ศพนั่นมีขนาดเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม สีดำขลับ มีปีก มันคือค้างคาว
ในปากค้างคาวนั้นมีเขี้ยว นั่นคือค้างคาวดูดเลือด!
ประกายตาของลวี่เยาสงบนิ่ง ด้านหนึ่งเจ็บปวดที่ “สามภพ” ของตนดื่มเลือดสัตว์ต่าง ๆ นี้อย่างคาดไม่ถึง อีกด้านหนึ่งรู้สึกมีบางสิ่งผิดปกติ ค้างคาวดูดเลือดนี้ไม่นอนอยู่ในถ้ำ แต่บินมาที่นี่ด้วยเหตุใด? ดูแล้ว มีคนเหมือนกับนาง สามารถใช้วิธีดึงดูดค้างคาว ผู้ที่หลบอยู่ในมุมมืดเมื่อครู่ น่าจะเป็นเจ้านายของค้างคาวดูดเลือดตัวนี้ เหอะ หนีได้รวดเร็วเสียจริง
ซูเหลาเหย่วิ่งกระหืดกระหอบ กล่าวซ้ำ ๆ ว่า “ทำไม ทำไม? เหตุใดจู่ ๆ ก็ชักดาบ? มีทำคนบาดเจ็บแล้ว?” เมื่อก้มมองพบเป็นค้างคาวตัวหนึ่ง สีหน้าของเขาแข็งทื่อมองไปทางฮัวชิงหร่าน หวังว่าอีกฝ่ายจะสามารถให้คำอธิบาย
ฮัวชิงหร่านเห็นบนพื้นมีค้างคาวดูดเลือดเพียงหนึ่งตัว สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก ทว่าเขานั้นแต่ไหนแต่ไรมาสามารถเสแสร้ง พอขยับแขนเสื้อก็เก็บ “สามภพ” กล่าว “ชิงหร่านเห็นว่าในบ้านตระกูลซูมีกลิ่นไอความชั่วร้ายจำนวนมาก เกรงจะมีสิ่งอัปมงคลรบกวนที่อยู่อาศัยให้ไม่สงบ จึงลงมือขจัดปัดเป่าเสียหน่อย หวังว่าซูเหลาเหย่จะไม่ปัดความผิดให้ชิงหร่านเป็นดั่งนักโทษ” โชคดีที่ “สามภพ” ไม่เปื้อนเลือด สีไม่ซึม ไม่จำเป็นต้องลูบเช็ด เก็บเข้าฝักก็เรียบร้อย มิเช่นนั้น คงสะบัดเลือดเป็นจุด ๆ เลอะเต็มตัวเขา
ซูเหลาเหย่พอได้ยิน ประกายคลื่นที่นัยน์ตาก็ปรากฏความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาแรงกล้า กล่าวอย่างตื่นเต้น “ไม่คิดว่าท่านชายคือศิษย์น้องคนสุดท้ายของท่านอาจารย์จาง ยินดีต้อนรับการมาเยือนบ้านเล็ก ๆ ในครานี้ ช่างเป็นเกียรติแก่ตระกูลของข้าน้อยยิ่งนัก” หันไปและกล่าวอย่างปีติยินดี “โชคดีที่ฮัวเต้าจ่างร่วมยื่นมือช่วยเหลือ...”
“พรืดดด...” ลวี่เยากลั้นไว้ไม่อยู่ หัวเราะออกมา
ทุกคนมองไปที่ลวี่เยา ลวี่เยาหัวเราะอยู่ ๆ จะเก็บก็ไม่ดี จึงปล่อยเสียงออกมาเสียเลย หัวเราะฮ่า ๆ
ซูเหลาเหย่อับอายจนเกิดเป็นความโมโห กล่าวตะคอก “นังสาวใช้นี่ เหตุใดจึงไม่รู้จักกฎระเบียบเช่นนี้?!”
ลวี่เยากุมท้อง กล่าวเสียงสูง “ฮัวเต้าจ่าง พระสงฆ์ฮัว พระสงฆ์หลายใจ เต้าจ่างหลายใจ...ฮ่า ๆ ๆ ๆ ...”
“พรืดดด...” ชวีหนานอีและคนอื่น ๆ หัวเราะ ความหมายเป็นเช่นนี้จริง ๆ ฮัวเหอกินดื่มเที่ยวพนันทำทุกอย่าง ฮัวเต้าจ่างอยู่หลังประตูหอคณิกา สำมะเลเทเมาเช่นกันหรือไม่ โรงเตี๊ยมโรงเหล้าฮัมเพลงมั่วสุม
ใบหน้าของซูเหลาเหย่เขียวสลับแดง กล่าวอย่างเคอะเขิน “ฮะ...ฮัว.. เฮ้อ ผู้เฒ่าเช่นข้ามิได้หมายความเช่นนั้น ต้องขออภัย ขออภัย...”
ฮัวชิงหร่านกล่าว “ซูเหลาเหย่เรียกชิงหร่านว่าชิงเต้าจ่างก็ได้”
ซูเหลาเหย่คล้อยตามความเห็น “เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี ชิงเต้าจ่าง อย่างไรเสียขอความกรุณาชิงเต้าจ่างสอดส่องอีกครา ความชั่วร้ายในที่พักนี้ล้วนจัดการสะอาดเรียบร้อยแล้วกระมัง? อย่าได้มีสิ่งใดออกมาทำร้ายคนอีกถึงจะดี”
เสื้อคลุมฮัวชิงหร่านสะบัดพลิ้ว ใบหน้าเงียบสงบยิ้ม “เรื่องนี้ไม่สามารถบังคับ ยังต้องดูโอกาส มีทางคือ วิถีธรรมชาติ”
ซูเหลาเหย่งงงวย “นี่...เรื่องนี้ยังต้องดูโอกาสหรือ?”
ชวีหนานอีหัวเราะกล่าว “ใช่ ก็ที่เรียกว่าพระพุทธเจ้าปกปักรักษาผู้มีวาสนา ต้องทำ ผู้นำผู้คนพายเรือข้ามฝั่ง ต้องพาย เช่นกันว่าลัทธิเต๋านี้ให้ความสำคัญกับวิถีธรรมชาติ สรรพสิ่งล้วนต้องซาบซึ้ง ถึงสามารถผ่านพ้น” พูดไป เขาก็บีบถูนิ้ว ทำท่าว่าต้องการเงิน
ซูเหลาเหย่เข้าใจในทันใด แต่กลับไม่แสดงท่าที ที่แท้ เขาคิดว่าฮัวชิงหร่านฟันครั้งหนึ่งนั่นก็สำเร็จภารกิจแล้ว? ชวีหนานอีไม่เข้าใจอย่างมาก
เรื่องราวที่แทรกขึ้นมาได้ผ่านไป ผู้คนเดินต่อไปทางห้องส่วนตัวของซูเยว่หยิ่ง
ชวีหนานอีชะโงกศีรษะถามฮัวชิงหร่าน “ดาบที่เจ้าแอบซ่อนไว้ในแขนเสื้อ มองดูแล้วหนักมาก เหตุใดโบกขึ้นมาถึงเบาหวิว?”
ฮัวชิงหร่านตอบ “ไม่ทราบ” ไม่ทราบเหตุใดจึงเบาหวิว
ชวีหนานอีถามอีก “ของที่ดำมืดนั่นชื่ออะไร?”
ฮัวชิงหร่านตอบ “ไม่ทราบ” เดินไปข้างหน้าต่อ
ชวีหนานอีกล่าวยิ้มหวาน “ชิงหร่าน ท่าทางของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่า เจ้ากำลังทำกับข้าแบบขอไปที”
ฮัวชิงหร่านกล่าวอย่างเรียบเฉย “เช่นนั้นกระมัง”
ชวีหนานอีหัวเราะเสียงดัง ยื่นมือชี้ไปยังกลางอากาศ “เจ้า เจ้า” เข้าใกล้ฮัวชิงหร่าน “หากเจ้าไม่ได้คิดชื่อดาบนั่นจริง ๆ ตอนนี้ไม่ตั้งสักชื่อดูเล่า? ที่ข้านี้ก็มีชื่อดี ๆ อยู่หลายชื่อ...”
ฮัวชิงหร่านมองชวีหนานอี “ไม่ทราบแรก คือไม่ทราบว่าเหตุใดมันถึงเบาเช่นนี้ ไม่ทราบที่สอง คือชื่อของมันเรียก ไม่ทราบ”
ชวีหนานอีเลิกคิ้ว ถามกลับ “ชิงหร่าน เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าดาบสีดำชื่อไม่ทราบนั้นช่างไม่มีพลังอำนาจเอาเสียเลย? มา ๆ ๆ ข้าแนะนำชื่อดี ๆ ให้เจ้า” หันศีรษะมองไปทางลวี่เยา “ลวี่เยา เจ้าสามารถเก่งกาจปัญญาดี ตั้งชื่อให้ดาบสีดำเล่มนั้นที” นัยน์ตาประกายระยิบระยับเป็นเปลวคลื่น สีหน้าแววตาส่งความรู้สึกไป เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังเชียว
ลวี่เยามองฮัวชิงหร่าน สายตาประสาน ฮัวชิงหร่านรีบหันหน้าหนี ท่าทีเหมือนไม่อยากสมาคมกับลวี่เยา
ลวี่เยากลั้นหัวเราะ แสร้งขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก สุดท้ายตบมือดังป้าบ กล่าวเสียงดัง“หมาดำ! ใช่ หมาดำ! ข้าคิดชื่อดีไม่มีใดเทียบได้ชื่อหนึ่ง เรียกมันว่า หมาดำ!”
ชวีหนานอีเห็นเส้นเอ็นบนหน้าผากฮัวชิงหร่านดีดขึ้น ความโมโหก็หายในทันใด เอวยืดตรงสดใสขึ้นแล้ว ขาที่เดินมานี้ก็คึกคัก เขาอารมณ์ดีสดชื่นสบายใจ แสร้งทำท่าตำหนิติเตียน “ลวี่เยา ชื่อที่เจ้าตั้งนี้ไม่เหมาะสมเลยกับพละกำลังอำนาจของดาบสีดำเล่มนั้น”
ลวี่เยาจ้องตาเขม็ง “เมื่อครู่เจ้ายังกล่าว ข้าสามารถเก่งกาจปัญญาดี สามารถตั้งชื่อได้ดีที่สุด!”
ชวีหนานอีไม่สดใสแล้ว หัวเราะแห้งกล่าว “เป็นชื่อดี แต่ไม่เข้ากับรูปร่างลักษณะของดาบสีดำเล่มนั้น”
ลวี่เยายกมือชี้ไปทางไป๋จื่อชี ถามอย่างโง่เขลาไร้เดียงสา “งั้นเข้ากับเขาหรือไม่?”
อารมณ์ของชวีหนานอีเชื่องช้าอืดอาด ไม่สัมผัสถึงความรู้สึกรักชอบของลวี่เยากับตนเองเลยแม้แต่น้อย
ไป๋จื่อชีมองลวี่เยาอย่างชั่วร้าย ค่อย ๆ ยกมุมปาก พอจะยิ้ม ไพล่คิดถึงลวี่เยาที่บอกว่ารอยยิ้มของเขาดูดี ที่ทนไม่ไหวก็ทนไว้จนได้ นำรอยยิ้มนั่นฝืนบังคับบิดเบี้ยวเป็นอารมณ์ที่ปวดฟันแทน
ฮัวชิงหร่านเหลือบมองไป๋จื่อชี เอ่ยโดยไม่กลัวจะเกิดเรื่องใหญ่ “ไม่ทราบของข้า ไม่เข้า” ในทางกลับกัน ก็คือเข้ากันดีกับไป๋จื่อชี
ถังโยวกล่าวไหลไปตามน้ำ “ใช่ ๆ ๆ ไม่ทราบไม่เข้า”
ไป๋จื่อชีกำหมัดแน่น มองไปทางฮัวชิงหร่าน ริมฝีปากยกขึ้นได้ครึ่งทางอีกครา หลังจากนั้นหยุดกะทันหัน กระตุกสองที กลับมาที่ตำแหน่งเดิม และลงด้านล่างเล็กน้อย
ชวีหนานอีกล่าวอย่างตกใจ “ไป๋เม่าฉาย สีหน้าของเจ้านั่นเป็นอะไร? เหตุใด...น่ากลัวเช่นนี้?”
ไป๋จื่อชีทอดถอนใจอย่างรุนแรง สีหน้าของเขาในที่สุดกลับมาเป็นปกติ ไม่คิด ลวี่เยาชะโงกศีรษะมองเขาทีหนึ่ง ยิ้มระรื่นกล่าวชื่นชม “น่ากลัวอย่างไร? ข้าดูแล้วน่ารักออก เหมือน...เหมือนกับหมาดำน้อยตัวหนึ่งที่แต่ก่อนข้าเคยเลี้ยง ขนฟูปุกปุยน่ารัก”
นัยน์ตาไป๋จื่อชีหดเล็ก เกรี้ยวกราดขึ้นทันใด! แขนของเขาพอยกขึ้น นิ้วมือเป็นกรงเล็บ ตรงเข้าที่คอของลวี่เยา ช่างเป็น อดกลั้นเสียจนอดกลั้นไม่ไหว!
ลวี่เยากระโดดตัวลอยไปด้านหลังชวีหนานอี ตะโกน “หมาดำน้อยกัดคนแล้ว!”
ชวีหนานอีเห็นไป๋จื่อชีวาดแขนออกมาก็ตะโกน “มีนักฆ่า! มีนักฆ่า!”