วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 33 : ผสานแผนที่ดาราจักร ความลับแห่งทวีปบูรพา และการปิดล้อมหน้าประตูสุสาน!

    บทที่ 33 : ผสานแผนที่ดาราจักร ความลับแห่งทวีปบูรพา และการปิดล้อมหน้าประตูสุสาน!


    วูบ! ครืนนน!

    ความผันผวนของมิติที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรงฉีกกระชากอากาศธาตุออกเป็นรอยแยกสีเงินยวง ร่างในชุดคลุมสีขาวขลิบทองของซูหลงอวิ๋นร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า ปลายเท้าของเขาแตะลงบนพื้นดินที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังอย่างนุ่มนวลประดุจขนนกที่ร่วงหล่น

    เด็กหนุ่มสะบัดแขนเสื้อเบาๆ สลายกลิ่นอายมิติที่ตกค้างรอบกาย เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน ทัศนียภาพเบื้องหน้ามิใช่สระอสนีบาตต้องห้ามอีกต่อไป ทว่ามันคือ 'ป่าพฤกษาศิลา' ที่แห้งแล้งและเงียบสงัด ต้นไม้ขนาดยักษ์ที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าล้วนกลายเป็นหินสีเทาหม่น ไร้ซึ่งใบไม้และพลังชีวิตใดๆ มีเพียงปราณแห่งความตายที่ลอยอวลอยู่จางๆ

    "ยันต์เคลื่อนย้ายมิติระดับสวรรค์ของอู๋ชางไห่ นับว่ามีคุณภาพไม่เลว มันสุ่มเคลื่อนย้ายข้าออกมาไกลจากใจกลางหุบเขาสายฟ้าหลายหมื่นลี้ รอดพ้นจากรัศมีการตามล่าของสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นได้อย่างหมดจด"

    ซูหลงอวิ๋นพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนมุมปากเมื่อนึกถึงใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและอัปยศของหลิงอวี้ซี

    "สตรีที่หยิ่งยโสและดื้อรั้นเยี่ยงนาง การถูกตีตราประทับวิญญาณและถูกลดสถานะเป็นเพียง 'ภาชนะ' ย่อมทำให้ความจองหองของนางพังทลาย ทว่านั่นก็คือสัจธรรมแห่งโลกหล้า ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมต้องสยบต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าดวงนั้น แข็งแกร่งและดุร้ายเกินกว่าที่ข้าในขอบเขตแก่นแท้ทองคำจะหลอมรวมได้ในยามนี้ การฝากให้นางหล่อเลี้ยงและกดข่มมันไว้ชั่วคราว ย่อมเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด"

    มังกรหนุ่มมิได้เก็บเรื่องของนางมาใส่ใจให้มากความ เป้าหมายหลักของเขาในสุสานเทพบรรพกาลแห่งนี้ได้บรรลุผลแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการตรวจสอบของวิเศษที่เพิ่งได้มา

    ซูหลงอวิ๋นเดินลึกเข้าไปในป่าพฤกษาศิลา เลือกโพรงหินใต้รากไม้ขนาดยักษ์ต้นหนึ่งเป็นที่พักพิง เขาตวัดปลายนิ้วกลางอากาศ วาดอักขระสีทองคำสามสิบหกตัว ก่อเกิดเป็น 'ค่ายกลพรางตาสวรรค์' และ 'ค่ายกลปิดกั้นสัมผัสวิญญาณ' ซ้อนทับกันถึงสองชั้น เพื่อป้องกันมิให้กลิ่นอายของสมบัติเล็ดลอดออกไปดึงดูดสัตว์อสูรซากศพในบริเวณใกล้เคียง

    เมื่อทุกอย่างปลอดภัย ซูหลงอวิ๋นก็นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นศิลา เขาล้วงเอา 'กล่องศิลาสีดำ' ที่กู้ขึ้นมาจากก้นสระอสนีบาตออกมาวางไว้เบื้องหน้า

    กล่องศิลานี้สลักลวดลายดาราจักรที่เก่าแก่และซับซ้อน มันถูกปิดผนึกด้วยอักขระโลหิตที่แผ่กลิ่นอายของยุคดึกดำบรรพ์ หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ต่อให้เป็นขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจเปิดมันออกได้โดยไม่ทำลายสิ่งของที่อยู่ภายใน ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋น ผู้สืบทอดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ อักขระเหล่านี้กลับดูคุ้นเคยประดุจภาษาแม่

    "เปิด!"

    เด็กหนุ่มส่งปราณยุทธ์หยินหยางเข้าสู่ปลายนิ้ว แตะลงบนจุดศูนย์กลางของอักขระโลหิต แสงสีทองและสีขาวสว่างวาบ หลอมละลายผนึกบรรพกาลให้สลายกลายเป็นควันสีแดงในพริบตา

    แกรก...

    ฝากล่องศิลาถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า กลิ่นอายความเก่าแก่และลี้ลับที่แฝงไปด้วยความกว้างใหญ่ของเอกภพพวยพุ่งออกมา สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ภายใน คือแผ่นโลหะสีดำทะมึนที่มีขอบรอยหยักไม่สม่ำเสมอ... มันคือ 'ชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักรบรรพกาล' ใบที่สาม!

    ซูหลงอวิ๋นไม่รอช้า เขาเปิดจุดตันเถียน เรียกเอาแผ่นโลหะสองชิ้นแรกที่หลอมรวมกันแล้ว ออกมาจากทะเลลมปราณ

    ทันทีที่ชิ้นส่วนทั้งสองกลุ่มสัมผัสถึงกันและกัน พวกมันก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เปล่งประกายแสงสีทองอร่ามที่สว่างเจิดจ้าเสียจนค่ายกลพรางตาของซูหลงอวิ๋นแทบจะปริแตก! ขอบรอยหยักของแผ่นโลหะทั้งสองดึงดูดเข้าหากันประดุจแม่เหล็กขั้วตรงข้าม

    วิ้งงงง!!!

    เมื่อชิ้นส่วนที่สามประกบเข้ากับสองชิ้นแรกอย่างสมบูรณ์ แผ่นโลหะก็หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ บัดนี้ แผนที่ดาราจักรบรรพกาลได้ถูกรวบรวมจนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว ขาดเพียงชิ้นส่วนสุดท้ายมุมขวาล่างเท่านั้น!

    แสงสว่างจากแผ่นแผนที่พุ่งทะลวงเข้าสู่หว่างคิ้วของซูหลงอวิ๋น นำพาข้อมูลข่าวสารชุดใหม่ที่อัดแน่นไปด้วยภาพนิมิตแห่งสัจธรรม ทะลักเข้าสู่ทะเลวิญญาณของเขาโดยตรง!

    ในห้วงความนึกคิด ซูหลงอวิ๋นมองเห็นภาพของมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต เกลียวคลื่นสีครามซัดสาดบ้าคลั่ง ท้องฟ้าเบื้องบนเต็มไปด้วยพายุอสุนีบาต ใต้ก้นมหาสมุทรนั้น มีพระราชวังขนาดยักษ์ที่สร้างจากผลึกมังกรวารีตั้งตระหง่านอยู่ กลิ่นอายของสายเลือดมังกรที่เย่อหยิ่งและทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูของพระราชวังแห่งนั้น

    และที่ใจกลางของพระราชวังนั้นเอง มีแท่นบูชาที่ผนึกแผ่นโลหะชิ้นสุดท้ายเอาไว้!

    พร้อมกันนั้น ตัวอักษรสีทองคำโบราณก็ปรากฏขึ้นในห้วงวิญญาณ

    [ เศษแผนที่ดาราจักรบรรพกาล : หลอมรวม 3/4 ชิ้น... ค้นพบเส้นทางสู่ 'วังบาดาลเผ่ามังกร' ณ 'มหาทวีปบูรพามังกร' สถานที่ซุกซ่อนชิ้นส่วนสุดท้าย... เมื่อรวบรวมครบสี่ชิ้น ประตูสู่มรดกแห่งจักรพรรดิเทพยุทธ์จะเปิดออก! ]

    ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสาดประกายความกระหายในการต่อสู้และการผจญภัย

    "มหาทวีปบูรพามังกร... ดินแดนที่ถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์มังกรสมุทร ผู้เย่อหยิ่งและมองมนุษย์เป็นเพียงมดปลวกสินะ"

    เขาลูบคลำแผ่นแผนที่ที่บัดนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มโอหังปรากฏบนใบหน้า "ยอดเยี่ยม! การแย่งชิงสมบัติจากเผ่าพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งและเย่อหยิ่งที่สุดในใต้หล้า ย่อมทำให้สายเลือดของข้าเดือดพล่านยิ่งกว่าการรังแกพวกมนุษย์ตาขาวในมหาทวีปศูนย์กลางเสียอีก"

    ซูหลงอวิ๋นเก็บแผนที่ดาราจักรบรรพกาลกลับเข้าสู่จุดตันเถียน ให้มันอาบไล้พลังจากแก่นแท้หยินหยางเทวะต่อไป

    เขาคำนวณเวลาที่ผ่านไปนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สุสานเทพบรรพกาล

    "เวลาหนึ่งเดือนที่สุสานแห่งนี้เปิดออก กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ปราณความตายและพายุมิติเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเพื่อขับไล่สิ่งมีชีวิตที่ยังมีลมหายใจออกไป ถึงเวลาที่ข้าจะต้องเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ทางออกแล้ว"

    เด็กหนุ่มมิได้รีบร้อน เขาใช้เวลาที่เหลืออีกสามวันในการนั่งสมาธิ ปรับสมดุลของรากฐานแก่นแท้ทองคำขั้นต้นให้มั่นคงดุจศิลาผา พร้อมกับสกัดกลั่นสมุนไพรวิญญาณธาตุหยินที่เก็บเกี่ยวได้จากในสุสาน มาปรุงเป็นโอสถฟื้นฟูพลังปราณเตรียมไว้หลายสิบขวด

    การต่อสู้ข้ามขอบเขตในโลกของผู้ฝึกยุทธ์นั้นยากเย็นแสนเข็ญ การเตรียมพร้อมเสบียงและทรัพยากรให้พร้อมพรั่ง คือวิถีทางของผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญาควบคู่กับกำลัง

    ...

    สามวันต่อมา

    ท้องฟ้าสีเทาหม่นของสุสานเทพบรรพกาล แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานประดุจเลือด รอยแตกร้าวของมิติขยายใหญ่ขึ้น เกิดเป็นพายุหมุนเกลียวขนาดยักษ์นับสิบแห่งทั่วบริเวณ มันคือ 'ประตูทางออก' ที่ถูกสร้างขึ้นโดยกฎเกณฑ์ของสุสาน เพื่อผลักไสผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ให้กลับคืนสู่โลกภายนอก

    ซูหลงอวิ๋นทะยานร่างออกจากป่าพฤกษาศิลา มุ่งหน้าไปยังพายุหมุนมิติที่อยู่ใกล้ที่สุด

    ตลอดเส้นทาง เขาพบเห็นซากศพของผู้ฝึกยุทธ์มากมายที่ตกตายจากการแย่งชิงสมบัติ หรือถูกสัตว์อสูรบรรพกาลสังหาร นี่คือความโหดร้ายของเส้นทางวิถีเต๋า มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวที่สุดเท่านั้นที่จะรอดชีวิตกลับออกไปพร้อมกับวาสนา

    เมื่อเข้าใกล้พายุหมุนมิติ ซูหลงอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังปราณหลายสิบสายที่ดักซุ่มอยู่บริเวณโดยรอบทางออก!

    เขาหยุดฝีเท้าลงบนยอดเนินหิน หรี่ตามองไปยังกลุ่มคนในชุดคลุมสีโลหิตที่ยืนขวางหน้าพายุหมุนมิติอยู่ พวกมันมีกันเกือบสามสิบคน แต่ละคนแผ่กลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่รุนแรง ระดับพลังต่ำสุดคือ 'แก่นแท้ทองคำขั้นสูงสุด' และมีผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขต 'วิญญาณก่อกำเนิด' ถึงห้าคน!

    ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุด คือชายหนุ่มใบหน้าซีดเผือดประดุจศพ นัยน์ตาสีแดงก่ำ สวมชุดคลุมลวดลายหัวกะโหลกโลหิต กลิ่นอายพลังของมันอยู่ในระดับ 'วิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง' (ขอบเขตที่ 4)!

    "สำนักอารามมารโลหิต..."

    ซูหลงอวิ๋นจดจำสัญลักษณ์บนเสื้อคลุมของพวกมันได้ ขุมกำลังนี้เป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับตระกูลอู๋แห่งเมืองดาราจักรบรรพกาล ดูเหมือนว่าข่าวการล่มสลายของตระกูลอู๋จะยังมาไม่ถึงหูของพวกมันในสุสานแห่งนี้ หรือไม่พวกมันก็จงใจมาดักปล้นชิงสมบัติจากผู้ฝึกยุทธ์อิสระที่กำลังจะออกจากสุสาน

    "หยุดอยู่ตรงนั้น! ไอ้หนูชุดขาว!"

    ศิษย์สำนักอารามมารโลหิตผู้หนึ่ง ซึ่งมีพลังระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น ตะโกนสั่งการพร้อมกับชี้ดาบมาทางซูหลงอวิ๋น "หากอยากจะมีชีวิตรอดออกไปจากสุสานแห่งนี้ จงปลดแหวนมิติของเจ้าออก แล้วโยนสมบัติทั้งหมดที่หามาได้มาให้พวกเรา! สำนักอารามมารโลหิตของพวกเราจะเมตตาละเว้นชีวิตสุนัขของเจ้าให้!"

    การปล้นชิงหน้าทางออก เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเปิดมิติลับ ขุมกำลังที่แข็งแกร่งมักจะรวมกลุ่มกันดักรีดไถผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือความอัปลักษณ์ของโลกใบนี้

    ซูหลงอวิ๋นเอามือไพล่หลัง เขามิได้แสดงความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา

    "สวะก็ยังคงเป็นสวะอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะอยู่ข้างนอกหรือข้างในสุสาน... สำนักอารามมารโลหิตงั้นรึ? พวกเจ้าคงไม่รู้สินะ ว่าสหายตระกูลอู๋ของพวกเจ้า ได้ลงไปรอพวกเจ้าในนรกกันหมดแล้ว"

    "เจ้าว่ากระไรนะ! บังอาจสาปแช่งตระกูลอู๋และลบหลู่สำนักอารามมารโลหิต!"

    ชายหนุ่มใบหน้าซีดเผือดผู้นำกลุ่ม นามว่า 'เซวียเฮิ่น' (รอยแค้นโลหิต) หรี่ตาลงด้วยความโกรธเกรี้ยว มันสัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีพลังเพียง 'แก่นแท้ทองคำขั้นต้น' (ห่างจากมันหนึ่งขอบเขตใหญ่กับอีกหนึ่งขั้นย่อย) ทว่ากลับมีความเย่อหยิ่งโอหังจนน่าหมั่นไส้

    "ไอ้เด็กเหลือขอ! ในเมื่อเจ้าอยากตาย ข้าเซวียเฮิ่นก็จะใช้เลือดของเจ้ามาเซ่นไหว้ธงมารของข้า! กางอาณาเขตโลหิต!"

    เซวียเฮิ่นตวาดลั่น มันสะบัดแขนเสื้อ ปราณมารสีเลือดข้นคลั่กพุ่งทะลักออกจากร่าง ก่อตัวเป็นอาณาเขตสีแดงที่ปกคลุมพื้นที่รัศมีสิบจั้ง หมายจะบดขยี้ซูหลงอวิ๋นด้วยแรงกดดันของวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง!

    หากเป็นซูหลงอวิ๋นในอดีตที่ยังอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐาน เขาคงต้องใช้อาคมจารึกและระเบิดโอสถเพื่อรับมือ ทว่าในยามนี้ เขาได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นแท้ทองคำแล้ว! ช่องว่างความห่างชั้นลดลงเหลือเพียง 'หนึ่งขอบเขตใหญ่เศษๆ' ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่เขาสามารถใช้ 'พลังและวิชา' ของตนเองปะทะได้โดยมิต้องพึ่งพาสิ่งของภายนอกให้สิ้นเปลือง!

    "อาณาเขตโลหิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเจือปนและกลิ่นเหม็นเน่าเช่นนี้ กล้าเอามาอวดอ้างต่อหน้าข้างั้นรึ?"

    ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ เขามิได้หลบหนีออกจากรัศมีอาณาเขต ทว่ากลับก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเซวียเฮิ่นอย่างเยือกเย็น

    "เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... ชำระล้าง!"

    ฟู่!!!

    จุดตันเถียนสีทองคำเดือดพล่าน เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ที่แผ่ความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์ ปะทุออกจากร่างของซูหลงอวิ๋นประดุจดอกบัวน้ำแข็งที่เบ่งบาน! เพลิงวิญญาณธาตุปฐพีนี้ คือดาวข่มของวิชามารธาตุหยินและโลหิตอย่างสมบูรณ์แบบ!

    เมื่อเพลิงสีขาวปะทะกับอาณาเขตสีแดง ปราณมารโลหิตของเซวียเฮิ่นพลันถูกแช่แข็งและปริแตกส่งเสียงดังกึกก้อง อาณาเขตที่มันภาคภูมิใจถูกทำลายลงอย่างง่ายดายราวกับแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่ถูกค้อนทุบ!

    "ปะ... เป็นไปไม่ได้! แก่นแท้ทองคำขั้นต้น ทำลายอาณาเขตของข้าได้อย่างไร! เพลิงสีขาวนั่นมันคือสิ่งใดกัน!" เซวียเฮิ่นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด!

    "มัวยืนบื้อทำไม! ฆ่ามัน! รุมสับมันให้เป็นชิ้นๆ!" มันตะโกนสั่งการศิษย์น้องด้วยความตื่นตระหนก

    ศิษย์สำนักอารามมารโลหิตนับสามสิบคนตั้งสติได้ พวกมันประสานค่ายกลมาร ชักอาวุธที่อาบยาพิษและปราณแค้น พุ่งทะยานเข้าล้อมกรอบซูหลงอวิ๋นจากทุกทิศทาง!

    "วิชากระบี่ของข้า ห่างหายจากการดื่มเลือดสวะมาหลายวันแล้ว... วันนี้ พวกเจ้าจงกลายเป็นศิลาลับกระบี่ให้แก่แก่นแท้ทองคำหยินหยางของข้าก็แล้วกัน"

    ชิ้งงงง!!!

    กระบี่กลืนเงาถูกชักออกจากฝักดังกังวานก้อง! ประกายแสงสีดำทมิฬที่แฝงไปด้วยแรงดึงดูดของหลุมดำและเจตจำนงกระบี่บรรพกาล พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ! ซูหลงอวิ๋นมิได้ใช้เพลิงสุริยัน เพราะเพียงแค่เพลิงปรโลกและวิชากระบี่ ก็มากพอที่จะสังหารมดปลวกเหล่านี้แล้ว

    "วิถีกระบี่บรรพกาล... เคล็ดกระบี่กลืนดาราทำลายล้างสิบทิศ!"

    ซูหลงอวิ๋นพลิ้วกายด้วยย่างก้าวเงามายา ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาสะท้อนนับร้อยสายที่เคลื่อนไหวอย่างงดงามและดุดันประดุจยมทูตร่ายรำ กระบี่กลืนเงาตวัดฟันออกไปอย่างแม่นยำและเฉียบขาด

    ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!

    ไร้ซึ่งเสียงปะทะที่รุนแรง มีเพียงเสียงของคมกระบี่ที่ตัดผ่านเนื้อหนังและกระดูก! ศิษย์ระดับแก่นแท้ทองคำขั้นสูงสุดและวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น เมื่อเผชิญหน้ารับรังสีดาบสีดำทมิฬ ต่างถูกผ่าครึ่งร่างอย่างง่ายดายประดุจตัดเต้าหู้! อักขระกลืนวิญญาณบนใบกระบี่สูบกลืนปราณมารของพวกมันเข้าไปย่อยสลาย เพิ่มพูนพลังให้แก่กระบี่มารอย่างไม่หยุดหย่อน

    "อ๊ากกก!"

    เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วบริเวณหน้าทางออก เพียงชั่วสิบลมหายใจ ศิษย์สำนักอารามมารโลหิตกว่ายี่สิบคนก็ตกตายกลายเป็นซากศพไร้วิญญาณ เลือดสีแดงฉานย้อมพื้นดินจนชุ่มโชก

    เซวียเฮิ่นยืนตัวสั่นงันงก ขาทั้งสองข้างก้าวไม่ออก ความหวาดกลัวเข้าเกาะกินจิตวิญญาณ! เด็กหนุ่มชุดขาวเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ ทว่าคือเทพมัจจุราชที่จุติลงมาเพื่อกวาดล้างพวกมัน!

    "ข้า... ข้ายอมแพ้! คุณชายไว้ชีวิตข้าด้วย! แหวนมิติของข้า สมบัติทั้งหมดของข้า ข้ายกให้ท่านหมดเลย!" เซวียเฮิ่นทิ้งอาวุธ คุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นอย่างน่าสมเพช

    ซูหลงอวิ๋นเดินก้าวข้ามกองซากศพมาหยุดอยู่เบื้องหน้ามัน ปลายกระบี่สีดำทมิฬจดจ่ออยู่ที่ลำคอของยอดฝีมือวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง

    "ในโลกวิถีเทวะของข้า ไม่มีการละเว้นศัตรูที่ชักดาบใส่ข้าก่อน... หากอยากโทษ ก็จงโทษที่ดวงตาของเจ้ามืดบอดไปหาเรื่องผิดคนก็แล้วกัน"

    ฉึก!

    กระบี่กลืนเงาแทงทะลุลำคอของเซวียเฮิ่นอย่างไร้ความปรานี ทารกวิญญาณที่พยายามจะหลบหนีออกจากร่าง ถูกอักขระบนกระบี่บดขยี้จนดับสูญไปในพริบตา!

    ซูหลงอวิ๋นสะบัดกระบี่ไล่หยาดเลือด ก่อนจะเก็บมันเข้าฝัก เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว แหวนมิติสามสิบกว่าวงก็ลอยเข้ามาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว

    เขาไม่ได้หยุดพักหรือสนใจสายตาหวาดผวาของผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มอื่นที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ มังกรหนุ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปในพายุหมุนมิติที่เป็นทางออกของสุสานเทพบรรพกาล ร่างของเขาเลือนหายไปกับกระแสแสงสีเงิน ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งความโหดเหี้ยมที่สับสังหารยอดฝีมือที่เหนือกว่าตนเองอย่างไร้รอยขีดข่วน!

    ...

    วูบ!

    ซูหลงอวิ๋นก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ กลับคืนสู่ 'ที่ราบรอยแยกบรรพกาล' ในโลกภายนอก บรรยากาศที่เคยแออัดเบาบางลงไปมาก เนื่องจากขุมกำลังส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางกลับหลังจากการทดสอบสิ้นสุด

    เด็กหนุ่มตบไปที่ถุงวิญญาณข้างเอว ลำแสงสีแดงพุ่งทะยานออกมา ก่อตัวเป็น 'จินหลิน' ในร่างของราชสีห์เพลิงที่สง่างาม

    "อึดอัดแทบแย่เลยนายท่าน สุสานนั่นกลิ่นเหม็นเน่ายิ่งนัก" จินหลินบ่นกระปอดกระแปดพลางสะบัดแผงคอ

    "เลิกบ่นได้แล้ว เรามีจุดหมายใหม่ที่ต้องเร่งเดินทาง"

    ซูหลงอวิ๋นกระโจนขึ้นไปประทับบนหลังของสัตว์พาหนะ เขาทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออกไกลโพ้น ทิศทางที่สายลมนำพากลิ่นอายของความเค็มและเกลียวคลื่นมาแตะจมูก

    "มุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันออกของมหาทวีปศูนย์กลาง... เราจะข้ามมหาสมุทรไร้ขอบเขต ไปยัง 'มหาทวีปบูรพามังกร' เพื่อทวงสมบัติของข้าคืนมา!"

    "รับคำสั่งนายท่าน!"

    ราชสีห์เพลิงแผดเสียงคำรามก้อง ก่อนจะพุ่งทะยานร่างแหวกม่านเมฆา มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกด้วยความเร็วประดุจดาวตก!

    การผจญภัยในมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวนของซูหลงอวิ๋น ได้ทิ้งร่องรอยของการทำลายล้างและตำนานอันยิ่งใหญ่เอาไว้ ทว่าดินแดนใหม่ที่เต็มไปด้วยสายเลือดมังกรอันเย่อหยิ่งและอันตรายที่ลี้ลับยิ่งกว่า กำลังรอคอยการมาเยือนของจักรพรรดิเทพยุทธ์อยู่เบื้องหน้า!


    (จบบทที่ 33)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน