กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 137 ของเดิมพัน

            ดยุคโคเว่นที่คิดจะห้ามปรามแอเรียสและจอร์แดนไม่ให้ทะเลาะกันก็ได้แต่ยืนกุมขมับด้วยอย่างจนปัญญา  จากเรื่องพูดจาเสียดสีกันเพียงเล็กน้อย ตอนนี้มันเลยเถิดไปจนถึงการพนันด้วยสิ่งของล้ำค่าไปแล้ว  แก่นอสูรในมือของแอเรียสอย่างต่ำก็มีราคาประมาณแปดถึงสิบล้านเหรียญคริสตัล เขาไม่รู้เลยว่าจอร์แดนจะนำของสิ่งใดมาลงพนัน แม้ใจหนึ่งเขาจะรู้สึกไม่ดีที่ทั้งสองทะเลาะกัน แต่อีกใจหนึ่งเขาก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นว่าทั้งคู่ใครจะเป็นฝ่ายชนะกันแน่  ระหว่างผู้ที่ได้รับฉายาปีศาจน้อยแห่งเมืองเบอเนียร์  กับผู้คุมกฎแห่งโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัส

             

            ทันใดนั้นเองที่เบื้องหน้าของจอร์แดนก็พลันปรากฏดาบสองเล่มล่องลอยอยู่  เล่มหนึ่งเป็นดาบเรเปียร์รูปร่างงดงาม ใบดาบสีเงินคมกริบราวกับสามารถตัดผ่านทุกอย่างได้ ด้ามดาบสีดำสนิทถูกประดับตกแต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์จนกลายเป็นลวดลายอันแสนงดงาม   ส่วนอีกเล่มเป็นดาบใหญ่สีดำที่ลักษณะดูแตกต่างกับดาบเล่มแรกเป็นอย่างมาก ตัวดาบขนาดใหญ่ไม่ได้ส่องประกายอันงามสง่าออกมา แต่รูปลักษณะของมันกลับดูดุดันและน่าเกรงขาม  ที่ใบดาบมีลวดลายของรูปหน้าอสูรสลักเอาไว้  เห็นได้ชัดเจนว่าดาบสองเล่มนี้ไม่ใช่ดาบคู่

             

            ทั้งสองเล่มต่างส่งกลิ่นไอพลังอันแข็งแกร่งออกมา เพียงแค่สัมผัสพลังก็รับรู้ได้ว่าดาบทั้งสองเล่มเป็นอาวุธเวทระดับสูงทั้งคู่ พลังของมันอาจจะเทียบชั้นกับหอกของดยุคโคเว่นได้ด้วยซ้ำ

             

            ดยุคโคเว่นจ้องมองไปที่ดาบสองเล่มนั้นด้วยความตกตะลึง  เขาไม่คิดว่าจอร์แดนจะงัดอาวุธล้ำค่าเช่นนี้มาเป็นของเดิมพัน แต่เมื่อหันไปมองแก่นอสูรในมือของแอเรียสแล้ว ของสองสิ่งนี้ยังนับว่าด้อยค่ากว่าแก่นอสูรระดับองครักษ์ในมือของแอเรียส

             

            “ แค่นี้เพียงพอจะพนันกับเจ้าได้หรือไม่ ? “

             

            จอร์แดนยิ้มออกมาพร้อมกับมองไปที่ดาบทั้งสองเล่มด้วยความภูมิใจ

             

            “ นี่เจ้าจะเล่นตลกอะไร ?  ดาบระดับสูงสองเล่มนี้อย่างมากก็มีราคาประมาณไม่เกินสามล้านเหรียญ แต่เจ้าจะเอามาเดิมพันกับแก่นอสูรระดับองครักษ์เนี่ยนะ “             

             

            แต่แล้วความภูมิใจและรอยยิ้มของจอร์แดนกลับต้องถูกทำลายอย่างย่อยยับด้วยการประเมินค่าของแอเรียส เขาหาได้หลงไหนไปกับตัวดาบทั้งสองแต่อย่างใด  กลับกันเขากับรีบตีมูลค่าของมันอย่างรวดเร็ว  การพนันครั้งนี้เขาจะต้องไม่เสียเปรียบอย่างเด็ดขาด

             

            “ ดาบสองเล่มนี่อย่างต่ำก็มีราคาสี่ล้านเหรียญคริสตัล! บางทีมันอาจจะถึงห้าล้านเหรียญคริสตัลด้วยซ้ำ  เจ้าอย่าได้มาตีราคาเอามั่วๆ “

             

            จอร์แดนเถียงออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว 

             

            “ สามล้านสองแสนเหรียญคริสตัลก็แพงเกินไปแล้ว “

             

            “ แต่ข้าซื้อพวกมันมาถึงสี่ล้านเหรียญคริสตัล “

             

            “ นั่นเจ้าโดนหลอกขายเอง  ช่วยไม่ได้ “

             

            แอเรียสได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย ยังไงเขาก็คิดว่าดาบสองเล่มนี้ราคามีอยู่แค่สามล้านสองแสนเหรียญคริสตัลเท่านั้น นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของจอร์แดนโกรธขึ้นกว่าเก่าเสียอีก  หากไม่เกรงใจดยุคโคเว่นล่ะก็  เขาอยากจะลงโทษสั่งสอนเจ้าเด็กนี่ให้หลาบจำซะ 

             

            “ถึงมันราคาสามล้านเหรียญคริสตัลแล้วเจ้าจะมีปัญหาอะไร !? “

             

            จอร์แดนตะโกนออกมาอย่างเหลืออด  นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีเด็กน้อยคนไหนกล้ายั่วโมโหเขาได้ขนาดนี้  ความจริงแล้วอย่าว่าแต่เด็กน้อยเลย  แม้แต่ขุนนางที่แก่จนใกล้จะลงโลงก็ยังต้องเกรงใจเขาด้วยซ้ำ

             

            “ มันย่อมมีปัญหาแน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อของเดิมพันของข้ามีมูลค่าประมาณเก้าล้านเหรียญคริสตัล แต่ของฝั่งเจ้ากลับมีมูลค่าแค่สามล้านเหรียญคริสตัล  แบบนี้ข้าก็เสียเปรียบแย่สิ “

             

            แอเรียสเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆอย่างเจ้าเล่ห์ เพียงครู่เดียวเขาก็ลดราคาดาบทั้งสองเหลือเพียงแค่สามล้านเสียแล้ว

             

            “ ถ้าแบบนี้เจ้าคงไม่หาว่าเสียเปรียบแล้วใช่ไหม !!“

             

            ดังคำกว่างที่ว่าความโกรธมักทำให้มนุษย์ขาดสติและการยั้งคิด  ทันใดนั้นที่ฝ่ามือของจอร์แดนก็ปรากฏเหรียญจำนวนหกเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นจากอัญมณีล้ำค่า  นี่คือเหรียญไดมอนด์เป็นเงินตราที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนในโลกเวทมนตร์แห่งนี้ มูลค่าของมันหนึ่งเหรียญเท่ากับหนึ่งล้านเหรียญคริสตัล นี่เท่ากับว่าจอร์แดนลงเดิมพันด้วยเงินหกล้านเหรียญคริลตัลกับอาวุธละดับสูงอีกสองชิ้นเลยทีเดียว แม้เขาจะเป็นนักเวทระดับปราชญ์แต่ทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ก็ใช่ว่าเขาจะหามาได้โดยง่าย แต่ด้วยความโกรธที่ถูกยั่วยุจากเด็กน้อยคนหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เพิ่มของเดิมพันด้วยความใจร้อน  ตอนแรกเขาแค่อยากจะสั่งสอนแอเรียสให้รู้สำนึกที่คิดหลอกลวงดยุคโคเว่น  แต่ในตอนนี้เขาอยากจะเอาชนะอย่างแท้จริงแล้ว

             

            “ ทั้งสองคนใจเย็นๆกันก่อนไหม  ข้าว่าเลิกการพนันนี่เสียเถอะ “

             

            หากถามถึงผู้ที่ลำบากใจที่สุดก็คงจะไม่พ้นดยุคโคเว่น เขาพึ่งรู้วันนี้เองว่าการเป็นคนกลางมันเหนื่อยแค่ไหน  ถ้าเขารู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นนี้  สาบานได้เลยว่าเขาจะไม่ยอมให้ทันคู่ได้พบเจอหน้ากันแน่

             

            “ คงจะไม่ได้หรอกท่านดยุค  ในเมื่อเจ้าเด็กนั่นมันเริ่มท้าทายข้าก่อน “

             

            “ ท่านอาจารย์จอร์แดน  เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง  อย่าได้ถือสาเลย “

             

            ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างลำบากใจ

             

            “ ท่านดยุครบกวนให้คนของท่านเตรียมห้องสำหรับปรุงยาให้ข้าด้วย“

             

            ดูเหมือนแอเรียสเองก็จะไม่ยอมยกเลิกการพนันเช่นกัน

             

            “ แอเรียสเจ้าจะปรุงยาเองเหรอ ? แต่เจ้าไม่ได้มีธาตุอัคคีไม่ใช่รึ.. “

             

            สีหน้าของดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินว่าแอเรียสจะให้จัดเตรียมห้องปรุงยา  เดิมทีเขาคิดว่าคนที่จะปรุงยารักษาไอรีนคืออาจารย์ของแอเรียส  ส่วนแอเรียสเองนั้นมีหน้าที่ออกมารับหน้าแทนอาจารย์เพื่อมาตรวจดูอาการของไอรีนเท่านั้น  แต่เขาไม่คิดว่าแอเรียสจะปรุงยาด้วยตัวเอง หากจำไม่ผิดแอเรียสมีพลังเวทสายฟ้าแล้วเขาจะปรุงยาได้อย่างไร  นั่นทำให้ดยุคโคเว่นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

             

            “ ใครบอกท่านกันว่าข้าใช้เวทอัคคีไม่ได้ “

             

            แอเรียสเผยรอยยิ้มเล็กๆออกมาอย่างมีเลศนัยก่อนที่เขาจะทำสิ่งที่ทำให้ดยุคโคเว่นต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ทันใดนั้นเองเปลวไฟขนาดเท่าผลเมลอนก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของแอเรียสก่อนที่มันจะสลายหายไปในเวลาไม่นาน 

             

            แม้จะยังไม่คลายความตกตะลึงแต่ดยุคโคเว่นก็ออกคำสั่งให้กับสาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆไปจัดเตรียมห้องปรุงยาให้กับแอเรียส  แม้แอเรียสจะเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้ทั้งสองคนแล้วแต่ดยุคโคเว่นก็ยังคงมองไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยความสับสน  นี่มันเรื่องอะไรกัน นักเวทที่ใช้พลังเวทได้สองธาตุอย่างนั้นน่ะเหรอ  เกิดมาเขายังไม่เคยพบเห็น  เหมือนกับมีคนมาบอกกับเขาว่ากระต่ายอสูรพ่นไฟได้  ให้ตายเขาก็ไม่มีทางเชื่อ  การที่นักเวทมีสองธาตุก็เช่นกัน  มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อจนเกินไป 

             

            “ เป็นไปได้อย่างไรกัน  ทำไมเขาใช้เวทอัคคีได้ล่ะ.. “

             

            ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบพูดคุยกับตัวเอง  คำถามที่พูดออกมาไร้ซึ่งคำตอบจากผู้ใด ความแปลกใจและความตกตะลึงบัดนี้ก็ยังคงไม่จางหาย เป็นที่ทราบดีว่าแอเรียสใช้เวทสายฟ้าในการต่อสู้  แล้วเหตุใดเขาจึงสามารถสร้างเปลวเพลิงขึ้นมาได้กัน  หรือนั่นจะเป็นเพียงการเล่นกลบางอย่าง

             

            เด็กหนุ่มที่แปลกประหลาดสามารถใช้พลังเวทได้ถึงสองธาตุอย่างนั้นเหรอ  มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน แม้จะเห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าแต่ดยุคโคเว่นก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองอยู่ดี  นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน  มันแปลกประหลาดจนเกินกว่าที่เขาจะเชื่อถือได้หากพูดว่านั่นเป็นการใช้กลหลอกตาจากอุปกรณ์เวทบางอย่างยังทำให้น่าเชื่อถือเสียกว่า

             

            แต่ความจริงแล้ว ดยุคโคเว่นควรจะฉุกคิดได้นานแล้วว่าเด็กหนุ่มนามแอเรียสผู้นี้แปลกประหลาดมาตั้งแต่เริ่มแล้ว เริ่มจากอยู่ดีๆเขาก็กลายเป็นนักเวทที่แข็งแกร่งภายในเวลาไม่นาน  การบ่มเพาะของระดับพลังอย่างก้าวกระโดด  และที่สำคัญคือพลังเวทธาตุอัสนีนั่น มันคือสิ่งที่แปลกประหลาดมาตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว เพียงแต่เขาพบเจอจนเกือบจะรู้สึกเคยชินก็เพียงเท่านั้น

             

            “ มีอะไรหรือเปล่าท่านดยุค ?  ก็แค่นักเวทอัคคีคนหนึ่งมีสิ่งใดที่ต้องแปลกใจกัน  ทำเหมือนกับท่านไม่เคยเห็นเจ้าเด็กนั่นใช้เวทอัคคีมาก่อนอย่างนั้นแหละ“

             

            จอร์แดนขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย  เขาสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของดยุคโคเว่นตั้งแต่ตอนที่แอเรียสสร้างเปลวเพลิงขึ้นมา  ดูจากอาการที่ดยุคโคเว่นแสดงออกมา  มันย่อมมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่ๆ 

             

            “ หากเป็นนักเวทคนอื่นข้าคงไม่แปลกใจ  แต่ข้าไม่เคยเห็นแอเรียสใช้เวทอัคคีมาก่อน แม้แต่ผู้ใดในเมืองนี้ก็ไม่เคยเห็นเขาใช้เวทอัคคี “

             

            ดยุคโคเว่นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

             

            “ ท่านหมายความว่ายังไงกัน ? หรือว่าเจ้าเด็กนั่นไม่ใช่นักเวทอัคคี!? “

             

            น้ำเสียงของจอร์แดนเริ่มมีความเร่งเร้าอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น ด้วยประสบการณ์ของนักเวทที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าสิ่งที่ดยุคโคเว่นพูดหมายถึงอะไร  ภายในใจเขาเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่รู้ตัว เขาเกือบจะลืมความโกรธเมื่อครู่นี้ไปด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากลับสนใจเรื่องพลังเวทของเด็กหนุ่มแทน

             

            “ ใช่..เขาไม่ใช่นักเวทอัคคี  ธาตุของแอเรียสคือสายฟ้า “   

             

            ดยุคโคเว่ยอธิบายออกมา  จนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังคงตกตะลึงไม่หาย เขายังคงสงสัยว่าเวทอัคคีที่เห็นเมื่อครู่มันคือสิ่งใดกันแน่  เหตุใดแอเรียสจึงใช้เวทได้ถึงสองธาตุ  นี่คือคำถามที่เขายังคงไม่อาจหาคำตอบได้

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน