ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 41 : ก้าวแรกเพื่อต่อกรกับอำนาจที่มองไม่เห็น

    ตอนที่ 41 :ก้าวแรกเพื่อต่อกรกับอำนาจที่มองไม่เห็น

            หลังจากส่งหลินซูเหยาถึงบ้านเมื่อคืน ลู่ชิงเหอไม่ได้กลับไปพักทันที

            เขากลับไปยังห้องทำงานชั่วคราวที่ใช้ตรวจของกลางเอกสารจากกล่องที่ยึดได้ยังวางแยกเป็นสองชุดบนโต๊ะชุดหนึ่งเกี่ยวข้องกับคดีของกลางที่เขากำลังตามสืบส่วนอีกชุดเป็นเอกสารเก่าที่มีชื่อหลินจิ้นกั๋วปะปนอยู่ด้วย

            กระดาษสรุปแผ่นบนสุดมีชื่อหลินต้าจวงอยู่ใต้ข้อความว่า“พบชื่อในช่องผู้รับเงิน” ส่วนชื่อหวังชุนฮวาถูกจดไว้อีกบรรทัด พร้อมหมายเหตุว่า“ยังไม่มีเอกสารเชื่อมตรงกับคำว่า ‘ภรรยา’ ในบันทึก”

            เจ้าหน้าที่ซึ่งรับหน้าที่ตรวจเส้นทางเงินวางแฟ้มลง“เราจะเรียกหลินต้าจวงมาสอบเลยไหมครับ?”

            “ยังไม่เรียก”

            “เพราะหลักฐานยังไม่พอหรือครับ?”

            ลู่ชิงเหอมองเอกสารตรงหน้า “พอยืนยันได้ว่าเขาเคยรับเงินแต่ยังไม่พอจะรู้ว่าเขารับคำสั่งจากใคร หรือรู้เรื่องคนที่อยู่ข้างหลังมากแค่ไหน”

            เขาเลื่อนกระดาษอีกชุดเข้ามาใกล้

            “อีกอย่าง กล่องพวกนี้ไม่ได้ถูกพบเพราะเราไปตามเรื่องครอบครัวหลินเราพบมันระหว่างตามคดีของกลาง ถ้าเรียกหลินต้าจวงตอนนี้คนที่ติดต่ออยู่ข้างหลังเขาอาจรู้ทันทีว่าเราพบเอกสารแล้ว”

            เจ้าหน้าที่พยักหน้า “แล้วก็อาจตัดการติดต่อก่อนที่เราจะสาวไปถึง”

            “ใช่”

            ลู่ชิงเหอแตะปลายนิ้วลงข้างชื่อหวังชุนฮวา

            “ส่วนคนนี้ เรายังมีเพียงคำพูดที่น่าสงสัยซึ่งสหายหลินเล่าให้ฟังไม่มีเอกสารระบุว่าเธอคือคนที่ถูกเรียกว่า ‘ภรรยา’และยังไม่มีหลักฐานว่าเธอทำอะไรในวันเกิดเหตุ อย่าเพิ่งไปถาม”

            “ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรกับสองคนนี้ครับ?”

            ลู่ชิงเหอดึงแผนที่หมู่บ้านเข้ามาใกล้ก่อนชี้ทางเข้าออกบริเวณบ้านหลินต้าจวง

            “ให้คนเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ จดว่าใครมาหา ใครออกไปพบคนนอกหมู่บ้านมีจดหมายหรือของถูกส่งไปทางไหนบ้าง อย่าเข้าใกล้ อย่าถามชาวบ้านและอย่าให้พวกเขารู้ตัว”

            “ถ้าหลินต้าจวงพยายามหนี หรือมีท่าทีจะทำลายหลักฐานล่ะครับ?”

            “ถ้ามีเหตุชัดเจนค่อยควบคุมตัว” ลู่ชิงเหอตอบ “การยังไม่จับไม่ได้แปลว่าปล่อย”

            เจ้าหน้าที่จดคำสั่งลงในสมุด ก่อนถามต่อ “แล้วสหายหลินล่ะครับ?เอกสารระบุว่าครอบครัวเธอเคยถูกจับตา”

            “บ้านเธออยู่ใกล้เส้นทางที่เราตรวจอยู่แล้ว ให้ตรวจเส้นทางตามเดิมไม่ต้องเพิ่มคนเดินตามตัวเธอ ถ้ามีหลินต้าจวง หวังชุนฮวาหรือคนแปลกหน้าเข้าใกล้ผิดปกติ ค่อยรายงาน”

            เจ้าหน้าที่รับคำโดยไม่ถามต่อ

            ลู่ชิงเหอปิดแฟ้มลงตอนนี้เขาไม่ได้ต้องการคำสารภาพจากหลินต้าจวงเท่ากับต้องการเห็นว่าเมื่อคิดว่าทุกอย่างยังเงียบ อีกฝ่ายจะติดต่อใครต่อไป

            ...

            เช้าวันรุ่งขึ้นหลินซูเหยานั่งอยู่ที่โต๊ะของพ่อพร้อมถุงเงินและสมุดบัญชีเล่มเล็ก

            เมื่อคืนเธอตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับชีวิตที่ต้องการสร้างวันนี้สิ่งแรกที่ต้องเลือกให้ชัดคือจะเริ่มจากอะไร

            คำตอบของเธอคือทุนของตัวเอง

            เธอยังไม่จำเป็นต้องรีบไปปักกิ่งและยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพ่อแม่เป็นใครแต่ไม่ว่าจะต้องเดินทาง ย้ายออกจากหนานซาน รักษาตัวหรือจ้างคนที่ไว้ใจให้ช่วยทำงาน ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน

            เงินไม่ได้ทำให้ภัยที่อาจยังตามเธออยู่หายไปและไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ได้

            แต่มันทำให้เธอมีทางเลือกมากขึ้นในวันที่จำเป็นต้องตัดสินใจ

            หลินซูเหยาเปิดถุงผ้าแล้วนับเงินที่มีอยู่ รายได้ในตอนนี้พอให้กินอิ่มขึ้นซ่อมบ้าน และใช้ชีวิตในหนานซานได้ดีขึ้นทีละน้อยแต่ยังไม่มากพอสำหรับชีวิตที่เธอต้องการสร้าง

            ดังนั้นก้าวแรกจึงไม่ใช่การออกตามหาศัตรู

            แต่เป็นการสร้างทุนส่วนตัวที่เธอควบคุมได้เอง

            ทุนนี้ต้องแยกจากรายได้ที่เธอได้รับจากงานหมู่บ้านอย่างชัดเจนและไม่ทำให้ใครต้องรับความเสี่ยงจากสินค้าที่เธออธิบายที่มาไม่ได้

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลินซูเหยาก็รู้ว่าจะเริ่มตรวจจากอะไร

            ...

            คืนนั้น หลังตรวจประตูกับหน้าต่างเรียบร้อยหลินซูเหยาจึงเข้าไปในห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

            เธอตรงไปยังเคาน์เตอร์สำนักงานแล้วเปิดสมุดที่ใช้จดสิ่งที่สังเกตเกี่ยวกับห้าง

            ตั้งแต่เริ่มใช้ห้างหลินซูเหยาไม่เคยคิดว่าของบนชั้นจะมีให้หยิบได้ไม่รู้จบ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทุกครั้งที่นำของบางอย่างออกไปใช้ เธอจึงจดวันที่ตามโลกภายนอกกับจำนวนที่เหลือไว้แล้วกลับมาตรวจชั้นเดิมเป็นระยะ

            ในสมุดมีรอยขีดของการทดลองอยู่หลายครั้งของใช้พื้นฐานบางรายการที่ถูกหยิบออกไปจะกลับมาเต็มจำนวนหลังผ่านไปเจ็ดวันในโลกภายนอกขณะที่สินค้าอีกบางรายการยังคงเหลือเท่าเดิมแม้เวลาผ่านไปแล้ว

            เธอทดลองซ้ำกับของหลายชนิดก่อนยอมเขียนข้อสรุปลงไป

            ของพื้นฐานที่ทดสอบแล้ว: กลับมาเต็มหลังเจ็ดวันของโลกภายนอก

            ของที่ไม่กลับมาเต็ม: ถือเป็นของจำกัด ไม่นำมาขาย

            กฎนี้ยังใช้ไม่ได้กับสินค้าทุกอย่างในห้างแต่เพียงพอให้เธอแยกได้ว่าอะไรควรเก็บไว้ และอะไรพอจะนำมาทดลองขายได้อย่างระวัง

            หลินซูเหยาเดินผ่านชั้นอาหารและยาโดยไม่แตะต้องของเหล่านั้นยังเป็นหลักประกันชีวิตของเธอมากกว่าจะเป็นสินค้าสำหรับทำกำไร

            ของที่ดูทันสมัยเกินไปก็ตัดออกทันที

            สุดท้ายเธอหยุดที่ชั้นของใช้ประจำวัน

            สบู่เป็นหนึ่งในของที่เธอเคยหยิบใช้และเห็นว่ากลับมาเต็มตามรอบที่จดไว้

            หลินซูเหยาหยิบขึ้นมาหนึ่งก้อน แกะกระดาษที่มีตัวหนังสือสมัยใหม่ออกแล้ววางเทียบกับสบู่ที่ซื้อจากสหกรณ์

            สบู่จากห้างเนื้อแน่นกว่าเล็กน้อย มีกลิ่นหอมอ่อน ๆและเมื่อไม่มีหีบห่อก็ไม่ได้ดูแปลกตาจนเห็นได้ชัดว่าเป็นของจากอีกยุคหนึ่ง

            เธอจดคำถามลงในสมุดสามข้อ

            ใครจะเป็นคนรับซื้อ?

            จำนวนเท่าไรจึงไม่ดึงสายตา?

            และถ้าทำต่อจริง เธอจะทำอย่างไรโดยไม่ต้องออกหน้าเองทุกครั้ง?

            คำถามข้อสุดท้ายยังไม่มีคำตอบ

            แต่ก่อนคิดไกลกว่านั้น เธอต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่าของจากห้างเปลี่ยนเป็นเงินจริงได้หรือไม่ โดยไม่เปิดต้นทางของตัวเอง

            ...

            สองวันต่อมา หลินต้าจวงเปิดประตูบ้านตั้งแต่เช้าแล้วหยุดยืนตรงธรณีประตู

            สายตาของเขากวาดไปตามถนนทั้งสองด้านตามความเคยชิน

            ไม่มีทหาร

            ไม่มีเจ้าหน้าที่จากอำเภอ

            และตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็ไม่มีใครมาถามเรื่องกล่องที่เขาเคยยกออกจากบ้าน

            ตั้งแต่ส่งกระดาษเก่าปะปนออกไปกับของคืนนั้น หลินต้าจวงนอนไม่เต็มตาเขากลัวว่าหากมีใครเปิดเจอ คนแรกที่ถูกตามมาถึงบ้านจะเป็นเขา

            แต่ยิ่งเวลาผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความคิดอีกแบบก็เริ่มดังขึ้นแทน

            อย่างน้อยกระดาษพวกนั้นก็ไม่ได้อยู่ใต้หลังคาบ้านเขาอีกแล้ว

            หากมันสร้างปัญหาขึ้นจริง คนที่รับของต่อจากเขาคงจัดการไปแล้วหลินต้าจวงพยายามเชื่อเช่นนั้น

            หวังชุนฮวาเดินออกมาจากครัว เห็นสามียังมองถนนก็ขมวดคิ้ว

            “คุณมองอะไรตั้งแต่เช้า?”

            “ไม่ได้มองอะไร”

            “ไม่ได้มองแล้วทำไมช่วงสองสามวันนี้ พอมีใครเดินผ่านหน้าบ้านคุณต้องหันไปดูทุกครั้ง?”

            หลินต้าจวงหันกลับมามองภรรยาทันที “ฉันบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรอย่าถามมาก”

            หวังชุนฮวาเม้มปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ถามต่อ

            หลินต้าจวงเดินกลับเข้าบ้าน ความกลัวยังไม่หายไปทั้งหมดทว่าความเงียบที่ต่อเนื่องมาหลายวันทำให้เขาเริ่มหายใจคล่องขึ้น

            ถ้ามีใครพบกระดาษพวกนั้นจริงเขาคงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านได้ตามปกติอย่างนี้

            สิ่งที่หลินต้าจวงไม่รู้คือความเงียบที่ทำให้เขาเริ่มโล่งใจนั้นเกิดจากคำสั่งของลู่ชิงเหอเองเขาสั่งไว้ชัดเจนว่าอย่าเข้าใกล้ อย่าถาม และอย่าทำให้คนในบ้านรู้ตัว

            ...

            เช้าวันหยุดถัดมา หลินซูเหยาเข้าอำเภอพร้อมตะกร้าใบหนึ่ง

            ด้านบนเป็นด้าย ผักแห้งและของใช้ธรรมดาที่คนจากหมู่บ้านมักนำติดตัวเข้าเมืองส่วนสบู่ตัวอย่างถูกห่อผ้าไว้ด้านล่าง

            เธอไม่ได้รีบหาคนซื้อทันที

            หลินซูเหยาเดินผ่านตลาดหนึ่งรอบ แวะดูร้านสหกรณ์ ถามราคาของสองสามอย่างแล้วสังเกตว่าคนขนของกับพ่อค้ารายย่อยมักเข้าออกตรอกไหน

            หลังดูอยู่พักหนึ่ง เธอเห็นชายวัยกลางคนที่นั่งข้างแผงของแห้งของหน้าร้านมีไม่มาก แต่คนที่เข้าไปคุยกับเขาหลายคนกลับออกมาพร้อมห่อผ้าในมือ

            คนแถวนั้นเรียกเขาว่าเถ้าแก่เฉิง

            หลินซูเหยารอจนไม่มีคนยืนอยู่ใกล้ จึงเดินเข้าไป

            “เถ้าแก่เฉิงรับของใช้ไหมคะ?”

            ชายวัยกลางคนมองเธอหนึ่งครั้ง “ของใช้อะไร?”

            หลินซูเหยาเปิดผ้าคลุมตะกร้าเพียงมุมเดียวสบู่ก้อนธรรมดาปรากฏอยู่ด้านล่าง ไม่มีตรา ไม่มีตัวหนังสือและไม่มีสิ่งใดบอกว่ามาจากที่ไหน

            เถ้าแก่เฉิงไม่ได้หยิบทันที “เอามาขาย?”

            “วันนี้เอามาให้ดูก่อนค่ะ ถ้าคุณสนใจค่อยคุยเรื่องจำนวน”

            “มีแค่ก้อนเดียว?”

            “ถ้าของไม่ถูกใจคุณ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องหอบมามากกว่านี้นี่คะ”

            ชายวัยกลางคนมองเธออีกครั้ง ก่อนหยิบสบู่ขึ้นมาดมแล้วใช้นิ้วกดตรงขอบ

            “เนื้อแน่นดี” เขาพลิกดูอีกด้าน “เอามาจากไหน?”

            “ฉันไม่ถามว่าคุณจะขายต่อให้ใคร คุณก็ไม่ต้องถามว่าฉันรับมาจากไหนแบบนี้คุยกันง่ายกว่าค่ะ”

            เถ้าแก่เฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “พูดเหมือนคนทำมานาน”

            “ฉันแค่รู้ว่าเรื่องไหนไม่จำเป็นต้องถามค่ะ”

            “แล้วมีอีกไหม?”

            “มีค่ะ แต่ต้องดูก่อนว่าคุณให้ราคาเท่าไร และจะรับของอย่างไร”

            เถ้าแก่เฉิงวางสบู่ลงบนโต๊ะ “ถ้าคุณภาพเหมือนก้อนนี้ผมให้ก้อนละหนึ่งหยวนหนึ่งเหมา อีกสามวันเอามาสองโหล”

            หลินซูเหยาไม่ได้ตอบรับทันที “ตรวจของแล้วจ่ายตรงนั้นเลยหรือคะ?”

            “ใช่ ก้อนไหนไม่เหมือนตัวอย่างผมไม่รับ ที่เหลือจ่ายตามจำนวน”

            “ได้ค่ะ สองโหล ก้อนละหนึ่งหยวนหนึ่งเหมา ถ้าตรวจแล้วคุณภาพเหมือนตัวอย่างคุณรับทั้งหมดและจ่ายตรงนั้น”

            เถ้าแก่เฉิงเลิกคิ้ว “กลัวผมเปลี่ยนราคาหรือ?”

            “เราเพิ่งทำธุรกิจกันครั้งแรก คุยให้ชัดไว้ก่อนดีกว่าค่ะ”

            ชายวัยกลางคนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ตกลง”

            หลินซูเหยาคลุมตะกร้าตามเดิม แล้วหันจะออกจากร้าน

            เสียงของเถ้าแก่เฉิงดังตามหลังมา “สหายน้อย”

            เธอหยุดเดิน

            “ถ้าผมต้องการของแบบนี้ทุกครั้ง คุณหาให้ได้มากที่สุดเท่าไร?”

            หลินซูเหยาไม่ได้หันกลับทันที

            คำถามนั้นทำให้เธอระวังขึ้นเขาอาจเพียงอยากรู้ว่าเธอส่งของได้ต่อเนื่องแค่ไหนหรืออาจกำลังประเมินว่าต้นทางของเธอใหญ่เพียงใด ไม่ว่าอย่างไหนเธอก็ยังไม่มีเหตุผลต้องตอบ

            เธอจึงหันกลับไป “รอบแรกยังไม่ได้ส่งเลยค่ะถ้าสามวันข้างหน้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คุยกัน เราค่อยพูดเรื่องรอบต่อไป”

            เถ้าแก่เฉิงหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้ถามซ้ำ

            หลินซูเหยาเดินออกจากตรอกโดยไม่ใช้เส้นทางเดิมตอนขามา

            ในตะกร้ายังมีสบู่เพียงก้อนเดียวและในมือเธอยังไม่มีเงินเพิ่มขึ้นแม้แต่เหมาเดียว

            แต่ครั้งนี้ก้าวแรกไม่ได้อยู่เพียงในความคิดอีกแล้ว

            อีกสามวันเธอจะรู้ว่าเส้นทางนี้เปลี่ยนของจากห้างให้กลายเป็นทุนของเธอได้จริงหรือไม่

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว ที่คุณอ่าน