ดยุคโคเว่นที่คิดจะห้ามปรามแอเรียสและจอร์แดนไม่ให้ทะเลาะกันก็ได้แต่ยืนกุมขมับด้วยอย่างจนปัญญา จากเรื่องพูดจาเสียดสีกันเพียงเล็กน้อย ตอนนี้มันเลยเถิดไปจนถึงการพนันด้วยสิ่งของล้ำค่าไปแล้ว แก่นอสูรในมือของแอเรียสอย่างต่ำก็มีราคาประมาณแปดถึงสิบล้านเหรียญคริสตัล เขาไม่รู้เลยว่าจอร์แดนจะนำของสิ่งใดมาลงพนัน แม้ใจหนึ่งเขาจะรู้สึกไม่ดีที่ทั้งสองทะเลาะกัน แต่อีกใจหนึ่งเขาก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นว่าทั้งคู่ใครจะเป็นฝ่ายชนะกันแน่ ระหว่างผู้ที่ได้รับฉายาปีศาจน้อยแห่งเมืองเบอเนียร์ กับผู้คุมกฎแห่งโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัส
ทันใดนั้นเองที่เบื้องหน้าของจอร์แดนก็พลันปรากฏดาบสองเล่มล่องลอยอยู่ เล่มหนึ่งเป็นดาบเรเปียร์รูปร่างงดงาม ใบดาบสีเงินคมกริบราวกับสามารถตัดผ่านทุกอย่างได้ ด้ามดาบสีดำสนิทถูกประดับตกแต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์จนกลายเป็นลวดลายอันแสนงดงาม ส่วนอีกเล่มเป็นดาบใหญ่สีดำที่ลักษณะดูแตกต่างกับดาบเล่มแรกเป็นอย่างมาก ตัวดาบขนาดใหญ่ไม่ได้ส่องประกายอันงามสง่าออกมา แต่รูปลักษณะของมันกลับดูดุดันและน่าเกรงขาม ที่ใบดาบมีลวดลายของรูปหน้าอสูรสลักเอาไว้ เห็นได้ชัดเจนว่าดาบสองเล่มนี้ไม่ใช่ดาบคู่
ทั้งสองเล่มต่างส่งกลิ่นไอพลังอันแข็งแกร่งออกมา เพียงแค่สัมผัสพลังก็รับรู้ได้ว่าดาบทั้งสองเล่มเป็นอาวุธเวทระดับสูงทั้งคู่ พลังของมันอาจจะเทียบชั้นกับหอกของดยุคโคเว่นได้ด้วยซ้ำ
ดยุคโคเว่นจ้องมองไปที่ดาบสองเล่มนั้นด้วยความตกตะลึง เขาไม่คิดว่าจอร์แดนจะงัดอาวุธล้ำค่าเช่นนี้มาเป็นของเดิมพัน แต่เมื่อหันไปมองแก่นอสูรในมือของแอเรียสแล้ว ของสองสิ่งนี้ยังนับว่าด้อยค่ากว่าแก่นอสูรระดับองครักษ์ในมือของแอเรียส
“ แค่นี้เพียงพอจะพนันกับเจ้าได้หรือไม่ ? “
จอร์แดนยิ้มออกมาพร้อมกับมองไปที่ดาบทั้งสองเล่มด้วยความภูมิใจ
“ นี่เจ้าจะเล่นตลกอะไร ? ดาบระดับสูงสองเล่มนี้อย่างมากก็มีราคาประมาณไม่เกินสามล้านเหรียญ แต่เจ้าจะเอามาเดิมพันกับแก่นอสูรระดับองครักษ์เนี่ยนะ “
แต่แล้วความภูมิใจและรอยยิ้มของจอร์แดนกลับต้องถูกทำลายอย่างย่อยยับด้วยการประเมินค่าของแอเรียส เขาหาได้หลงไหนไปกับตัวดาบทั้งสองแต่อย่างใด กลับกันเขากับรีบตีมูลค่าของมันอย่างรวดเร็ว การพนันครั้งนี้เขาจะต้องไม่เสียเปรียบอย่างเด็ดขาด
“ ดาบสองเล่มนี่อย่างต่ำก็มีราคาสี่ล้านเหรียญคริสตัล! บางทีมันอาจจะถึงห้าล้านเหรียญคริสตัลด้วยซ้ำ เจ้าอย่าได้มาตีราคาเอามั่วๆ “
จอร์แดนเถียงออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ สามล้านสองแสนเหรียญคริสตัลก็แพงเกินไปแล้ว “
“ แต่ข้าซื้อพวกมันมาถึงสี่ล้านเหรียญคริสตัล “
“ นั่นเจ้าโดนหลอกขายเอง ช่วยไม่ได้ “
แอเรียสได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย ยังไงเขาก็คิดว่าดาบสองเล่มนี้ราคามีอยู่แค่สามล้านสองแสนเหรียญคริสตัลเท่านั้น นั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของจอร์แดนโกรธขึ้นกว่าเก่าเสียอีก หากไม่เกรงใจดยุคโคเว่นล่ะก็ เขาอยากจะลงโทษสั่งสอนเจ้าเด็กนี่ให้หลาบจำซะ
“ถึงมันราคาสามล้านเหรียญคริสตัลแล้วเจ้าจะมีปัญหาอะไร !? “
จอร์แดนตะโกนออกมาอย่างเหลืออด นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีเด็กน้อยคนไหนกล้ายั่วโมโหเขาได้ขนาดนี้ ความจริงแล้วอย่าว่าแต่เด็กน้อยเลย แม้แต่ขุนนางที่แก่จนใกล้จะลงโลงก็ยังต้องเกรงใจเขาด้วยซ้ำ
“ มันย่อมมีปัญหาแน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อของเดิมพันของข้ามีมูลค่าประมาณเก้าล้านเหรียญคริสตัล แต่ของฝั่งเจ้ากลับมีมูลค่าแค่สามล้านเหรียญคริสตัล แบบนี้ข้าก็เสียเปรียบแย่สิ “
แอเรียสเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆอย่างเจ้าเล่ห์ เพียงครู่เดียวเขาก็ลดราคาดาบทั้งสองเหลือเพียงแค่สามล้านเสียแล้ว
“ ถ้าแบบนี้เจ้าคงไม่หาว่าเสียเปรียบแล้วใช่ไหม !!“
ดังคำกว่างที่ว่าความโกรธมักทำให้มนุษย์ขาดสติและการยั้งคิด ทันใดนั้นที่ฝ่ามือของจอร์แดนก็ปรากฏเหรียญจำนวนหกเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นจากอัญมณีล้ำค่า นี่คือเหรียญไดมอนด์เป็นเงินตราที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนในโลกเวทมนตร์แห่งนี้ มูลค่าของมันหนึ่งเหรียญเท่ากับหนึ่งล้านเหรียญคริสตัล นี่เท่ากับว่าจอร์แดนลงเดิมพันด้วยเงินหกล้านเหรียญคริลตัลกับอาวุธละดับสูงอีกสองชิ้นเลยทีเดียว แม้เขาจะเป็นนักเวทระดับปราชญ์แต่ทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ก็ใช่ว่าเขาจะหามาได้โดยง่าย แต่ด้วยความโกรธที่ถูกยั่วยุจากเด็กน้อยคนหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เพิ่มของเดิมพันด้วยความใจร้อน ตอนแรกเขาแค่อยากจะสั่งสอนแอเรียสให้รู้สำนึกที่คิดหลอกลวงดยุคโคเว่น แต่ในตอนนี้เขาอยากจะเอาชนะอย่างแท้จริงแล้ว
“ ทั้งสองคนใจเย็นๆกันก่อนไหม ข้าว่าเลิกการพนันนี่เสียเถอะ “
หากถามถึงผู้ที่ลำบากใจที่สุดก็คงจะไม่พ้นดยุคโคเว่น เขาพึ่งรู้วันนี้เองว่าการเป็นคนกลางมันเหนื่อยแค่ไหน ถ้าเขารู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นนี้ สาบานได้เลยว่าเขาจะไม่ยอมให้ทันคู่ได้พบเจอหน้ากันแน่
“ คงจะไม่ได้หรอกท่านดยุค ในเมื่อเจ้าเด็กนั่นมันเริ่มท้าทายข้าก่อน “
“ ท่านอาจารย์จอร์แดน เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง อย่าได้ถือสาเลย “
ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างลำบากใจ
“ ท่านดยุครบกวนให้คนของท่านเตรียมห้องสำหรับปรุงยาให้ข้าด้วย“
ดูเหมือนแอเรียสเองก็จะไม่ยอมยกเลิกการพนันเช่นกัน
“ แอเรียสเจ้าจะปรุงยาเองเหรอ ? แต่เจ้าไม่ได้มีธาตุอัคคีไม่ใช่รึ.. “
สีหน้าของดยุคโคเว่นเต็มไปด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินว่าแอเรียสจะให้จัดเตรียมห้องปรุงยา เดิมทีเขาคิดว่าคนที่จะปรุงยารักษาไอรีนคืออาจารย์ของแอเรียส ส่วนแอเรียสเองนั้นมีหน้าที่ออกมารับหน้าแทนอาจารย์เพื่อมาตรวจดูอาการของไอรีนเท่านั้น แต่เขาไม่คิดว่าแอเรียสจะปรุงยาด้วยตัวเอง หากจำไม่ผิดแอเรียสมีพลังเวทสายฟ้าแล้วเขาจะปรุงยาได้อย่างไร นั่นทำให้ดยุคโคเว่นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ ใครบอกท่านกันว่าข้าใช้เวทอัคคีไม่ได้ “
แอเรียสเผยรอยยิ้มเล็กๆออกมาอย่างมีเลศนัยก่อนที่เขาจะทำสิ่งที่ทำให้ดยุคโคเว่นต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ทันใดนั้นเองเปลวไฟขนาดเท่าผลเมลอนก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของแอเรียสก่อนที่มันจะสลายหายไปในเวลาไม่นาน
แม้จะยังไม่คลายความตกตะลึงแต่ดยุคโคเว่นก็ออกคำสั่งให้กับสาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆไปจัดเตรียมห้องปรุงยาให้กับแอเรียส แม้แอเรียสจะเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้ทั้งสองคนแล้วแต่ดยุคโคเว่นก็ยังคงมองไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยความสับสน นี่มันเรื่องอะไรกัน นักเวทที่ใช้พลังเวทได้สองธาตุอย่างนั้นน่ะเหรอ เกิดมาเขายังไม่เคยพบเห็น เหมือนกับมีคนมาบอกกับเขาว่ากระต่ายอสูรพ่นไฟได้ ให้ตายเขาก็ไม่มีทางเชื่อ การที่นักเวทมีสองธาตุก็เช่นกัน มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อจนเกินไป
“ เป็นไปได้อย่างไรกัน ทำไมเขาใช้เวทอัคคีได้ล่ะ.. “
ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบพูดคุยกับตัวเอง คำถามที่พูดออกมาไร้ซึ่งคำตอบจากผู้ใด ความแปลกใจและความตกตะลึงบัดนี้ก็ยังคงไม่จางหาย เป็นที่ทราบดีว่าแอเรียสใช้เวทสายฟ้าในการต่อสู้ แล้วเหตุใดเขาจึงสามารถสร้างเปลวเพลิงขึ้นมาได้กัน หรือนั่นจะเป็นเพียงการเล่นกลบางอย่าง
เด็กหนุ่มที่แปลกประหลาดสามารถใช้พลังเวทได้ถึงสองธาตุอย่างนั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน แม้จะเห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าแต่ดยุคโคเว่นก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองอยู่ดี นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน มันแปลกประหลาดจนเกินกว่าที่เขาจะเชื่อถือได้หากพูดว่านั่นเป็นการใช้กลหลอกตาจากอุปกรณ์เวทบางอย่างยังทำให้น่าเชื่อถือเสียกว่า
แต่ความจริงแล้ว ดยุคโคเว่นควรจะฉุกคิดได้นานแล้วว่าเด็กหนุ่มนามแอเรียสผู้นี้แปลกประหลาดมาตั้งแต่เริ่มแล้ว เริ่มจากอยู่ดีๆเขาก็กลายเป็นนักเวทที่แข็งแกร่งภายในเวลาไม่นาน การบ่มเพาะของระดับพลังอย่างก้าวกระโดด และที่สำคัญคือพลังเวทธาตุอัสนีนั่น มันคือสิ่งที่แปลกประหลาดมาตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว เพียงแต่เขาพบเจอจนเกือบจะรู้สึกเคยชินก็เพียงเท่านั้น
“ มีอะไรหรือเปล่าท่านดยุค ? ก็แค่นักเวทอัคคีคนหนึ่งมีสิ่งใดที่ต้องแปลกใจกัน ทำเหมือนกับท่านไม่เคยเห็นเจ้าเด็กนั่นใช้เวทอัคคีมาก่อนอย่างนั้นแหละ“
จอร์แดนขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย เขาสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของดยุคโคเว่นตั้งแต่ตอนที่แอเรียสสร้างเปลวเพลิงขึ้นมา ดูจากอาการที่ดยุคโคเว่นแสดงออกมา มันย่อมมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
“ หากเป็นนักเวทคนอื่นข้าคงไม่แปลกใจ แต่ข้าไม่เคยเห็นแอเรียสใช้เวทอัคคีมาก่อน แม้แต่ผู้ใดในเมืองนี้ก็ไม่เคยเห็นเขาใช้เวทอัคคี “
ดยุคโคเว่นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ ท่านหมายความว่ายังไงกัน ? หรือว่าเจ้าเด็กนั่นไม่ใช่นักเวทอัคคี!? “
น้ำเสียงของจอร์แดนเริ่มมีความเร่งเร้าอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น ด้วยประสบการณ์ของนักเวทที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าสิ่งที่ดยุคโคเว่นพูดหมายถึงอะไร ภายในใจเขาเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่รู้ตัว เขาเกือบจะลืมความโกรธเมื่อครู่นี้ไปด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากลับสนใจเรื่องพลังเวทของเด็กหนุ่มแทน
“ ใช่..เขาไม่ใช่นักเวทอัคคี ธาตุของแอเรียสคือสายฟ้า “
ดยุคโคเว่ยอธิบายออกมา จนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังคงตกตะลึงไม่หาย เขายังคงสงสัยว่าเวทอัคคีที่เห็นเมื่อครู่มันคือสิ่งใดกันแน่ เหตุใดแอเรียสจึงใช้เวทได้ถึงสองธาตุ นี่คือคำถามที่เขายังคงไม่อาจหาคำตอบได้