TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

ตอนที่ 200 เส้นทางการบ่มเพาะและโชคที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ 200 เส้นทางการบ่มเพาะและโชคที่คาดไม่ถึง


*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 






ดวงวิญญาณของเฟิร์สที่เหมือนกับดวงแสงสีเงินดวงหนึ่งในตอนนี้มันได้ปรากฏลวดลายอักขระสีม่วงขึ้นมา


อักขระสีม่วงเหล่านี้แม้จะดูเป็นเหมือนอักขระสายหนึ่ง แต่มันกลับแฝงไปด้วยอักขระจำนวนมากราวกับจะเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าที่ไม่สามารถนับได้หมด


นั่นหมายความว่าเฟิร์สได้จารึกอักขระเข้าไปในดวงวิญญาณของเขามากมายเหลือเกิน


มันมากจนทำให้เขาสามารถบรรลุขอบเขตขั้นสีม่วงในตำนานได้


ในความทรงจำของเฟิร์ส มีเพียงอาจารย์ของเขาคนนั้นเท่านั้นที่สามารถบรรลุขอบเขตนี้ในโลกแห่งนั้นได้


แม้ว่าเขาจะเคยพบกับขอบเขตที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในโลกของอีวา แต่มันก็ยังทำให้เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่สามารถสำเร็จถึงขั้นนี้ได้


ท้องฟ้าเหนือยอดเขากลายเป็นสีม่วง ซึ่งต้นกำเนิดของแสงเหล่านี้ล้วนมาจากร่างของเด็กหนุ่ม


หลังจากที่เฟิร์สฟื้นคืนสติขึ้นมา เขาก็รีบระงับเหตุการณ์นี้อย่างรวดเร็ว


อำนาจของแสงสีม่วงถูกเก็บเข้าไปอย่างฉับพลัน ทำให้ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าหายไป


ผู้คนที่อยู่บริเวณนี้จึงสังเกตเห็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีหนึ่งเท่านั้น


“ในที่สุดฉันก็สำเร็จขั้นสีม่วงเสียที” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างดีใจ แต่ทว่าในเวลาต่อมาสีหน้าของเขาก็กลายเป็นเรียบนิ่ง


“แต่น่าเสียดายที่ฉันใช้อักขระทั้งหมดที่ขุดค้นในวิถีชี้แนะแล้ว หากเป็นแบบนี้การจะบ่มเพาะขั้นต่อไปคงยากลำบากเสียแล้ว”


เฟิร์สอดที่จะนึกอิจฉาอีวาไม่ได้ที่เธอมีจอมปราชญ์เป็นอาจารย์ บันไดสีขาวเหล่านั้นทำให้การบ่มเพาะอักขระของเธอก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว


แต่สำหรับเขาแล้ว แม้จะบ่มเพาะขั้นสีม่วงได้รวดเร็วก็จริง แต่การที่จะก้าวเดินไปขั้นต่อไปนั้นนับว่ายากมาก


อักขระสปีริตนั้นหาได้ยาก แม้แต่อบิสระดับสีน้ำเงินเขาก็ยังไม่สามารถค้นพบมันเพิ่มเติมได้ 


“มาถึงขั้นสีม่วงดูเหมือนว่าโลกนี้จะมีตัวตนน้อยนักที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของฉันได้ แม้พลังการโจมตีของศาสตร์อักขระจะอ่อนด้อยไปบ้าง แต่ในด้านพลังป้องกันหรือการผนึกย่อมไม่มีใครในโลกสามารถต้านทานมันได้อย่างแน่นอน นอกเสียจากว่าจะมีผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงคนที่สองอยู่ที่นี่ ... แน่นอนว่าฉันยังไม่พอใจกับการบ่มเพาะระดับนี้ ขั้นสีม่วงยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะสัมผัสกับกฎเกณฑ์ของโลกได้” เฟิร์สเอ่ยอย่างจนใจ


“แม้จะบ่มเพาะไปถึงขั้นนั้นฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของโลกได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่านอกจากขั้นสีครามแล้วจะมีขั้นที่สูงยิ่งกว่านี้อีก” เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างขบคิด


ตราบใดที่เขายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของโลกให้แข็งแกร่งขึ้นได้ โลกนี้ก็ยังไม่ปลอดภัยต่อการรุกราน


แต่การจะหาอักขระเพื่อนำมาบ่มเพาะเพิ่มเติมก็เป็นไปได้ยากนัก 


เขารู้ว่าการบ่มเพาะอักขระนั้นยากเย็นเพียงใด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการบ่มเพาะจากขั้นสีม่วงไปถึงขั้นสีครามด้วยแล้ว จำนวนของอักขระและระยะเวลาที่ใช้ในการบ่มเพาะย่อมไม่น้อยอย่างแน่นอน


ตอนนั้นเองเฟิร์สก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


“จริงสิ ถ้าหากฉันลองสำรวจแกนสปีริตสีน้ำเงินที่ได้มา ไม่รู้ว่าจะมีอักขระสปีริตแฝงอยู่ข้างในนั้นหรือไม่?”


เด็กหนุ่มไม่ลังเลที่จะนำแกนสปีริตสีน้ำเงินออกมา แต่ทว่าไม่ว่าเขาจะกวาดผ่านไปกี่รอบหรือใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหาอักขระสปีริตที่แฝงอยู่ข้างในนั้นได้พบ


ใบหน้าของเขาแสดงความผิดหวังออกมาทันที


เฟิร์สลองเอาสิ่งของที่ได้จากอบิสออกมาค้นหาและขุดค้นเกี่ยวกับมัน แต่น่าเสียดายที่อักขระเหล่านั้นล้วนอยู่ในขอบเขตอักขระขั้นสีม่วงที่เขาบ่มเพาะไปแล้ว


เขาแทบจะคิดอะไรไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงตัดสินใจกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว


ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังหนุนศีรษะบนตักของแม่ ผู้เป็นแม่ก็เอ่ยถามออกมา


“ตัวแสบ ลูกไม่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้างหรอ? อยู่กับคนแก่ที่นี่ไม่เบื่อบ้างรึไง?”


เด็กหนุ่มผินตามองและเอ่ย “ใครบอกผมอยู่กับคนแก่ ที่นี่มีเด็กๆ ตั้งเยอะแยะ แล้วผมก็อยากอยู่กับแม่ไม่เคยเบื่อด้วย”


“ขี้อ้อนจริงๆ นะเรา แล้วแบบนี้จะมีคนรักกับเค้าบ้างไหมเนี้ย?”


คำถามของผู้เป็นแม่ทำให้เด็กหนุ่มชะงักไป ในแววตามีความวูบไหวอยู่เล็กๆ


“ที่จริงผมก็มีอยู่นะ ...” เฟิร์สเอ่ยเสียงอ่อน


คุณหมอสมคิดที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ตาโตขึ้นทันที และมารดาของเขาก็มีอาการไม่ต่างกัน


“หืม ... ลูกไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟังเลยนะ ไหนลองเล่ามาซิ”


“แม่ก็อยากฟังเหมือนกัน” คนเป็นแม่เอ่ยอย่างตื่นเต้น


เฟิร์สยิ้มแล้วก็เล่าเรื่องทุกอย่างออกไป เขาไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับครอบครัวอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากอยู่ดี


หลังจากฟังเรื่องราวที่ลูกชายของพวกเขาเล่าให้ฟังแล้ว สองสามีภรรยาก็เงียบไป


“เฟิร์สแน่ใจหรอว่านั่นไม่ใช่ความฝัน?” มารดาของเขาเอ่ย


“ผมว่าพ่อน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีนะครับ เพราะพ่อก็เคยอยู่กับอีวามาหลายครั้ง”


“จริงหรอคุณ?”


คุณหมอสมคิดยังคิดถึงวันคืนที่เขาได้อยู่กับเฟิร์สเวอร์ชั่นนั้น และเขามีความเชื่อไปหลายส่วนว่าลูกชายของเขาพูดเรื่องจริง เพราะเฟิร์สในตอนนั้นไม่มีวันเป็นลูกชายของเขาได้แน่ แต่ในช่วงเวลานั้นเขาทำใจเชื่อได้ยากจริงๆ


ทว่าเวลานี้ทุกอย่างก็เหมือนกับสามารถเกิดขึ้นได้ อีกทั้งตัวตนของลูกชายในตอนนี้ เขาย่อมไม่พูดเรื่องนี้แบบล้อเล่นแน่


“ใช่ พ่อคิดว่าเรื่องที่ลูกว่ามาเป็นเรื่องจริง เฟิร์สนั้นตอนนั้นดูอ่อนโยนมาก เขาถึงกับเข้าครัวทำทั้งอาหารทั้งขนม เย็บปักถักร้อย งานบ้านงานสวนทำได้หมด ซึ่งไม่ใช่นิสัยของลูกชายของผมแน่ๆ”


เมื่อได้รับการยืนยันจากสามี สีหน้าของนพนภาก็แสดงถึงความกลุ้มใจ


“แล้วเฟิร์สแน่ใจหรอว่าเฟิร์สรักเธอไปแล้ว?”


“ครับ ผมรู้สึกแบบนั้น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ แม้ว่าเธอคนนั้นจะอยู่แสนไกล แต่สักวันหนึ่งผมจะหาเธอให้เจอ” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น


สองสามีภรรยาเมื่อเห็นท่าทางของลูกชายของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ทำได้แค่เอาใจช่วย


ผ่านไปหลายวันเฟิร์สยังไม่สามารถค้นหาเส้นทางการบ่มเพาะอักขระต่อไปได้ เขาถึงกับมีความคิดที่จะตระเวนเข้าไปยังอบิสสีน้ำเงินเพื่อค้นหาซากโบราณอะไรทำนองนั้น แต่เมื่อคิดถึงอบิสล่าสุดที่เคยไปมา คงจะไม่มีอะไรแบบนั้น เพราะมันเป็นมิติที่คนคนหนึ่งสร้างขึ้น หรือต่อให้มีก็คงจะได้รับแต่อักขระที่เขามีอยู่แล้ว


แล้ววันหนึ่งนั้นเองเขาก็ตัดสินใจลองเข้าไปค้นหาในวิถีชี้แนะอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ขุดค้นอักขระจากที่นั่นมาเป็นจำนวนมาก และมั่นใจว่าเขาได้ขุดค้นอักขระที่นั่นมาหมดแล้ว


แม้จะเข้าไปอีกครั้งก็คงได้แต่อักขระซ้ำๆ กลับมา 


แต่ทว่าในครั้งนี้ดูเหมือนความคิดของเขาจะผิดพลาด เขาพบวิถีชี้แนะที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม!


“เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิถีชี้แนะนี้จะเติบโตไปตามการบ่มเพาะ ครั้งล่าสุดฉันขุดค้นที่นี่ตอนอยู่ขอบเขตดาราแดงเก้าแฉก ตอนนี้ขึ้นมาถึงดาราน้ำเงินสองแฉก วิถีชี้แนะนี้จึงยิ่งใหญ่กว่าเดิม”


เฟิร์สเริ่มมีความหวังขึ้นมา และดูเหมือนว่าเขาจะหลีกเลี่ยงการบ่มเพาะพลังสปีริตไปไม่ได้


“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ถ้าโชคชะตาของฉันจะให้บ่มเพาะพลังสปีริตให้ถึงขีดสุดก็บ่มเพาะไปเถอะ ยังไงฉันก็มีพลังสปีริตที่กักเก็บไว้อย่างเหลือเฟืออยู่แล้ว” เฟิร์สเอ่ยอย่างจนใจ


…………….


ขณะเดียวกันนั้นเองท่ามกลางโลกอันเวิ้งว้างหาที่เปรียบ


ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเงินกำลังนั่งปิดตาอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า รอบกายมีริ้ววิถีสีเงินวูบไหวไปมา การเคลื่อนไหวของวิถีสีเงินดุจการเคลื่อนไหวของกฎเกณฑ์โลกนับไม่ถ้วน ทำให้ตัวตนของชายผู้นี้ดูสูงส่งเป็นอย่างมาก


ตอนนั้นเองชายหนุ่มพลันลืมตาขึ้นมา แล้วด้านข้างของเขาก็ปรากฏระลอกคลื่นอันน่าหวาดหวั่น ราวกับมิติกาลจะแตกสลายนับครั้งไม่ถ้วน 


ร่างของชายรูปร่างกำยำสวมชุดขนสัตว์มีกลิ่นอายยุคบรรพกาลกำจายแผ่ขยายก็โผล่ออกมา


“ท่านกลับมาที่นี่ทำไมอีก?” ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเงินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง


“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าแค่สนใจในลูกศิษย์ของท่านเท่านั้น ฝุ่นสีเงินทั้งท่านและเขาต่างสนใจในตัวเด็กคนนั้น เมื่อนายเหนือวิถีนิรันดร์ทั้งสองตั้งความหวังไว้ขนาดนี้ ข้าผู้นี้จะไม่สนใจได้อย่างไร” ชายรูปร่างกำยำระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะลองส่งเสริมเขาสักครั้ง อย่างน้อยๆ ก็ลองพนันดูสักหน่อยว่าเขาจะสำเร็จเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาภายในหนึ่งหมื่นยุคจักรวาลได้หรือไม่”


ชายรูปร่างกำยำถูหลังมือของเขาจนได้ก้อนสีดำแล้วดีดออกไป


ก้อนสีดำนั้นคล้ายจริงคล้ายเท็จพุ่งทะลุมิติกาลผ่านโลกนับไม่ถ้วนร่อนลงใจโลกเพลิงสีเงินของเฟิร์สอย่างน่าตกใจ


ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเงินแสยะยิ้มออกมาและเอ่ยว่า “ท่านถึงกับมอบไข่พลังอวตารให้กับผู้ที่ไม่ใช่ศิษย์ของท่าน ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากเสียจริง”

คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน