้องแต่จะปลิดชีพศัตรู บัดนี้ต้องมาคอยจ้องมองชาวบ้านหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเร่งลงมือทำนา ด้วยหวังใช้มันเป็นอาหาร หากการศึกต้องยืดเยื้อยาวนาน
"ปัดโธ่เอ้ย...เจ้าพี่นะเจ้าพี่ รบกะหนานเยว่ กูยังมิตึงมือเท่ากับการที่ต้องมาคอยดูแลชาวบ้านปักดำกล้าข้าวเช่นนี้เลย" พระองค์สบถขึ้นเบา ๆ ด้วยนิสัยที่รักการศึกมากกว่าการเกษตร
"ปัดโธ่เอ้ย...ฝ่าพระบาทเจ้าขา ตรัสกระไรเช่นนี้ หากมิมีข้าวปลาอาหาร ทหารกล้าของพระองค์มิกลายเป็นผีเฝ้าท้องทุ่งไปเสียก่อนหรือเพคะ…"
เสียงเจื้อยแจ้วที่คุ้นหูทำให้เจ้าพรหมเสกต้องรีบหันกลับไปมอง เป็นอีเอื้องสายที่กำลังหาบตะกร้าใส่ห่อข้าวและน้ำดื่ม มาแจกจ่ายแรงงาน นางหยุดยืนกางกั้นหน้าช้าง พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาจอมทัพช้าง อย่างไม่นึกกลัวเกรงเหมือนเช่นดั่งเมื่อยามค่ำคืน
เจ้าพรหมเสกหรี่ตาลงมองแม่ญิงที่บังอาจมาต่อปากต่อคำ "อีนี้...มึงมิใช่รึ ที่ไปด้อม ๆ มอง ๆ หน้าพลับพลาหลวงเมื่อยามค่ำ"
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH