แสงอรุณยามเช้าสาดลอดบานหน้าต่างจวนพักรับรองประจำนครเทียนเป่ย ลำแสงสีทองทอดทาบลงบนเตียงไม้แกะสลัก ลู่ชิงค่อยๆ ปรือตาขึ้น เปลือกตาหนักอึ้งประหนึ่งแบกภูเขาศิลาทั้งลูก ชายหนุ่มสูดลมหายใจยาว
"ในที่สุด..."
"คืนแรกไร้หมี..."
"ไร้เสียงโหวกเหวก..."
"วันนี้จักได้นอนอู้ให้สมใจเสียที..."
รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏเพียงเสี้ยวอึดใจ ดวงตาค่อยๆ ปรับโฟกัส ทว่ารอยยิ้มพลันแข็งค้างทันที เบื้องหน้าหาใช่เพดานไม้แกะสลักไม่ หากเป็นภูเขาเอกสารมหึมาตั้งตระหง่านสูงเสียดคานเรือน! กองลำดับ 1 ตั้งตระหง่านเหนือหัวเตียง อีกลำดับเอนเอียงประหนึ่งหอคอยใกล้ถล่ม พื้นห้องทุกตารางชุ่นถูกยึดครองด้วยม้วนไม้ไผ่จนแทบไร้ช่องเดิน ประตูห้องถูกกองฎีกาปิดทับไว้กึ่งหนึ่ง ลู่ชิงเพียงขยับตัวเล็กน้อย...
ปั้ก! ม้วนไม้ไผ่เล่มหนาตกใส่หน้าผากเต็มแรง!
ปั้ก! อีกเล่มหล่นทับหน้าอก!
ครืด... กองเอกสารทั้งภูเขาเริ่มไหลเอียงลงมาเล็กน้อย ฝุ่นผงจากไม้ไผ่โบราณลอยฟุ้งร่วงหล่นใส่จมูก ชายหนุ่มหน้าซีดเผือด รีบนอนนิ่งราวซากศพ อาการคันจมูกตีตื้นขึ้นมาจนอยากจาม ทว่าต้องกลั้นไว้สุดชีวิต! เขาเกรงว่าหากขยับกระบังลมเพียงนิด คงถูกฝังทั้งเป็นใต้มหาสมุทรกระดาษตายคาเตียงอย่างอนาถ!
กลิ่นหมึกดำ กลิ่นไม้ไผ่เก่า แลกลิ่นกระดาษอับชื้นลอยคลุ้งทั่วห้อง
"ฝัน..." ลู่ชิงพึมพำเสียงแผ่วโดยพยายามมิขยับริมฝีปาก "ข้าต้องกำลังฝันร้าย..."
"หาใช่ความฝันไม่ขอรับ" เสียงแหบพร่าทรงอำนาจดังขึ้นข้างเตียง
ตุลาการสูงสุดยืนประสานมืออยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าเปี่ยมศรัทธา ด้านหลังคือผู้พิพากษารอง อาลักษณ์ แลเจ้าหน้าที่ศาลอีก 10 ชีวิต ทุกคนยืนเรียงแถวตรงประหนึ่งใช้ไม้บรรทัดวัด
ลู่ชิงสะดุ้งเฮือก "พวกเจ้า! เหตุใดจึงนำขยะพวกนี้มากองรอบเตียงข้า!"
ตุลาการสูงสุดรีบโค้งกาย "มิใช่ขยะขอรับ นี่คือความหวังของราษฎรนครเทียนเป่ย ฎีกาคดีความค้างสะสม 10000 คดี ล้วนเฝ้ารอคำพิพากษาเด็ดขาดจากเทพเจ้าแห่งความยุติธรรมเช่นท่านขอรับ"
ลู่ชิงกุมขมับ เส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบๆ "10000 คดี... พวกเจ้าดองงานกันเยี่ยงไรจึงสะสมมหาศาลเพียงนี้"
ผู้พิพากษารองรีบก้าวออกมา สีหน้าภาคภูมิใจ "ศาลเทียนเป่ยยึดมั่นความยุติธรรมสูงสุด ทุกคดีต้องละเอียดรอบคอบขอรับ! คดี 1 คดีเริ่มจากอ่านคำฟ้องโดยละเอียดเฉลี่ย 10 หน้ากระดาษ จากนั้นส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ สำรวจสถานเกิดเหตุ ตรวจรอยเท้า วัดขนาดรอยล้อ ตรวจรอยหมึก แลวาดแผนผังจำลองอย่างพิถีพิถัน จากนั้นเรียกพยานฝ่ายโจทก์ เรียกพยานฝ่ายจำเลย เรียกญาติทั้ง 2 ฝ่าย เรียกเพื่อนบ้าน เรียกผู้ใหญ่บ้าน กระทั่งเรียกผู้เคยเดินผ่านเมื่อ 20 ปีก่อนมาให้การ! หากพยานเสียชีวิต ย่อมต้องสืบหาบุตรหลาน หากบุตรหลานเสียชีวิต ย่อมสืบค้นหาญาติห่างๆ อย่างน้อยต้องสอบสวนย้อนหลังไป 3 ชั่วโคตรขอรับ!"
ลู่ชิงนิ่งงันอ้าปากค้าง ทว่าผู้พิพากษารองยังอธิบายคลื่นมลพิษราชการต่อมิหยุดหย่อน "สุดท้ายต้องตรวจสอบแรงจูงใจ เจตนา แลสภาพจิตใจ นำเข้าสู่ที่ประชุมผู้พิพากษา ประชุมคณะลูกขุน ประชุมอาลักษณ์ ประชุมสรุปผล ประชุมยืนยันผล แลต้องจัดประชุมเพื่ออนุมัติรับรองรายงานการประชุมก่อนหน้าอีก 10 รอบขอรับ!"
ตุลาการสูงสุดยืดอก "ดังนั้น 1 คดี พวกเราใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 3 ปีเท่านั้นขอรับ!"
ทั้งห้องเงียบงัน ลู่ชิงนั่งนิ่ง ดวงตาเหม่อลอย สมองอดีตศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์เริ่มคำนวณอัตโนมัติ
'1 คดี ใช้เวลา 3 ปี...'
'10000 คดี คูณ 3 ปี... เท่ากับ 30000 ปี...'
ร่างทั้งร่างเย็นเยียบดุจตกลงไปในธารน้ำแข็ง
'30000 ปี! บริษัทใดใช้เวลาพิจารณาเอกสาร 3 ปีต่อเรื่อง... ล้มละลายตั้งแต่ 15 วันแรกแล้ว! ปัญหามิใช่คนทำงานน้อย... หากแต่ขั้นตอนซ้ำซ้อนจนกลายเป็นมลพิษทางราชการขั้นวิกฤต! ขโมยไก่ 1 ตัว ต้องประชุมยืนยันรายงานการประชุมหาบรรพบุรุษพวกเจ้าหรือ!'
ลู่ชิงแทบกระอักเลือด ชายหนุ่มหลับตา สูดลมหายใจยาว ก่อนกัดฟันกล่าวช้าๆ "พวกเจ้า... ออกไปรอด้านนอก... ข้าขอเวลา... ชำระล้างจิตใจ... 1 เค่อ..."
ตุลาการสูงสุดรีบค้อมกาย "น้อมรับคำสั่งขอรับ"
ขุนนางศาลทั้งหมดยืนขึ้นพร้อมเพรียง หมุนตัวพร้อมกัน ก้าวเท้าจังหวะเดียวกัน เดินออกจากห้องอย่างเป็นระเบียบจนน่าหวาดหวั่น ครืด... ประตูปิดลงช้าๆ ห้องกลับคืนสู่ความเงียบงัน ลู่ชิงทิ้งตัวหงายลงบนเตียง สองมือทึ้งเส้นผมอย่างบ้าคลั่ง
'หากเปลี่ยนคนมิได้... ย่อมต้องเปลี่ยนขั้นตอน... หากตัดขั้นตอนประชุมไร้ประโยชน์ออก... หากจัดหมวดหมู่ความผิดใหม่... หากทำให้ทุกคดีเดินตามเงื่อนไขเดียวกันแบบอัตโนมัติ...'
มุมปากชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้น เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับวันที่ประดิษฐ์แท่นพิมพ์หัวมันต้ม แบบเดียวกับวันที่สร้างปืนใหญ่ แลแบบเดียวกับทุกครั้งก่อนโลกทั้งใบจะพลิกคว่ำ!
"ผังงาน..." ลู่ชิงพึมพำเบาๆ "ข้าจักสร้างผังงานตรรกะให้พวกเจ้า... ต่อให้ข้าต้องทำงานนี้... ย่อมมิใช่เพื่อความยุติธรรม! หากเพื่อ... การนอนอู้ของข้าล้วนๆ!"
ภูเขาม้วนไม้ไผ่ทอดเงาปกคลุมโต๊ะทำงานจนแสงอรุณแทบลอดผ่านมิได้ ลู่ชิงนั่งนิ่ง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะช้าๆ ดวงตาเหม่อมองกองฎีกาสูงดุจขุนเขา สีหน้าราวกับผู้เดินทางเพิ่งข้ามเขาแลพบว่ามียอดเขาอีก 100 ลูกขวางอยู่เบื้องหน้า
"นายท่าน... ท่านมิพักผ่อนก่อนหรือขอรับ" อาฝูเอ่ยถามเสียงเบา
"พัก? หากอ่านครบทั้งหมด วันนี้คงเปลี่ยนจากพักกลางวันเป็นพักตลอดชีวิต" ชายหนุ่มสุ่มหยิบม้วนลำดับ 1 ขึ้นมา ลักไก่ ประวัติไก่ สีขนไก่ น้ำหนักไก่ จำนวนไข่ในรอบ 3 เดือน ลู่ชิงค่อยๆ ปิดม้วนไม้ไผ่ เขาสุ่มหยิบอีกม้วน วิวาทแนวรั้ว คำฟ้อง แผนผังนา รายชื่อต้นไม้ ประวัติบรรพบุรุษ คำให้การเพื่อนบ้าน 18 คน... ลู่ชิงถอนหายใจยาว "เรื่องรั้ว... เหตุใดต้องลากบรรพบุรุษลงสนาม"
ทุกม้วนมีรูปแบบคล้ายกัน เพียงเปลี่ยนชื่อคน เปลี่ยนชื่อสัตว์ เปลี่ยนสถานที่ ทว่าเนื้อหาส่วนใหญ่กลับซ้อนทับกันได้ ชายหนุ่มค่อยๆ หลับตา "ลอกเลียนแบบคดีกันมาทั้งเมืองเลยหรืออย่างไร" ลู่ชิงโยนม้วนสุดท้ายลงโต๊ะ เสียงดังปัง!
"ปัญหามิใช่คดี ปัญหาคือพวกเจ้าชอบเขียนเรื่องเดียวกันซ้ำ 10000 ครั้งต่างหาก" ทั้งห้องเงียบงัน สมองเริ่มเรียงลำดับข้อมูลโดยมิรู้ตัว ลักทรัพย์ วิวาท หนี้สิน ทำร้ายร่างกาย ทุกคดีเริ่มจากคำถามเดิม รับหรือไม่รับ มีพยานหรือไม่มี ของกลางอยู่หรือหาย เสียหายมากหรือน้อย...
"เดี๋ยวนะ..." ชายหนุ่มลืมตาขึ้นทันที "ทุกคดีต่างกันเพียงข้อมูล คำถาม 1 รูปแบบ... คำตอบ 1 รูปแบบ... บทลงโทษตายตัว... แล้วเหตุใดต้องให้ข้ามานั่งอ่านทั้งหมด!" ดวงตาลู่ชิงเปล่งประกายเจิดจ้า "คนตอบคำถามได้เพียง 2 แบบ... ใช่ กับ ไม่ใช่... ให้คำถามเดินแทนคน... ให้ลูกศรคิดแทนสมอง... ให้กระดานทำงานแทนข้า!"
"อาฝู! ไปยกกระดานไม้แผ่นใหญ่ที่สุดมา! เอาถ่านมาด้วย! เร็ว!"
อาฝูวิ่งออกไปราวสายลม มินานนัก กระดานไม้แผ่นมหึมาถูกยกเข้ามา ลู่ชิงคว้าถ่านตวัดมือรวดเร็ว ครืด... เส้นตรงลากยาว ครืด... กล่องสี่เหลี่ยมปรากฏ [ จำเลยรับสารภาพหรือไม่? ] จากกล่องแรก แตกออกเป็น 2 ทาง [รับสารภาพ] แล [ปฏิเสธ] จากนั้นแตกแขนงต่อ [มีพยานหรือไม่?] [ของกลางอยู่หรือไม่?] [มูลค่าทรัพย์เกินกำหนดหรือไม่?]
ทุกคำตอบเชื่อมต่อกันด้วยลูกศรไขว้ไปมา ทุกเส้นสิ้นสุด ณ บทลงโทษมาตรฐานด้านล่างสุด [โบย] [ปรับ] [จำคุก] [ชดใช้] จากคดีลักทรัพย์ ขยายสายออกสู่คดีหนี้ คดีวิวาท คดีบุกรุก คดีสัตว์เลี้ยง เส้นสายเต็มทั้งกระดาน แม้ดูซับซ้อนพันกันยุ่งเหยิง ทว่ากลับแลดูเป็นระเบียบแลเป็นตรรกะอย่างประหลาด ลู่ชิงถอยหลัง 2 ก้าว พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เสร็จสิ้น! ผังงานตรรกะขจัดคนอู้! ต่อไปข้ามินั่งอ่านนิยายชีวิตคนทั้งเมืองอีกแล้ว!"
มินานนัก เหล่าตุลาการแลผู้พิพากษากว่า 10 ชีวิตทยอยเดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง ทุกคนหยุดฝีเท้าพร้อมกัน สายตาจับจ้องไปยังกระดานประหลาดกลางห้อง ลู่ชิงล้วงตราประทับศาลฎีกาสูงสุดออกมา แล้วโยนโครมใส่มือผู้พิพากษารอง "รับไป! นับแต่นี้ คดีเล็กคดีน้อยทั้งหมด พวกเจ้าใช้กระดานนี่ตัดสินเอง!"
ผู้พิพากษารองหน้าซีดเผือด "ตะ... แต่ท่านมหาเสนาบดี..." ลู่ชิงมิฟังเสียงค้าน เขาหยิบฎีกาลักไก่ขึ้นมา 1 ม้วน แล้วชี้ไปยังกระดาน ลากนิ้วลงตามลูกศร "รับสารภาพ?... รับ" นิ้วลากไปตามลูกศร "มีพยาน?... มี" นิ้วลากต่อ "ของกลางเล่า?... ถูกกินหมดแล้ว" ปลายนิ้วเลื่อนไปหยุดยังช่องสุดท้าย "จบกล่องนี้! โบย 10 ไม้ ชดใช้ 2 เท่า!"
ชายหนุ่มโยนม้วนฎีกาทิ้ง "เสร็จสิ้น! ใช้เวลาตัดสิน 3 ลมหายใจ!" ทั้งห้องเงียบกริบดุจป่าช้า ผู้พิพากษารองมือสั่นเทา ลองหยิบอีกคดีขึ้นมา นิ้วค่อยๆ ไล่ตามลูกศรบนกระดาน... ตรงอีก! ตุลาการสูงสุดรีบแย่งหยิบอีกม้วนมาลองบ้าง... ตรงอีก! ผู้พิพากษาอีกคนหยิบคดีหนี้มาลองไล่ลูกศร... ตรงอีก! จากความสงสัย... แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง! จากความตกตะลึง... แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นสุดขั้วหัวใจ!
ตุลาการสูงสุดมองกระดานดำราวกับกำลังมองดูภูผาสูงตระหง่านบดบังท้องฟ้า ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน "หากผู้พิพากษาทุกคน... ดำเนินคดีตามลูกศรเหล่านี้... ย่อมตัดทิ้งอารมณ์... ไร้อคติ... ตัดช่องทางการรับสินบนหรือการใช้เส้นสายโดยสิ้นเชิง! เพราะทุกคนต้องเดินตามลูกศรตายตัว!" เสียงของเขาแหบพร่าแลสั่นเครือ "มหาปราชญ์ลู่ชิง... มิได้สร้างแค่กระดาน... ทว่าท่านกำลังบังคับให้มนุษย์ยอมจำนนต่อเหตุแลผลบริสุทธิ์!"
อาลักษณ์ 1 คนจ้องมองกระดาน สังเกตเห็นลูกศรเส้นหนึ่งชี้ 'ย้อนกลับ' ขึ้นไปด้านบนในกรณีผู้ให้การให้ข้อมูลขัดแย้งกันเอง เขาหน้าซีดเผือด ทรุดลงไปกองกับพื้น! "ดูเส้นลูกศรย้อนกลับนั่นสิ... หากมีคนให้การเท็จ... ลูกศรย่อมชี้กลับไปจุดเริ่มต้น! นี่คือ 'ค่ายกลอนันตกาล'... ต้อนคนโป้ปดให้จนมุมด้วยตรรกะของตนเอง! ผู้โกหก... ย่อมติดอยู่ในวังวนซักค้านหาความจริง... หนีมิพ้น!"
ในสายตาเหล่าขุนนางศาล เส้นลูกศรสีดำบนกระดานไม้ หาใช่รอยถ่านธรรมดาไม่ ทว่ากำลังแปรสภาพเป็น 'โซ่ตรวนแห่งสวรรค์' ใช้ล่ามวิญญาณคนบาปมิให้ผุดเกิด! เป็นความยุติธรรมโหดร้าย เยือกเย็น แลไร้ความปรานี! สิ้นคำ ทุกคนพร้อมใจกันคุกเข่าหมอบกราบกระดานไม้ด้วยความหวาดผวา "มหาปราชญ์! คัมภีร์แห่งความยุติธรรมถือกำเนิดแล้ว!" ลู่ชิงกุมหน้าผาก "พอเถิด พวกเจ้าเลิกมโนแจ่มสักที... ข้าแค่อยากนอน"
ไร้ผู้ใดเชื่อ ทุกคนยังคงหมอบกราบน้ำตาไหลพราก ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนเหยียดยิ้มบาง ชี้ไปยังภูเขาฎีกา "ฎีกาขยะของพวกเจ้ายังเหลืออีก 10000 คดี... สะสางให้หมดภายในวันนี้! ผู้ใดทำมิทัน... ข้าจะให้ผู้นั้น คัดลอกสำเนาคดีลักไก่ทั้ง 10000 คดี... ด้วยมือ... คนละ 10 รอบ!" ทั่วห้องเงียบกริบ ทุกคนคำนวณในใจ... 10000 คดี... 10 รอบ... สีหน้าตุลาการแต่ละคนซีดเผือดดุจไก่ต้ม! ชั่วพริบตาเดียว ขุนนางศาลเทียนเป่ยทุกคนต่างรีบกรูเข้าไปแบกกระดานไม้คนละด้าน คว้าฎีกาหอบใหญ่ วิ่งโกยอ้าวออกจากห้องรับรองไปราวกับพายุทอร์นาโด!
เสียงตะโกนคลุ้มคลั่งดังลั่นไปทั่วจวน "เปิดศาลด่วน!! รีบเอาคดีมาลากนิ้วตามลูกศรเร็วเข้า!!"
ลานพิจารณาคดีศาลเทียนเป่ยกึกก้องด้วยเสียงทะเลาะวิวาทราวพายุฟ้าคำราม ชายชรา 2 ฝ่ายยืนชี้หน้าด่าทอกัน ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ชายชราฝ่ายซ้ายแบกม้วนไม้ไผ่คำให้การสูงท่วมหัว กองพะเนินเทินทึกประหนึ่งแบกภูเขาขนาดย่อมมาด้วย หวังเล่าประวัติศาสตร์ตระกูลตั้งแต่ยุคสร้างโลกเพื่อเรียกความสงสาร "ร่องน้ำนี้อยู่ในเขตนาข้าแน่นอน!" ชายชราแบกไม้ไผ่ตะโกนลั่น "ข้ามีบันทึกความปวดร้าวของท่านปู่ทวดมาแสดง!" "วาจาเหลวไหล! ร่องน้ำนี้บรรพบุรุษข้าขุดไว้ตั้งแต่ฟ้าดินยังมิแยก!"
ผู้พิพากษารองนั่งตรงบัลลังก์ศาล มือซ้ายถือม้วนคัมภีร์ผังลูกศรตรรกะฉบับใหม่ มือขวาถือไม้เคาะโต๊ะ ดวงตาเคร่งขรึมแลเย็นชาดุจเครื่องจักร เขายกมือขึ้น "ศาลนี้จักตัดสินด้วยคำตอบเพียง 2 ประการเท่านั้น... ตอบว่า 'ใช่' หรือ 'ไม่ใช่'" เสียงทั้งลานพลันเงียบลงทันที คู่กรณีทั้ง 2 อ้าปากค้าง ผู้พิพากษารองมิสนใจ เขาก้มมองเส้นลูกศรบนคัมภีร์ นิ้วชี้แตะกล่องแรก "ร่องน้ำล้ำเขตนาหรือไม่!" ชายชราแบกม้วนไม้ไผ่รีบสูดลมหายใจ เตรียมบีบน้ำตา "ล้ำขอรับศาลเคารพ! ทว่าเหตุการณ์นี้มีความเป็นมารันทดย้อนหลังไป 100 ปี—" "ตอบ ใช่ หรือ ไม่ใช่!" น้ำเสียงเย็นเฉียบราวเหล็กกล้าตัดบทฉับ! ชายชรากลืนคำพูดรันทดลงคอ "...ใช่ขอรับ"
ผู้พิพากษาเลื่อนนิ้วต่ออย่างรวดเร็ว "เจ้าทั้ง 2 เคยได้รับคำเตือนจากผู้ใหญ่บ้านหรือไม่!" "เคยขอรับ..." "ปัจจุบันยังคงฝ่าฝืนขุดล้ำหรือไม่!" "ยังทำอยู่ขอรับ..." นิ้วเลื่อนลงช้าๆ ตามเส้นลูกศร ทุกคำถามสั้นกระชับ ทุกคำอธิบายเวิ่นเว้อถูกลบหายไปทีละชั้น จนสุดปลายทางของเส้น ปรากฏกล่องสุดท้าย "จำเลยรับสารภาพ ผิดจริง!" ผู้พิพากษารองเงยหน้า "กลบดินคืนสภาพเดิมภายใน 3 วัน! ชดใช้ค่าเสียหาย 2 ตำลึง!" ปัง! เสียงไม้กระแทกโต๊ะดังสนั่น "คดีนี้จบ! คนต่อไป!"
เงียบ... เงียบสนิทจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วงหล่นกลางลานศาล ชายชราทั้ง 2 ฝ่ายยังยืนนิ่งแข็งค้างเป็นหินศิลา ดวงตาว่างเปล่า ชายชราฝ่ายซ้ายยังคงแบกม้วนไม้ไผ่ประวัติบรรพบุรุษสูงท่วมหัว อ้าปากค้างเตรียมเล่านิทานชีวิต ทว่าโดนตัดจบใน 3 ลมหายใจ ร่างแข็งทื่อราวกับถูกมนตร์สาป "ขะ... ข้ายังมิทันอธิบายความรันทดเลย…" เขารำพึงเสียงหลง ผู้พิพากษารองมิกล่าวตอบ มิสนใจไยดี เขากระแทกไม้ลงบนโต๊ะอีกครั้ง "ผู้ใดไม่เกี่ยวถอยไป! คดีต่อไปเข้ามา!"
สิ้นคำประกาศ ลานศาลเทียนเป่ยพลันแปรสภาพจากสถานที่ถกเถียงน่าเบื่อหน่าย กลายเป็น 'สายพานโรงงานนรก' ทำงานด้วยความเร็วแสง!
"ขโมยน้ำรดนาหรือไม่!" ผู้พิพากษาถามรัว "ใช่ขอรับ!" "จ่ายค่าปรับ 5 ตำลึง! ปิดคดี! คนต่อไป!" ปัง!
"เจ้าโกหกปลอมสัญญากู้ยืมหรือไม่!" "มะ... ไม่ใช่ขอรับ!" "มีพยานหรือไม่!" "มี 3 คนขอรับ!" "หลักฐานขัดแย้ง พยานยืนยัน จำเลยรับผิด! โบย 20 ไม้! ปิดคดี! คนต่อไป!" ปัง!
"ตีหัวเพื่อนบ้านหรือไม่!" "ใช่ขอรับ!" "จ่ายค่ายา 3 ตำลึง! ขังคุก 7 วัน! ปิดคดี! คนต่อไป!" ปัง! ปัง! ปัง!
จังหวะการซักไซ้โต้ตอบรัวแลเร็วประดุจสายฟ้าแลบ! ทุกคำถามถูกตัดเหลือเพียงคำตอบเดียว 'ใช่' หรือ 'ไม่ใช่' ผู้ใดลังเลถูกตัดบททันที ผู้ใดพยายามร้องไห้อธิบายถูกหยุดด้วยเสียงเย็นชา คำพูดเกินจำเป็นถูกลบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเหตุแลผลล้วนๆ ดุจเครื่องจักรไร้หัวใจ!
ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่น "ความยุติธรรม... แท้จริงแล้วสั้นแลเด็ดขาดถึงเพียงนี้เชียวหรือ" อีกคนพยักหน้ารับอย่างเลื่อมใส "หากคำตอบมีเพียงทำกับไม่ทำ… เหตุใดมนุษย์จึงพยายามสร้างเรื่องโกหกยืดยาวด้วยเล่า! ผังงานลูกศรนี้ตัดกิเลส ตัดเส้นสายจนสิ้นซาก! ขุนนางกลายเป็นตราชั่งสวรรค์ไร้อารมณ์ไปแล้ว!"
ภายในห้องโถงศาล ตุลาการสูงสุดยืนมองภาพสายพานยุติธรรมบ้าคลั่งนี้ ดวงตาชราเริ่มสั่นไหวด้วยความปีติ "นี่มิใช่เพียงการตัดสินคดี... ทว่าคือการตัดความสับสนแลข้ออ้างของมนุษย์ออกไปจนหมดสิ้น" เสียงของเขาแผ่วเบาทว่าทรงพลัง "ไร้อารมณ์ ไร้การโน้มน้าว ไร้ช่องทางให้คนชั่วบิดเบือน!"
ลานศาลเริ่มว่างเปล่าลงทีละส่วน คดีถูกปิดลงรวดเร็วจนผู้คนแทบมิทันตั้งตัว เพียงไม่กี่ชั่วยาม ภูเขาฎีกา 10000 คดีค้างสะสมมานานนับปี ถูกบดขยี้หายไปจนหมดสิ้น!
ยามบ่ายคล้อย แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้อง ลู่ชิงค่อยๆ ปรือตาตื่นขึ้นมาจากการงีบหลับแสนยาวนาน ชายหนุ่มบิดขี้เกียจสุดแขน สูดดมกลิ่นอากาศปราศจากฝุ่นกระดาษแลหมึกเก่า "อืม... เงียบสงบดีแท้... ความวุ่นวายจบสิ้นแล้วสินะ... คดี 10000 คดีถูกสะสางหมดด้วยกระดานแผ่นเดียว ข้านี่คืออัจฉริยะจริงๆ"
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินไปผลักหน้าต่างรับลมเย็น "ความสงบสุขที่แท้จริงกลับคืนมาแล้ว... นับจากนี้ไป ศาลเทียนเป่ยคงไร้คดีค้างคาไปอีกนาน ข้าจักได้นอนยาวๆ สัก 3 เดือนให้หนำใจ โดยไร้ผู้ใดกล้ามาเคาะประตูรบกวน..."
ทว่า... กฎแห่งกรรมของคนขี้เกียจ มักทำงานเร็วกว่าความยุติธรรมเสมอ!
ครืนนนนน!
แผ่นดินพลันสั่นสะเทือน! มิใช่แผ่นดินไหว ทว่าคือเสียงฝีเท้านับ 100000 คู่ กำลังวิ่งตะบึงตรงมายังจวนพักรับรอง!
"เกิดอันใดขึ้น!?" ลู่ชิงชะงัก รอยยิ้มค้างเติ่ง บานประตูจวนถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุด! อาฝูวิ่งหน้าตั้งกระหืดกระหอบเข้ามา ตามด้วยตุลาการสูงสุดแลผู้พิพากษารองหอบม้วนคัมภีร์ผังงานวิ่งหน้าบานเป็นจานเชิงเข้ามา!
"ท่านมหาเสนาบดี!! ปาฏิหาริย์บังเกิดแล้วขอรับ!!" ตุลาการสูงสุดคุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากด้วยความปีติยินดีขั้นสุด
"ปาฏิหาริย์อันใด! เหตุใดข้างนอกจึงเสียงดังหนวกหูเช่นนี้!" ลู่ชิงตะโกนถามด้วยความตื่นตระหนก
ผู้พิพากษารองรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนแทบขาดใจ "ข่าวเรื่องศาลเทียนเป่ยตัดสิน 10000 คดีเสร็จสิ้นในครึ่งวัน แพร่สะพัดออกไปราวไฟลามทุ่งขอรับ! ราษฎรทั่วทุกสารทิศต่างเลื่องลือถึงความรวดเร็ว เด็ดขาด แลไร้การทุจริตของท่าน! บัดนี้... มวลมหาประชาชนจาก 5 หัวเมืองข้างเคียง พากันเหมารถม้า เดินเท้า แลแห่แหนกันมาพังประตูศาลของพวกเราแล้วขอรับ!!"
เปรี้ยงงงง! สายฟ้าแห่งความซวยฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อมลู่ชิง!
"ละ... แล้วอย่างไร..." ลู่ชิงปากคอสั่น
"มวลชนต่างร่ำร้องขอความยุติธรรมจากตราชั่งสวรรค์ของท่านมหาเสนาบดี! พวกเขาแบกม้วนฎีกาค้างคาจากเมืองอื่น แห่มาฟ้องร้องยังเมืองเทียนเป่ยของพวกเราทั้งหมดเลยขอรับ!!"
ตุลาการสูงสุดชูคัมภีร์ผังงานขึ้นสูง "แลมิใช่เพียงเท่านั้นขอรับ! ข้าน้อยได้ให้เหล่าอาลักษณ์คัดลอกผังงานลูกศรของท่าน สถาปนาขึ้นเป็น 'ประมวลกฎหมายแพ่งแลอาญาฉบับสมบูรณ์' ประจำจักรวรรดิ! พร้อมส่งม้าเร็ว 800 ลี้ นำทูลเกล้าถวายองค์ฮ่องเต้ ณ เมืองหลวงแล้วขอรับ!!"
"ทะ... ทูลเกล้า..." ลู่ชิงเข่าอ่อน
ตุลาการสูงสุดชูมือขึ้นฟ้าอย่างภาคภูมิใจ "ท่านมหาปราชญ์! กระดานของท่านเยี่ยมยอดไร้เทียมทาน! บัดนี้ศาลเทียนเป่ยได้รับความไว้วางใจสูงสุด... ตอนนี้เรามีคดีจากต่างเมือง ถูกส่งเข้ามาเพิ่มอีก 50000 คดีถ้วนแล้วขอรับ!! แลหากฮ่องเต้ทรงโปรดปราน... คดีความทั้งแผ่นดินนับ 100000 คดี ย่อมถูกส่งตรงมาให้ท่านประทับตราแต่เพียงผู้เดียว!!"
"50000 คดี!!!"
ลู่ชิงเบิกตาถลน กรามค้าง สมองสุดยอดอัจฉริยะคนอู้พังทลายลงในเสี้ยววินาที
'50000 คดี!... ต่อให้ข้าใช้กระดานลูกศรตัดสินคดีละ 3 ลมหายใจ... ย่อมต้องใช้เวลาตัดสินติดต่อกันเป็นเดือนโดยมิได้หลับมิได้นอนอยู่ดี!! ไอ้พวกชาวบ้านว่างงาน! เมืองตนเองมีศาลเหตุใดไม่ฟ้อง! จะแห่ข้ามเมืองมาหาข้าทำไมมมม!!'
"ท่านมหาเสนาบดี!" ตุลาการสูงสุดยิ้มกว้าง "เชิญท่านไปนั่งบัลลังก์ศาล ตัดสิน 50000 คดีรวดเดียวให้แผ่นดินสะเทือนเลยขอรับ!"
"ข้า..." ลู่ชิงอ้าปากพะงาบๆ ดวงตาเหลือกขึ้นมองเพดาน "ข้าจะ..."
ตุ้บ!
ร่างสูงโปร่งมหาเสนาบดีผู้ประดิษฐ์นวัตกรรมพลิกโลก หงายหลังล้มตึงลงบนพื้นห้อง สลบเหมือดคาที่ไปอีกรอบ!
"นายท่านนนนนน!!" อาฝูกรีดร้องลั่นห้อง
ส่วนวิญญาณคนขี้เกียจ หลุดลอยทะลุหลังคาจวน ทะยานกลับขึ้นสู่อวกาศมืดมิดอีกครั้ง
'สวรรค์... ข้าเพียงอยากเคลียร์งานให้เสร็จเพื่อจะได้นอน... เหตุใด... วงจรอุบาทว์ยิ่งหนีงาน ยิ่งได้งานเพิ่ม 5 เท่า ถึงตามหลอกหลอนข้าไม่เลิกราเช่นนี้โว้ยยยยยยยย!!'
[จบตอน 36]