บ่ายของวันที่สอง ขณะที่เมธากำลังนั่งบนเก้าอี้ไม้และใช้นิ้วเรียวของตนเขี่ยเล่นบนโต๊ะไปมาอย่างเบื่อหน่ายอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็พลันดังขึ้น
เมธาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติให้อยู่กับตัว ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้จัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยแล้วเดินไปเปิดประตูให้แขกที่มาเยือน
ทันทีที่บานประตูถูกเปิดออกก็เผยให้เห็นหญิงสาวร่างบางสูงถึงอกของเมธากำลังยืนก้มหน้าพร้อมกับกุมมือตนเองด้วยท่าทางที่เรียบร้อย
“คารวะท่านพี่อวี้หลิน ข้ามีนามว่าหนิงลี่ ข้ามาพักอยู่กับครอบครัวของท่านเป็เวลาสามเดือน นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าฝากเนื้อฝากตัวด้วยเ้าค่ะ” หนิงลี่กล่าวเสียงหวานพร้อมย่อตัวคำนับเมธา สักพักนางก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา
ทันทีที่เมธาเห็นรูปโฉมของหนิงลี่ครั้งแรกเขาก็พลันเบิกตากว้างด้วยความตะลึง หนิงลี่มีใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวของนางขาวนวลดุจดั่งไข่มุก ดวงตากลมโตสีดำประกายน้ำตาล ริมฝีปากกระจับเรื่อสีแดงเล็กน้อย โดยรวมแล้วนางงดงามราวกับนางฟ้าบน์ก็มิปานจนเมธาเผลอจ้องมองคนตรงหน้าไปนานพักใหญ่
“ข้า...ข้าก็ฝากเนื้อฝากตัวเช่นกัน” พอได้สติกลับคืนมาเมธาก็ดัดเสียงตอบนางด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย
หนิงลี่มองใบหน้าของเมธาไปพักหนึ่งแล้วกล่าวยิ้ม ๆ “ท่านพี่เหวินจงโชคดียิ่งนักที่ได้ท่านพี่อวี้หลินเป็คู่ครอง ท่านงดงามอย่างที่ผู้คนเล่าลือกันจริง ๆ เ้าค่ะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก ฮ่า...ฮ่า” เมธาหัวเราะอย่างเก้อ ๆ
“พี่หญิง เราไปดื่มชาด้วยกันเถอะเ้าค่ะ ถือเป็การพบกันครั้งแรก”
“...ได้สิ”
ณ ศาลาไม้หน้าเรือนหลังใหญ่
หนิงลี่รินน้ำชาใส่ถ้วยชาด้วยความอ่อนช้อยและประณีตเสียจนทำให้เมธามองกิริยาของหนิงลี่ั้แ่นางเริ่มจับกาน้ำชาอย่างตั้งใจโดยที่ไม่ละสายตาแม้แต่นิดเดียว
“น้ำชาเ้าค่ะ” หนิงลี่ยื่นถ้วยน้ำชาไปทางเมธา
“ขอบคุณ” เมธาพยักหน้าแล้วยื่นมือไปรับถ้วยน้ำชาจากมือของหนิงลี่มาดื่ม
หนิงลี่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มตามเมธา โดยที่ใช้มือข้างหนึ่งบังริมฝีปากของตนไว้ตามมารยาทของหญิงสาว
หนิงลี่วางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะเบา ๆ แล้วปรายตามองไปยังลานหญ้าข้างล่าง “พี่หญิง พอข้าเห็นลานหญ้าตรงนี้แล้วทำให้ข้านึกถึงสมัยที่ข้ายังเป็เด็ก ท่านพ่อของข้ามักจะพาข้ามาที่นี่อยู่บ่อยครั้งทำให้ตัวข้านั้นเติบโตมาพร้อมกับท่านพี่เหวินจง ถึงแม้ว่าข้าจะมีอายุห่างกับท่านพี่เหวินจงไปสามปี แต่ข้าและเขาก็เล่นด้วยกันราวกับเป็เพื่อนรุ่นเดียวกัน เมื่อข้าอายุได้สิบสามปีข้าก็ต้องออกเดินทางไปยังเมืองหนึ่งที่อยู่ห่างไกล แต่ไม่คิดว่าพอข้ากลับมาจะได้ยินข่าวว่าท่านพี่เหวินจงแต่งงานแล้ว”
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของหนิงลี่เมธาก็เกือบสำลักน้ำชาทันใด
“ถึงกระนั้นข้าก็ยินดีด้วยนะเ้าคะ” หนิงลี่ยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ข้ามาถึงที่นี่เมื่อยามเที่ยง ก็ทราบข่าวว่าท่านพี่เหวินจงยุ่งเื่งานเขียนบัญชีที่เพิ่งได้รับหน้าที่ต่อท่านน้าวันนี้ ทำให้ข้ายังไม่ได้พบท่านพี่เหวินจงเลยเ้าค่ะ”
‘มิน่าเล่า เช้านี้ถึงไม่เห็นเขามานั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ดีอย่างหนึ่งที่ฉันไม่ต้องอึดอัดยามเช้า’
“พี่หญิงเรามาปักถุงเครื่องรางเป็ลายนกกระเรียนคนละชิ้นให้ท่านพี่เหวินจงเพื่อเป็ของขวัญแสดงความยินดีที่ท่านพี่เหวินจงได้รับกิจการต่อจากบิดากันเถอะเ้าค่ะ”
“ปักผ้างั้นรึ คือข้า...” ขณะที่เมธากำลังจะอ้าปากกล่าวปฏิเสธ ริมฝีปากของเขาก็พลันชะงักทันใด เมื่อเห็นแววตาดเป็ประกายแวววาวของหนิงลี่ที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและคาดหวัง จึงทำให้เขาเผลอออกปากกล่าวตกลงไปอย่างง่ายดาย
‘ทำไมฉันถึงได้ใจอ่อนยอมปักผ้าให้เ้าหมอนั่นด้วยเนี่ย! แล้วฉันเคยปักผ้าที่ไหนกัน’ เมธาคิดในใจ
เมธาหยิบเข็มปลายคมขึ้นมาแล้วพยายามแหย่เส้นด้ายให้เข้ารูเข็มด้วยมือไม้ที่สั่นเทาอยู่นานสองนาน
“ได้แล้ว!” เมธาร้องออกมาด้วยความดีใจเมื่อเขาสามารถนำเส้นด้ายลงรูเข็มสำเร็จ
‘ว่าแต่นกกระเรียนมันเป็ตัวยังไงล่ะ...ทั้งภาพตัวอย่างก็ไม่มี’ เมธาขมวดคิ้วมุ่นไปสักพักก็ลงมือปักเข็มลงบนผ้าทันทีโดยที่ยังไม่ได้คิดอะไร
“อ๊าก!” เมธาร้องเสียงดังลั่นด้วยความเ็ป เมื่อเข็มเ้ากรรมที่เขาปักลงมานั้นทิ่มที่นิ้วมือของเขาอย่างจัง
“คุณหนูเป็อะไรรึเ้าคะ!” เสี่ยวหยางที่เพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับเสื้อผ้าที่นางหอบเต็มอยู่ในมือรีบเก็บเสื้อผ้าลงในตะกร้าแล้วเดินมาหาเมธาด้วยความเป็กังวล
“ข้าไม่ได้เป็อะไรหรอก แค่เข็มทิ่มมือน่ะ”
“เข็มทิ่มมือรึเ้าคะ!! ให้ข้าดูนิ้วของท่านหน่อยเ้าค่ะ”
เมธาถอนหายใจออกมาแล้วค่อย ๆ ยกนิ้วชี้ที่เพิ่งโดนเข็มทิ่มมือมาหมาด ๆ มีเืสีแดงเข้มไหลเป็ทางให้เสี่ยวหยางดู พอนางเห็นก็พลันใทันใด
“เืไหลขนาดนี้ไม่เป็ไรไม่ได้แล้วเ้าค่ะ!!” เสี่ยวหยางกล่าวด้วยความตื่นตระหนกแล้วรีบไปหายาและผ้าพันแผลในลิ้นชักตู้โดยเร็ว
ขณะที่เสี่ยวหยางกำลังหาผ้าพันแผลให้เมธาอยู่นั้นนางก็ถามขึ้นเสียงเบา “คุณหนู ทำไมท่านถึงได้โดนเข็มทิ่มเช่นนี้เ้าคะ”
“หนิงลี่ชวนข้าปักผ้าให้เหวินจง”
“เป็เช่นนี้นี่เอง ถ้าเื่ปักผ้าข้าถนัดนัก คุณหนูให้เสี่ยวหยางทำให้นะเ้าคะ”
“เสี่ยวหยาง...ข้าขอบใจเ้ามาก แต่มิต้องลำบากเ้าหรอก ข้าเป็คนรับปากกับหนิงลี่เอง ข้าก็ต้องทำให้ได้ เช่นนั้นถ้าหากข้าสงสัยตรงไหนข้าจะถามเ้านะ”
“...เ้าค่ะ”
❉:‧ .。.:*・❀.。‧:❉:‧ .。.:*・❀.。‧:❉:
“คุณหนูพักก่อนเถอะเ้าค่ะ ท่านนั่งปักผ้าอยู่เช่นนี้จนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวันแล้วนะเ้าคะ” เสี่ยวหยางกล่าวด้วยความเป็ห่วงผู้เป็นาย
เมธานั่งปักผ้าอยู่เช่นนี้จนเริ่มเป็รูปเป็ร่างตัวนกขึ้นมา หากปักที่ปีกเพิ่มอีกเล็กน้อยก็จะเสร็จสมบูรณ์
“ไม่เป็ไร อีกนิดเดียวข้าก็จะปักผ้าเสร็จแล้ว”
ไม่นานนักเมธาก็หยุกชะงักมือของตนที่กำลังปักผ้าอยู่ไปพักหนึ่ง แล้วเลื่อนสายตามองดูนิ้วทั้งสิบของตนที่ถูกผ้าพันแผลสีขาวพันเอาไว้โดยมีเืสีแดงซึมผ่านผ้าอยู่ประปราย
‘ก็แค่ปักผ้าให้เหวินจงทำลวก ๆ ให้ก็ยังได้...แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องตั้งใจทำขนาดนี้ด้วย...’
❉:‧ .。.:*・❀.。‧:❉:‧ .。.:*・❀.。‧:❉:
ยามเช้าของวันที่เจ็ด หนิงลี่มายืนรอเมธาอยู่หน้าประตูั้แ่เช้า พอนางเห็นเมธาเปิดประตูเดินออกมาจากห้องก็คลี่ยิ้มให้เขาด้วยท่าทางเริงร่า “พี่หญิง ท่านปักผ้าเสร็จแล้วใช่หรือไม่”
“อืม” เมธาขานรับด้วยความง่วงเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้นเรานำไปให้ท่านพี่เหวินจงที่ห้องหนังสือกันเถอะเ้าค่ะ”
ภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างมีตู้เก็บหนังสือนับสิบตู้อยู่ภายในห้องพร้อมกับหนังสือที่เรียงอยู่บนชั้นมากมายนับไม่ถ้วน
ทันทีที่เมธาเห็นหนังสือบนชั้นมากมายหลายเล่ม เขาก็พลันเบิกตากว้างด้วยความตะลึงไปพักใหญ่ราวกับว่าตัวเองได้เจอแหล่งขุมทรัพย์ก็มิปาน
ก่อนที่ทั้งเมธาและหนิงลี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นจะเห็นเหวินจงกำลังยืนหันหลังเลือกหนังสืออยู่
หนิงลี่ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากของตนบอกให้เมธาเงียบไว้ก่อน แล้วนางก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินไปทีละก้าวอย่างช้า ๆ
เมื่อหนิงลี่ย่องไปใกล้แผ่นหลังกว้างของเหวินจง นางก็ยื่นแขนขาวนวลไปข้างหน้าแล้วใช้มือทั้งสองข้างปิดตาของคนตรงหน้าโดยเร็ว ทำให้เหวินจงสะดุ้งใ
“ให้ทายใครเอ่ย~”
“หนิงลี่งั้นรึ ใช่เ้าหรือไม่” เหวินจงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงระคนดีใจ
“หวา~ถูกจับได้เสียแล้ว ท่านพี่เหวินจงเก่งที่สุดเลยเ้าค่ะ ท่านทายว่าเป็ข้าถูกตลอดเลย ฮิ ๆ” กล่าวจบหนิงลี่ก็เคลื่อนมือขาวนวลออกจากดวงตาของเหวินจง
“ไม่ได้พบกันมานานตั้งหลายปี เ้ากลับมาครานี้ก็โตเป็สาวแล้ว” เหวินจงหันตัวกลับมาคุยกับหญิงสาว
หนิงลี่คลี่ยิ้มให้เหวินจงแล้วกล่าว “ข้าดีใจที่ได้พบท่านพี่อีกครั้งยิ่งนัก ท่านพี่เหวินจง ข้าปักลายนกกระเรียนลงบนถุงเครื่องรางเป็ของขวัญให้ท่าน ที่ท่านได้รับกิจการต่อจากท่านน้าเ้าค่ะ”
เหวินจงรับถุงเครื่องรางจากมือของหนิงลี่ เขามองดูถุงเครื่องรางไปพักหนึ่งแล้วคลี่ยิ้มกล่าวชื่นชม “เ้าปักลายได้อย่างประณีตงดงามจริง ๆ ข้าชอบยิ่งนัก ขอบใจเ้ามากนะ”
“ข้าดีใจที่ท่านพี่ชอบนะเ้าคะ” หนิงลี่ยิ้มแล้วกล่าวต่อ
“ท่านพี่อวี้หลินก็ปักลายนกกระเรียนลงบนถุงเครื่องรางมาให้ท่านพี่เช่นกัน พี่หญิงเข้ามาสิเ้าคะ” หนิงลี่หันหน้าไปทางประตูมองเมธาที่กำลังยืนนิ่งดูหนุ่มสาวตรงหน้าคุยกันอย่างตั้งใจ ราวกับว่าตนกำลังดูละครหลังข่าวในฉากที่พระเอกนางเอกได้พบกันหลังจากที่ทั้งสองพลัดพรากจากกันไปนานแสนนานก็มิปาน
“หืม? อวี้หลิน เ้ามาั้แ่เมื่อไหร่กัน” เหวินจงกล่าวเสียงต่ำพร้อมทั้งเลิกคิ้วขึ้น
‘ฉันยืนอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้วโว้ย ก็นายเอาแต่สนใจคุยกับสาวจะไปสังเกตเห็นอะไร ถ้าเป็แบบนี้โจรเข้าบ้านก็คงไม่รู้ตัวกระมัง’ เมธาคิดในใจ
เมธาถอนหายใจแล้วก้าวเท้าเข้ามาในห้องมายืนตรงหน้าของเหวินจงแล้วค่อย ๆ ยื่นถุงเครื่องรางไปให้เขาโดยคอยดึงเสื้อแขนยาวให้บังนิ้วมือที่เป็แผลของตนไว้
“ตายจริง ท่านพี่อวี้หลินปักเป็รูปเป็ดรึเ้าคะ” หนิงลี่ดัดเสียงแหลม
พอเหวินจงรับถุงเครื่องรางจากเมธา เขาก็ยกยิ้มที่มุมปาก “จริงอย่างที่หนิงลี่กล่าว นี่เ้าปักเป็ลายนกกระเรียนหรือนกเป็ดน้ำมาให้ข้ากัน ไฉนตัวนกถึงอ้วนท้วนขนาดนี้ ฝีมือของเ้าทำได้เพียงแค่นี้เองงั้นรึ ช่างต่างจากฝีมือของหนิงลี่ยิ่งนัก แต่ก็ขอบใจก็แล้วกัน”
“ยินดีที่ท่านพี่ได้รับกิจการต่อจากบิดาและขอให้กิจการของท่านพี่เป็ไปอย่างราบรื่นดีเ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อน” เมธาย่อตัวคำนับเหวินจงหนึ่งทีแล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
‘อย่างน้อยก็ตั้งใจทำสุดฝีมือแล้วนี่ ถ้าหากเขาจะชอบที่ฉันทำให้หรือไม่ก็ตาม ทำไมฉันจะต้องไปสนใจด้วย ก็แค่ถุงเครื่องรางชิ้นเดียว ที่ฉันควรสนใจก็คือตัวเองมากกว่า ตอนนี้ฉันง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว!’
พอเมธาก้าวเท้าเข้ามาในห้องของตนเขาก็เดินตรงมาที่เตียงอย่างรวดเร็วแล้วฟุบตัวลงบนเตียง นอนหลับสลบไสลในยามเที่ยงของวันไปทั้งอย่างนั้น
ยามมืดท้องฟ้าสีคราม มีเสียงบรรเลงไพเราะของดนตรีเครื่องสายดังก้องมาแต่ไกล ปลุกเมธาที่กำลังนอนหลับใหลให้ลืมตาตื่นขึ้น
‘วันนี้มีนักดนตรีมาเล่นดนตรีที่บ้านหรือเปล่านะ ออกไปดูสักหน่อยก็ดี’
เมธาลุกขึ้นจากเตียงเดินตามเสียงของดนตรีที่ล่องลอยมาตามลมจนเดินไปถึงริมสระบัวที่อยู่ใกล้กับสะพานหินอ่อนในสวนหลังบ้าน แล้วก็เห็นที่มาของต้นเสียง
เหวินจงกำลังนั่งดื่มชาบนตั่งไม้และหนิงลี่ที่สวมชุมคลุมกระโปรงยาวผ้าแพรสีขาวกำลังนั่งเล่นกู่เจิงอยู่ข้างเหวินจง
พอสายตาของหนิงลี่เห็นเมธา นิ้วเรียวสวยที่ดีดสายกู่เจิงอยู่นั้นก็พลันหยุดชะงักลงทันใด หญิงสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นจากตั่งไม้อย่างช้า ๆ แล้วย่อตัวคำนับเมธาด้วยท่าทางชดช้อย
“คารวะท่านพี่อวี้หลิน ถ้าหากท่านไม่รังเกียจ พี่หญิงนั่งรับฟังการบรรเลงกู่เจิงจากข้าได้นะเ้าคะ”
“เอ่อ...” ในขณะที่เมธากำลังสองจิตสองใจอยู่นั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเหวินจงที่กำลังนั่งยกถ้วยน้ำชาแนบค้างที่ริมฝีปากของตนพร้อมกับมองหนิงลี่ด้วยแววตาลึกซึ้ง
เมื่อเมธาเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากอยู่เป็ก้างขวางคอชายหนุ่มที่อยู่กับหญิงสาวตัวจริงเท่าไหร่นัก
“พอดีข้ามีธุระ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้อยู่ฟังเ้าบรรเลงกู่เจิง”
“มิเป็ไรเ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่รบกวนพี่หญิง”
“อืม งั้นข้าขอตัวก่อน”
เมธาเดินกลับไปที่เรือนพร้อมกับคิดในใจ ‘ถ้าหากหนิงลี่อยู่ที่นี่คงเป็โชคดีของเรา เหวินจงเ้าคนปากดีก็จะได้ไม่ต้องสนใจเรา อีกทั้งความก็จะได้ไม่แตก และเราก็จะได้ไม่ต้องอยู่อย่างอึดอัด แบบนี้แหละดีแล้ว’