“แย่ล่ะสิ” เนี่ยซินกล่าว เพียงไม่นานหลังจากที่เขาสลับจิตวิญญาณกับเนี่ยหลุน เนี่ยหลุนในร่างของยักษ์ขาวก็พ่ายแพ้ในเวลาไม่นาน แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายก็มีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา
“นั่นสิ สถานการณ์ฝั่งเรา เลวร้ายอย่างยิ่ง” จงหมิ่นเองก็สามารถสัมผัสได้ว่าการต่อสู้ของยักษ์ขาวจบลงไปแล้ว หมายความว่าอีกไม่นานพวกเขาทั้งสองคนจะต้องถูกรุมโจมตีอย่างแน่นอน
“เฮ้อ คิดไม่ถึงเลยนะเนี่ยว่าสุดท้ายจะต้องเอาจริงมากขนาดนี้” เนี่ยซินกล่าวราวกับว่าเขายังมีไม้ตายที่ยังไม่ได้แสดงออกมา เนี่ยซินมองไปยังร่างของหลางจวิน ความแข็งแกร่งของหลางจวินณตอนนี้สมควรที่จะต่อสู้ได้กับแม้กระทั่งชนชั้นจักรพรรดิทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นผู้เยาว์ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีที่แข็งแกร่งที่สุดโดยแท้ แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นตัวของเนี่ยซินก็อยากจะต่อสู้กับอีกฝ่ายให้มากกว่านี้
“ข้ายอมรับเลยว่าพวกเจ้าสองคือผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าเคยเจอมา พวกเจ้าทำให้ข้าสนุกสนานในการต่อสู้ได้” หลางจวินเองก็กล่าวยอมรับถึงพลังและความสามารถของสองคนตรงหน้า ตั้งแต่ที่หลางจวินเกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาต่อสู้กับผู้เยาว์แล้วต้องใช้ร่างมนุษย์หมาป่าเต็มร่าง และยังรู้สึกสนุกสนานที่ได้ต่อสู้อีกด้วย
“ถ้าแบบนั้นละก็มายกระดับความสนุกขึ้นไปอีกขั้นดีกว่า” เนี่ยซินกล่าว เขาตัดสินใจแล้วว่าจะลองใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อต่อสู้กับหลางจวิน
อาคมสถิตร่าง เทพอัสนี เอี้ยซัง
เนี่ยซินตัดสินใจนำหนึ่งในสามดวงวิญญาณแข็งแกร่งที่สุดที่เขาได้ทำสัญญาณประทับเข้าร่างนั้นคือ เศษเสี้ยวดวงวิญญาณของชนชั้นเทวะในอดีต เทพอัสนีที่แข็งแกร่ง แม้ว่าร่างกายของเนี่ยซินจะไม่สามารถแสดงพลังของเทพแท้จริงในอดีตได้ แต่ในร่างของเขาก็มีพลังแห่งอัสนีที่รุนแรงปะทะออกมา อัสนีไหล่ทั่วร่างจนทั้งร่างกายของเนี่ยซินปกคลุมไปด้วยอัสนี เหล็กไหลทมิฬในมือก็เปลี่ยนจากดาบเป็นหอก
ร่างของเนี่ยซินราวกับกลุ่มก้อนพลังของอัสนีที่รุนแรง สามารถสัมผัสถึงเจตจำนงแห่งอัสนีและเจตจำนงแห่งหอกได้อย่างชัดเจน คลื่นพลังอาคมอันมหาศาลจากร่างของเนี่ยซินและคลื่นลมปราณสีเงินของหลางจวินเข้าปะทะกัน เพียงแรงปะทะของคลื่นพลังก็สร้างความกระแสพลังที่ปั่นป่วนไปทั่วสนามประลอง จงหมิ่นที่อยู่ใกล้ๆ เนี่ยซินถึงกับต้องหลบออกไป เพราะไม่อาจทนต่อแรงปะทะของกระแสพลังได้
แม้แต่อูหลินเฟิง กู่ซือเอิน และ ลุค ที่เพิ่งจะจัดการเนี่ยหลุนได้กำลังที่จะเข้ามาช่วยเหลือหลางจวิน ก็โดนพลังที่ทั้งสองปลดปล่อยออกมา กดดันจนไม่สามารถเข้าไปช่วยได้
"พลังรุนแรงยิ่งนัก"กู่ซือเอินกล่าว เพียงแค่การปะทะของคลื่นพลังนางก็แทบจะไม่สามารถเข้าไปแทรกได้แล้ว การที่นางมองทั้งสองกำลังยืนประชันหน้ากัน ราวกับว่าตรงหน้ามีชนชั้นจักรพรรดิสองคนกำลังประชันหน้ากันอยู่
หลางจวินและเนี่ยซิน ต่างมองหน้ากันและกันจากนั้นร่างคนทั้งสองก็หายไปจากสายตาของทุกคนที่อยู่ในลานประลองและทุกคนที่อยู่นอกลานประลองแล้วกำลังดูผ่านหน้าจอ จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนทั้งหมดเห็นเพียงแค่แสงที่พุ่งไปมา และ เสียงจากการปะทะกันของพลังที่รุนแรง
ตูม! เปรี้ยง! ตูม! ตูม! มีเพียงแค่เส้นแสงของอัสนีสีฟ้าและเส้นแสงจากลมปราณคลั่งสีเงิน ปะทะกันไปมาพร้อมกับเสียงที่ดังออกมาจากการปะทะของทั้งสองเท่านั้น ไม่ว่าผู้ใดในที่นี้ก็ไม่สามารถตามความเร็วในระดับนี้ทันได้
“ทั้งสองคน เป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ” อูหลินเฟิงกล่าว พลังระดับนี้ต่อให้เขาใช้ยันต์อาคมอสูรสถิตร่างก็ไม่สามารถที่จะตามความเร็วของทั้งสองได้ทันอย่างแน่นอน
“และแบบนี้จะเข้าไปช่วยยังไง” ลุคเองก็ตกตะลึงกับพลังที่ทั้งสองคนแสดงออกมาเช่นเดียวกัน
“ปล่อยให้พวกเขาต่อสู้กันไปดีกว่า” จงหมิ่นกล่าว การต่อสู้ระดับนี้แม้แต่จงหมิ่นก็ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้เช่นกัน เขาจึงกลายเป็นผู้ชมไปโดยปริยาย
“ตอนนี้เหมือนว่าทั้งสองคน...ก็อยากให้เป็นแบบนั้น” อูหลินเฟิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้เขาสามารถรับรู้ได้เลยว่าทั้งสองคนกำลังสนุกสนานกับการต่อสู้ คงเป็นเพราะว่าทั้งสองไม่เคยเจอคนที่มีพลังระดับเดียวกันมาก่อน ที่ผ่านมาเมื่อหากต้องต่อสู้กับผู้เยาว์ที่อายุใกล้กันคงจะต้องออมมือทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ทั้งสองคนสามารถสู้ได้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก จะรู้สึกสนุกสนานกับการต่อสู้ก็ไม่แปลก
“งั้นก็ปล่อยให้ทั้งสองคนต่อสู้ไปแล้วกัน รอไปจนหมดเวลา ข้าขี้เกียจสู้กับพวกเจ้า” จงหมิ่นกล่าว เขาไม่อยากปวดหัวกับการต่อสู้กับอูหลินเฟิงและลุคพร้อมๆ กัน ทั้งสองคนที่มีรูปแบบการต่อสู้ใกล้เคียงกันเน้นการหลอกล่อและภาพมายาในการต่อสู้ หากต่อสู้ร่วมมือกัน และยังมีกู่ซือเอินที่มีความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดขั้นสูง ต่อให้เขาจะให้พลังทั้งหมดออกมาก็คงไม่อาจเอาชนะได้
“อ้าว...นึกว่าจะได้ต่อสู้กับนายแล้วนะเนี่ย” ลุคพูดออกมาอย่างเสียดาย หนึ่งในคนที่ลุคอยากลองสู้ด้วยก็คือจงหมิ่น
“ไม่ล่ะ เก็บแรงไว้ดีกว่า ยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอการต่อสู้อีกที่รอบ” จงหมิ่นกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังการต่อสู้ของ สองสัตว์ประหลาดด้านหน้า
แม้ว่าตัวของเนี่ยซินจะนำเอาพลังความสามารถของเทพแท้จริงในอดีตมาสถิตในร่างกาย แต่ว่าข้อจำกัดของเนี่ยหลุนก็คือระดับพลังของเขาไม่ได้สูงส่งมากพอที่จะแสดงพลังของเทพอัสนีออกมาได้ทั้งหมด สามารถที่จะแสดงออกมาได้เพียงแค่พลังแห่งเจตจำนง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังสามารถที่จะแสดงพลังเจตจำนงแห่งหอกและอัสนีออกมาได้ แรงฟาดฟันและพลังของการทิ่มแทงแต่ละครั้งจึงมีมหาศาล เพียงการแทงออกครั้งเดียวย่อมต้องสามารถที่จะสังหารชนชั้นราชันชั้นสูงได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าแม้พลังในหอกจะมีมากมายถึงขนาดนั้นแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะแทงทะลุผิวหนังของหลางจวินได้
‘ผิวหนังของหลางจวินมันอะไรกัน!! ขนาดหอกของเทพอัสนียังไม่อาจที่จะแทงทะลุผิวของเขาได้เลย’ เนี่ยซินคิด จากการปะทะกัน แม้ว่าทั้งสองคนจะมีความเร็วใกล้เคียงกัน แต่เนี่ยซินที่มีพลังของเทพอัสนีสามารถเร่งความเร็วได้มากกว่าเล็กน้อย สามารถที่จะใช้หอกโจมตีไปอย่างร่างกายขอหลางจวินได้บางจังหวะแต่ว่า หอกอัสนีที่ประสานสองเจตจำนงกลับไม่อาจแทงทะลุผิวหนังของหลางจวินได้
นั่นก็เพราะว่า ลมปราณอสูรจันทรา คือลมปราณคลั่งที่มีความสามารถในการเพิ่มและลด ตัวของลมปราณจะเพิ่มสมรรถภาพทั้งหมดของผู้ใช้ลมปราณนี้ กระแสลมปราณของลมปราณอสูรจันทรารุนแรงเป็นอย่างยิ่ง และยังทำให้ร่างกายของผู้ที่มีลมปราณนี้แข็งแกร่งมากกว่าคนทั่วไป และตัวของลมปราณยังสามารถที่จะลดทอนพลังของศัตรูได้ หากพลังของศัตรูโดนเข้ากับลมปราณสีเงิน ตัวของลมปราณสีเงินจะลดทอนพลังของฝั่งตรง
อีกอย่างตัวของหลางจวินคือฝึกผู้ที่ฝึกลมปราณอสูรจันทรา แล้วเน้นไปที่การลดทอนพลังของศัตรูมากกว่าการเพิ่มพลังของตนเอง ทำให้เขาบรรลุถึงเจตจำนงแห่งการลบล้างพลัง สามารถที่จะลบล้างพลังส่วนใหญ่ที่ปะทะเข้ากับลมปราณของตัวเองได้ หลางจวินหลังจากที่กลายร่างเป็นร่างของมนุษย์หมาป่าเต็มตัว ลมปราณอสูรจันทราได้แทรกซึมไปยังขนทุกเส้นในร่างกาย ทำให้ขนทุกเส้นนั้นมีพลังในการลบล้างพลังที่คิดจะทำร้ายร่างกายของเขา
พลังอัสนีที่รุนแรงของเนี่ยซินเมื่อกระทบเข้ากับขนหมาป่าจึงไม่สามารถที่จะทะลวงทำร้ายร่างกายของหลางจวินได้ แต่ว่าหลางจวินเองก็ไม่สามารถใช้กรงเล็บทะลวงเข้าไปยังเกราะอัสนีทั่วร่างของเนี่ยซินได้ จึงกลายเป็นการปะทะที่เท่าเทียมกันของทั้งสองคน หากจะมีผู้ใดพ่ายแพ้ก็ต้องดูว่า หลางจวินจะสามารถคงร่างของมนุษย์หมาป่าได้นานเท่าไหร่ หรือ เนี่ยซินจะใช้วิชาสถิตได้อีกนานแค่ไหน จึงกลายเป็นแข่งความอดทนของทั้งสองไปโดยปริยาย
การปะทะการของทั้งสอง ที่ทั้งรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ลานประลองโดยรอบแทบจะถูกทำลายไปจนหมด จนทำให้จงหมิ่น กู่ซือเอิน อูหลินเฟิง และ ลุค ต้องใช้วิชาเหาะเหินกลางอากาศแทนที่จะสามารถยืนอยู่บนลานประลองได้
การปะทะกันยังคงดำเนินไปอีกเกือบหนึ่งร้อยกระบวนท่า จนครบเวลาสิบนาที
“หมดเวลาการต่อสู้” เสียงของเสี่ยวหยูดังออกมา แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ฟังเสียงของนางก็รับรู้ได้ทันทีว่านางอยากจะดูการประลองนี้ต่อไป เพียงแต่ว่ากฎการประลองก็บอกว่าจะสามารถประลองได้เพียงแค่รอบละสิบนาทีเท่านั้น
“น่าเสียดายจริงๆ แฮ่กๆ” เนี่ยซินกล่าว ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยิ้มไปด้วยแต่ก็แสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าขีดจำกัดของวิชานี้เขาจะสามารถใช้ได้อย่างเต็มที่คือระหว่างสิบถึงยี่สิบนาทีเท่านั้น
“แฮ่กๆ ใช่ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” หลางจวินเองก็แสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาเช่นเดียวกัน
ในตอนนั้นเองป้ายที่ทุกคนได้รับมาก็ส่องแสงสว่างออกมาพร้อมๆ กับที่ส่งทุกคนออกจากลานประลอง ลานประลองนี้จึงเป็นลานประลองเดียวที่ผลออกมาคือการเสมอ
..
“สะ สุดยอด นี่พวกเรากำลังดูการประลองของผู้เยาว์จริงๆ งั้นหรือ” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันกล่าวออกมา เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่เขาได้ดูเมื่อสักครู่เป็นการปะทะกันของผู้เยาว์ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นอันดับหนึ่งและสองของร้อยมังกรทะยานก็ตาม
“ราวกับการประลองของชนชั้นจักรพรรดิเลย” ลูกศิษย์อีกคนของสถาบันเทพศาสตราที่ได้ดูเหตุการณ์ผ่านหน้าจอก็กล่าวออกมาเช่นเดียวกัน
“ข้าเคยคิดว่าศิษย์พี่อวี้คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่พอได้มาเห็นการต่อสู้ของคนทั้งสอง สองคนนั้นอยู่คนละระดับกันเลย”
“สายเลือดของราชวงศ์ที่แข็งแกร่งที่สุด และ สายเลือดของตระกูลที่มีความลึกลับที่สุด การปะทะกันที่สุดยอดแบบนี้จะต้องกลายเป็นตำนานแน่ๆ” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชัน ที่มาจากสาขาสายข่าวพยายามที่จะจดบันทึกการต่อสู้ ราวกับว่าเขาต้องการที่จะนำการต่อสู้นี้ออกไปเผยแพร่
สิ่งที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของเนี่ยซินและหลางจวิน นอกจากจะทำให้ลูกศิษย์หลายคนของสถาบันเทพราชาตกตะลึง ยังทำให้เหล่าคณะอาจารย์ของสถาบันนี้ตกตะลึงเช่นเดียวกัน ความสามารถที่มากล้นของทั้งสองเหนือกว่าอาจารย์หลายคนของสถาบันเทพราชัน
“สุดยอดเลยนะเนี่ย การประลองเมื่อสักครู่” ลี่เจียงกล่าวออกมา หลังจากที่เห็นสุดยอดการต่อสู้ของทั้งสองคน
“น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้เข้าประลองด้วย” เซี่ยชิงเอ๋อร์ กล่าวราวกับว่านางเองก็ต้องการเข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย
“ไว้รอ ออกจากแดนเทพรกร้างได้อย่างปลอดภัยแล้ว ท่านค่อยไปท้าประลองกับทั้งสองคนก็แล้วกัน เพราะว่าหากท่านจะต่อสู้กับทั้งสองคนละก็ท่านเองก็ต้อง ใช้พลังทั้งหมดของตัวเองในการต่อสู้ ถ้าเป็นแบบนั้นข้อมูลของฝั่งเราจะรั่วไหลออกไปทั้งหมด” อูหลินเฟิงที่กลับมาแล้วกล่าวขึ้นมา
แต่ว่าในตอนนั้นเอง สัมผัสวิญญาณของอูหลินเฟิงก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของตนเอง เป็นพลังจากยันต์อาคมที่ไม่ได้มาจากสหายของตนเอง เมื่ออูหลินเฟิงหันไปตาทิศทางที่สัมผัสถึงพลังวิญญาณ เขาสังเกตเห็นใครบางคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ ภายในอัฒจันทร์ส่องนภาแห่งนี้ อูหลินเฟิงเห็นร่างชายคนหนึ่งที่กำลังเดินออกจากอัฒจันทร์ส่องนภาไปราวกับว่าคนคนนั้นได้เห็นทุกสิ่งที่อยากเห็นแล้ว
“เดี๋ยว ข้ามา” อูหลินเฟิงไม่รอช้ารีบลุกออกไป โดยทันที
..
..
“ไม่คิดว่าจะเจอท่านที่นี่นะ” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับมาดักหน้าชายผู้หนึ่ง ชายคนนั้นก็คือจอมยุทธ์ชุดฟ้าที่อูหลินเฟิงได้พบเจอภายในสุสานเทพกระบี่คงหมิง คนที่อูหลินเฟิงได้ใช้ยันต์อาคมฝังเข้าไปยังดวงวิญญาณ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพูดหรือเขียนเหตุการณ์ภายในสุสานเทพกระบี่
“คะ คุณชายใหญ่อู มีอะไรกับข้าหรือขอรับ” จอมยุทธ์ชุดฟ้า กล่าวออกมาอย่างหวาดกลัว เขากลัวว่าตัวเองจะโดนยันต์ที่ฝังไว้ภายในวิญญาณเล่นงานเข้าสักวัน
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” อูหลินเฟิงกล่าว
“ข้าเองก็เข้าประลองเช่นเดียวกับท่านนั่นแหละ ในฐานะนักข่าวและนักเขียนแล้ว ข้าอยากที่จะไปเห็นภายในแดนเทพรกร้างสักครั้ง” จอมยุทธ์ชุดฟ้ากล่าว
“เช่นนั้นเองเหรอ” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นเขานำมือของตนเองยื่นออกไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย พร้อมกับนำยันต์อาคมที่เคยฝังไว้ในดวงวิญญาณของอีกฝ่ายออกมา
“ระ หรือว่าท่านจะยอมปล่อยข้าไป” จอมยุทธ์ชุดฟ้ากล่าวด้วยความดีใจ ในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมนำยันต์ออกไปจากดวงวิญญาณของเขา
“พูดอะไรของเจ้า...ข้าจะเสริมพลังของมันให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมก็เพียงเท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว
“อะ อ้าว” จอมยุทธ์ชุดฟ้ากล่าวออกมาด้วยความสลด จากนั้นเขาก็โดนนำยันต์ใส่กลับไปภายในดวงวิญญาณอีกครั้ง
“เจ้าไปได้แล้ว เออลืมไป ข้ายังไม่เคยถามชื่อเจ้าเลยสินะ” อูหลินเฟิงเพิ่งนึกได้ว่าตนเองไม่เคยถามชื่อของอีกฝ่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ข้ามีนามว่า จินฟ่าน ขอรับ” จินฟ่านกล่าวออกมาด้วยสีหน้าสลดและคอตกเป็นอย่างยิ่ง จินฟ่านคงนึกว่าตัวเองจะรอดจากยันต์อาคมของอูหลินเฟิงไปแล้ว
“ข้าจะพยายามจำแล้วกัน ทีนี้เจ้าก็ไปได้แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมๆ กับที่เขาเดินแยกออกมาจาก จินฟ่าน
ในความเป็นจริงแล้วอูหลินเฟิง ไม่ได้ต้องการที่จะเสริมพลังยันต์อาคม ในตอนที่เขานำยันต์ออกมานั้น ได้สลับยันใบใหม่เข้าไปแทนที่ยันต์ไปเก่า ยันต์ใบเก่านอกจากจะมีความสามารถในการสังหารดวงวิญญาณของอีกฝ่าย ยังมีความสามารถในการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่จินฟ่านพบเจอ หรือแม้กระทั่งความคิดบางส่วนของจินฟ่านลงไปในยันต์ใบนี้
‘ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเจอกันภายในการประลองนี้ ขอดูหน่อยแล้วกันว่าภายในสำนักกระเรียนขาวเป็นเช่นไร’ อูหลินเฟิงคิด ข่าวที่สงสัยในตัวตนของสำนักกระเรียนขาว อยากที่จะสืบหาเรื่องราวภายในของสำนักนี้ เขาจึงนำยันต์อาคมฝังเข้าไปในดวงวิญญาณของจินฟ่าน ใช้ให้อีกฝ่ายเป็นสายลับโดยที่แม้แต่ตัวของจินฟ่านเองก็ยังไม่รู้ ว่านับตั้งแต่ที่เขาโดนฝังยันต์วิญญาณเข้าไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นนับตั้งแต่นั้นจะถูกบันทึกลงไปยังยันต์อาคมของอูหลินเฟิง เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ที่จินฟ่านออกจากสุสานของเทพกระบี่คงหมิงจนกระทั่งได้บังเอิญพบอูหลินเฟิงที่งานประลองนี้ถูกบันทึกไว้ภายในยันต์ใบนี้ทั้งหมด
..
..
จบตอน