เฉินเหมียวเหมี่ยวกดเสียงลงกระซิบที่ข้างหูของเจ้าตัวเล็ก “ตัวเล็ก ในตำนานกล่าวกันว่าโห่วตัวหนึ่งสามารถสู้กับมังกรได้ เป็นสัตว์ที่ดุร้ายยิ่งกว่าสัตว์ร้ายทั่วไป แต่เจ้าตัวนี้...เอ่อ...นี่ไม่ใช่กระต่ายหรอกหรือ เจ้า...จำผิดหรือไม่?”
เจ้าตัวเล็กหัวเราะออกมาทันที รอยยิ้มน่ารักน่าชังอย่างมาก เขาลูบที่หัวของกระต่ายน้อย แสงสีทองพาดผ่านดวงตา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เหมียวเหมี่ยว ตำนานล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น โหวโห่วก็แค่กระต่ายน้อยน่ารักเท่านั้นเอง เรื่องต่อสู้กับมังกรย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่มันสามารถสู้กับอสูรมารอย่างอื่นได้ อีกอย่างท่านดูสิ มันเชื่อฟังเพียงใด มา เรียกเหมียวเหมี่ยวหน่อย”
วั่งเทียนโห่ว “…”
เจ้าตัวเล็กลูบที่หัวของมัน “ยังไม่เรียกอีกหรือ?”
วั่งเทียนโห่ว “…”
วั่งเทียนโห่วอยากจะคำรามให้กับเฉินเหมียวเหมี่ยว บอกว่าที่นางพูดมานั้นไม่ผิด วั่งเทียนโห่วสามารถกินมังกรได้จริง ๆ!
ในความทรงจำที่สืบทอดกันมาของมัน พวกมันชอบกินสมองมังกร ทำความชั่วให้โลกสั่นสะท้าน ผู้คนหวาดกลัว!
แต่ตอนนี้...
ตอนนี้ศักดิ์ศรีของวั่งเทียนโห่วกลับแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แบบที่ไม่สามารถผสานได้อีก
ฮือฮือฮือ พูดไปแล้วก็ช้ำใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลุกสายเลือดขึ้นมาได้ เดิมคิดว่าตนเองจะทรงพลังปั่นป่วนโลกได้ คิดไม่ถึงว่าจะตกอยู่ในเงื้อมมือของสัตว์ประหลาดน้อยตนหนึ่ง ทั้งยังถูกเขาสั่งสอนอย่างป่าเถื่อนอีกด้วย…
โชคชะตาเช่นนี้ช่างน่าอนาถจริง ๆ!
เพียงแต่ ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนี่เป็นสัตว์ประหลาดอะไรกันแน่
รอมันแข็งแกร่งขึ้นเมื่อใด จะต้องสั่งสอนเจ้าเด็กผู้นี้ให้หนักอย่างแน่นอน!
“เจ้าไม่มีมารยาท อยากโดนตีใช่หรือไม่?” เจ้าตัวเล็กทำสีหน้าขึงขังทันที เสียงที่ยังพูดไม่ชัดดีเอ่ยอย่างดุดัน “ข้าตีคนเจ็บมากนะจะบอกให้”
วั่งเทียนโห่วแกว่งหาง ก่อนจะส่งเสียงออกมาทันที “จิ๊ดจิ๊ดจิ๊ด”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
‘ช้าก่อน วั่งเทียนโห่วร้องเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?’
มองดูวั่งเทียนโห่วที่มีขนาดตัวเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือดูไร้พิษภัยแล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ได้แต่บ่นอยู่ในใจ ตำนานก็คือตำนานจริง ๆ เชื่อถือไม่ได้
“เหมียวเหมี่ยวชอบหรือไม่?”
“อืม ชอบ”
“ชอบก็ดีแล้ว อิอิ!”
หลังจากเจ้าตัวเล็กแนะนำสัตว์ของตนเองเสร็จเรียบร้อย ก็ได้นำของที่ถุนถุนหามาได้ช่วงสองวันนี้มาให้เฉินเหมียวเหมี่ยวดู
ต้นกล้าเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง ใบอ่อนนุ่มและมีขอบใบสีทอง ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่เอามาใช้เป็นหญ้าในสวนคงจะสวยมากทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีผลไม้สีดำและสีเทาอีกหลายลูก ผิวของผลไม้ขรุขระ มีลักษณะนูนเล็ก ๆ มีกลิ่นเฉพาะตัวอย่างมาก จะอธิบายอย่างไรดี…เหมือนกลิ่นผักที่เน่าเสียก็ว่าได้
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวใจไม่แข็งพอที่จะทำร้ายความตั้งใจของเจ้าตัวเล็ก จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกมันคืออะไรบ้างงั้นหรือ?”
“เหมียวเหมี่ยว!” เจ้าตัวเล็กยกต้นกล้าขึ้นมาแล้วเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “ถุนถุนบอกว่านี่คือว่าหญ้าหางมังกร เป็นหนึ่งในพืชวิญญาณที่ล้ำค่าที่สุดของโลกมนุษย์”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยชื่นชมในทันที “จริงหรือ ล้ำค่ามากเลยอย่างนั้นหรือ มันไปเจอมาจากไหนกัน?”
เจ้าตัวเล็ก “ที่สวนด้านหลังเรือนอย่างไรล่ะ”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
ม่อเสวียนหมิง “...”
ที่สวนหลังบ้านของตัวเองเนี่ยนะ?
ทั้งสองขมวดคิ้วแน่นพร้อมกันทันที สายตาที่มองไปยังถุนถุนต่างก็แฝงไอสังหารเอาไว้ ราวกับกำลังบอกว่า กล้าหลอกเจ้าตัวเล็กของพวกเขา คืนนี้พวกเขาควรจะกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหรือว่าหมูย่างพริกเกลือดี อย่างไรอย่างนั้น
ถุนถุนจึงทำท่าทางราวกับร้องขอชีวิตออกมาทันที รีบส่งเสียง “อู๊ดอู๊ดอู๊ด!”
‘นี่นี่นี่...สิ่งนี้ล้ำค่าจริง ๆ นะ ข้าไม่ได้หลอกพวกท่าน!’
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเฉินเหมียวเหมี่ยวกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อแล้วหรืออย่างไร จึงสามารถฟังภาษาของถุนถุนออก
เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงยกมือขึ้นมากอดอก พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าอธิบายมาซิว่ามันล้ำค่าเพียงใด”
ถุนถุนยืดตัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะส่งเสียงเย็น “อู๊ดอู๊ดอู๊ด…”
‘ข้าไม่ได้จะหลอกให้ท่านตกใจเล่นหรอกนะ หญ้าหางมังกรในตำนานชนิดนี้จะขึ้นแค่บนเกาะมังกรลึกลับเท่านั้น เพราะมันต้องถูกทัณฑ์สวรรค์ของเผ่ามังกรฟาดให้ครบเก้าพันเก้าร้อยแปดสิบเอ็ดสาย ขาดไปเพียงสายเดียวก็ไม่ได้ จากนั้นจึงจะโผล่พ้นดินออกมา’
เรือนเล็ก ๆ ที่ห่างไกลของนางมีมังกรที่ไหนกัน?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทัณฑ์สวรรค์นั่นอีก
เจ้าหมูคงเห็นนางเป็นเด็กเลยจะหลอกง่าย ๆ กระมัง?
เฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วแน่นขึ้นจนเป็นปม ท่าทางเหมือนกำลังบอกว่า เจ้าโม้ไปเถอะ โม้ต่อไป ข้าจะฟังเจ้าโม้อยู่เงียบ ๆ
ถุนถุนร้อนรนทันที มันถึงกับกระโดดโหยงเหยง “อู๊ดอู๊ดอู๊ด!”
‘ข้าไม่ได้โกหกท่านจริง ๆ นะ มันล้ำค่ามากจริง ๆ ล้ำค่ามาก ๆ ๆ ๆ!’
เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบตึง “อ่อ เช่นนั้นเจ้าบอกข้าซิ ว่าที่เรือนของเรามีมังกรที่ไหนกัน?”
เจ้าตัวเล็ก “...”
ม่อเสวียนหมิง “...”
ผู้อาวุโสอิ๋ง “...”
บังเอิญจริง ๆ ในเรือนหลังนี้มีมังกรตั้งสามตัว
ถุนถุน “…”
ถุนถุนน้อยใจอย่างมาก จึงร้องไห้ออกมาเสียงดัง ก่อนจะวิ่งส่ายก้นกลม ๆ หนีไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเหมียวเหมี่ยวสงสัยในสมบัติที่มันหามา นั่นก็หมายถึงสงสัยในความสามารถของหมูล่าสมบัติอย่างมันด้วย ฮือฮือฮือ!
“อู๊ดอู๊ดอู๊ด!!!”
‘เรื่องเช่นนี้ยอมไม่ได้ ท่านรอก่อนเถอะ ถุนถุนจะหาสมบัติที่ล้ำค่ากว่านี้มาให้ท่านให้ได้!!!’
หลังจากลูกหมูจากไปพร้อมกับความเสียใจแล้ว เฉินเหมียวเหมี่ยวกลับไม่ได้รู้สึกผิดว่าตนเองรังแกสัตว์ตัวเล็ก ๆ เลยแม้แต่น้อย นางมองไปยังผลไม้ที่เหลืออยู่แล้วเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นผลไม้ที่ดําปิ๊ดปี๋พวกนี้ล่ะ?”
“ถุนถุนบอกว่านี่คือดาราไท่ซุ่ย ถูกสายฟ้าฟาดจนระเบิดออกมาจากดินเช่นกัน!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวชำเลืองมองไปทางม่อเสวียนหมิงเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณสายฟ้านั่นเสียแล้ว?”
ม่อเสวียนหมิงเบนสายตาหนีอย่างร้อนตัวทันที “...”
“เอาละ” เฉินเหมียวเหมี่ยวอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางสมบัติเอาไว้ก่อน ข้าจะไปเตรียมอาหารให้ตัวเล็กก่อน วันนี้เจ้าอยากกินอะไร?”
“ไข่ตุ๋น ตัวเล็กอยากกินไข่ตุ๋น!” เจ้าตัวเล็กรีบชูมือขึ้น เห็นได้ชัดว่าหลายวันมานี้ไม่ได้มีเพียงผู้อาวุโสอิ๋งที่ได้รับบาดเจ็บที่หัวใจเท่านั้น กระเพาะของเจ้าตัวเล็กก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ฝีมือการทำอาหารของผู้อาวุโสอิ๋งยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ
แต่เขาก็ตั้งใจทำอย่างลำบากยากเย็น ต่อให้จะไม่อร่อยเพียงใด เจ้าตัวเล็กก็ยังฝืนกินไข่ตุ๋นไปจนหมด
อืม เขาช่างเป็นเด็กที่ใส่ใจผู้อื่นจริง ๆ!
“ตกลง” เฉินเหมียวเหมี่ยวหอมที่แก้มของเจ้าตัวเล็ก กำลังจะอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในเรือน ทันใดนั้นก็พบว่า ทิวเขาไกลออกไปถูกปกคลุมด้วยสีขาว ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเวลานี้มีหิมะโปรยปรายลงมา ทว่าเมื่อเข้าใกล้บริเวณเรือนของนาง หิมะเหล่านั้นก็เลือนหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ กลายเป็นเพียงไอน้ำชุ่มชื้นปกคลุมพื้นดินเท่านั้น
เฉินเหมียวเหมี่ยวนิ่งงันทันที “นี่มัน...หิมะตกแล้วงั้นหรือ เช่นนั้นเหตุใดที่เรือนของเราถึงไม่มีหิมะล่ะ?”
ผู้อาวุโสอิ๋งรีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว หิมะตกมาหลายวันแล้วขอรับ ท่านบอกว่าจะทำไร่ทำนาไม่ใช่หรือขอรับ ข้าก็เลยวางค่ายกลบริเวณรอบ ๆ เรือนโดยพลการ ในค่ายกลมีไอวิญญาณสมบูรณ์ ดังนั้นทั้งปีอากาศบริเวณนี้จะยังคงเป็นฤดูใบไม้ผลิ เหมาะที่ท่านจะทำไร่ทำนาอย่างมาก หวังว่าท่านจะชอบนะขอรับ”
เป็นเพราะค่ายกลหรือเนี่ย?
ค่ายกลเป็นศาสตร์ที่ลึกลับอย่างมาก หาใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะแตะต้องได้ เฉินเหมียวเหมี่ยวได้ยินว่าก่อนวางค่ายกลต้องมีการร่ายเคล็ดวิชา วางฐานค่ายกล ตาค่ายกล ทั้งยังต้องใช้ไอวิญญาณ สติปัญญา และพละกำลังอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวางค่ายกลขนาดใหญ่เช่นนี้
นางเป็นใครกัน สามารถทำให้ผู้อาวุโสคนหนึ่งยอมทำเพื่อนางถึงเพียงนี้ได้
เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกอบอุ่นใจโดยพลัน ก่อนจะเอ่ยกับผู้อาวุโสอิ๋งด้วยความจริงใจ “ขอบคุณท่านมาก แต่ข้ารู้สึกละอายแก่ใจจริง ๆ”
ผู้อาวุโสอิ๋งจึงเอ่ยด้วยความตกใจ “ไม่หรอกขอรับ เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว”
เผ่ามังกรของพวกเขาต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณฮูหยิน!
ขอบคุณนางที่นำพาความหวัง นำพาอนาคตมาให้พวกเขา อย่าว่าแต่ค่ายกลเล็ก ๆ เลย ต่อให้ฮูหยินต้องการดินแดนตงโจวแห่งนี้เขาก็จะชิงมาให้นางให้จงได้
แน่นอนว่าคำกล่าวเหล่านี้ไม่สามารถบอกฮูหยินได้ หากทำให้ฮูหยินตกใจขึ้นมาต้องเป็นเรื่องแน่
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อนายท่านไม่ยอมทำอะไร ลูกน้องอย่างพวกเขาก็คงต้องเอาใจฮูหยินเสียเอง
ผู้อาวุโสอิ๋งลอบชำเลืองมองนายท่านของตัวเอง ก่อนจะเมินหน้าหนีด้วยความโกรธเคือง เฮ้อ ไม่เอาไหนซะเลย!
ม่อเสวียนหมิง “…”
จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รังเกียจขึ้นมา นี่มันเรื่องอะไรกัน?