ม่าวกุ้ยพลิกชะตาอาถรรพณ์ มี e-book

    บทที่ 8 ปีศาจหรืออสูร?

            กองไฟเล็กๆ บรรยากาศรอบตัวมืดสนิทได้กลิ่นเผาไหม้ของกิ่งไม้แห้งๆ เวลาในตอนนี้คือยามโฉ่ว 01.00 – 02.59 น. ลู่หลินหลับๆ ตื่นๆ ข้างๆ ไฉ่หงนางกำลังหลับสบายอยู่ตอนนี้บางครั้งลู่หลินก็เผลอตัวหลับไม่รู้เรื่องด้วย ตอนนี้เขารู้สึกตัวตื่นตั้งใจจะถ่างตาอยู่ให้ถึงสว่างอีกไม่กี่ก้านธูปก็เช้าแล้ว
            เสียงลมกระชากมาวูบหนึ่งอยู่ๆ ก็มีร่างสีดำบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร? รู้แต่ว่าพุ่งเข้ามาปะทะกองไฟตรงหน้าลู่หลินประกายไฟแตกกระจายกระเด็นใส่ตัวลู่หลิน เขาหลบหน้าไปวูบหนึ่งสัญชาตญาณของเขาตอบสนองไวมากมือชักมีดที่พกติดตัวออกมาทันทีรีบลุกขึ้นยืน เขาไม่ทันคิดและเขาไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเป็นแค่สิ่งดำๆ รางๆ ลู่หลินยื่นแขนแทงด้วยมีดไม่แน่ใจแทงโดนอะไรไปบ้างหรือไม่แต่มีเสียงสวบๆ สองสามทีตอนนี้เขาได้กลิ่นสาบปะทะจมูกแรงมาก
    “ตื่นเร็ว !!!” เสียงเขาร้องเรียกไฉ่หงซ้ำๆ
            “หงหงระวัง!! ตื่นๆๆๆ!”

            ลู่หลินมองไปในก้อนสีดำเห็นแสงเล็กๆ เป็นจุดสีม่วงสองจุดเหมือนดวงตาของตัวอะไรสักอย่างแต่มิอาจอธิบายได้
            เขาไม่อยากจ้องมองมันนานนักเพราะเกรงจะต้องมนต์สะกดถึงยังไงก็ต้องป้องกันไว้ก่อน เขายังมีสติว่องไวอยู่เขาไม่กล้าละสายตาจากสิ่งนั้นแต่ก็ไม่จ้องสองตานั้นตรงๆ แม้แต่จะหันหน้ามาดูไฉ่หงเขาก็ไม่กล้ากลัวพลาดพลั้งให้เจ้าสิ่งนี้ได้แต่ส่งเสียงเรียกนางอยู่อย่างนั้น
            “ตื่นเร็วหงหง!!” ไฉ่หงลืมตาสะลึมสะลือ
            เนื่องจากนางพึ่งรู้สึกตัวมองอะไรไม่ชัดสักอย่างเห็นลู่หลินรางๆ เหมือนจะทำบางสิ่งอยู่หน้ากองไฟดูเหมือนกำลังเล่นเขี่ยไฟเป็นวง นางนึกในใจว่าเขาคิดนึกสนุกอะไร! บ้าไปแล้วทำไมไม่หลับไม่นอนเล่นเขี่ยประกายไฟให้นางดูอยู่นั่นแหละแต่พอขยี้ตาเพ่งมองอีกครั้งนางก็เห็นก้อนสีดำๆ พุ่งไปมารอบตัวลู่หลิน พอร่างกายของนางตื่นเต็มที่เห็นแสงสะท้อนโลหะไปมาจากที่มือของลู่หลินมันคือแสงสะท้อนจากมีดที่เขาพกมา ที่หลังมือของเขามีเลือดไหลลงมาถึงข้อมือ
            “ลู่หลินแย่แล้ว!!” ไฉ่หงอุทานออกมาด้วยความตกใจ
            ไฉ่หงไม่รู้ตัวว่าตัวเองลุกขึ้นยืนตอนไหน รู้แต่ว่าตอนนี้นางกำลังใช้ฝ่ามือขวาทับฝ่ามือซ้ายผลักส่งพลังไปที่ก้อนดำๆ แม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดออกมาจากมือของนางแต่คลื่นพลังจากไฉ่หงทำให้กองไฟดับสนิท
            “พรึบ!!” สิ่งนั้นหายไป
            “เหม็นมากกลิ่นตัวอะไรกันนี่?” ไฉ่หงทำจมูกฟุตฟิต
            ไฉ่หงบ่นพึมพำตกใจ ลู่หลินยังเกร็งคอกวาดตาจ้องมองไปในความมืด บัดนี้ทุกอย่างเงียบเชียบมากมือที่กำถือมีดของเขาสั่นเล็กน้อยไฉ่หงรีบเข้ามาจับมือที่เปื้อนเลือดของลู่หลินไว้
            “เจ้าบาดเจ็บ” นางมองบาดแผลที่มือของเขา
            ไฉ่หงรู้สึกถึงมือที่สั่นของเขาเล็กน้อยนางจับมือเขาไว้เบาๆ ทำให้มือนางเองก็เริ่มสั่นๆ ตามเขาด้วย ลู่หลินยังจ้องไปในความมืดรอบตัวอย่างระแวง ไฉ่หงมองหน้าเขาเห็นแววตาของเขาสั่นดูเคร่งเครียดอย่างชัดเจน
            ลู่หลินฉีกเสื้อเอาผ้ามาพันมือเอาไว้ชั่วคราว สองคนต่างไม่อยากพูดถึงเงาดำนั่นในตอนนี้
            “ใกล้สว่างแล้วเรารีบเดินออกจากป่าหญ้าไปจากตรงนี้กันก่อนดีกว่า” ลู่หลินตัดสินใจทันที ไฉ่หงเดินกลับไปหยิบห่อผ้าเตรียมเดินทางต่อ
            “แซ่กๆๆๆๆ!!!”
            เสียงปลายหญ้าดังสนั่นเงาดำพุ่งเข้ามาหาทั้งคู่อีกครั้งแต่คราวนี้พาร่างของไฉ่หงหายไปในความมืด ลู่หลินหันมองอย่างตกใจแต่ไม่ทันที่จะช่วยเหลืออะไรไฉ่หงก็หายไปอย่างรวดเร็ว ลู่หลินออกวิ่งตามไปทันที
            กลุ่มคนสิบคนนำโดยนายทหารหลิวเทาประจำเมืองจงหนานรับคำสั่งจากเจ้าเมืองให้ออกตามหาลูกสาวเจ้าเมืองสอบถามชาวบ้านสืบข่าวได้ความว่าพบเห็นแม่นางไฉ่หงแถวชายป่าตามรอยเดินเท้ามาถึงกลางป่าเข้าเขตลำธารดำ
            ออกตามหามาถึงกลางป่า แต่เดิมนั้นหลิวเทาเป็นเพื่อนเล่นไฉ่หงตั้งแต่เด็กนางเห็นเขาเป็นแค่เพื่อนถึงอย่างไรก็ตามหลิวเทาก็ยังชอบพอนางอยู่มาก ด้วยความเป็นห่วงเขาจึงอาสาออกตามหาไฉ่หงด้วยความเต็มใจ
            ทหารสิบคนแต่งกายรัดกุมพร้อมอาวุธเดินเท้าตามนายกองหลิวเทาข้ามเขามาสี่วัน
            “ข้างหน้ามีเสียงประหลาดขอรับท่าน” ทหารหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน
            “ตามข้ามา” หลิวเทาสั่งลูกน้องให้ติดตามเขาไปในมือกำดาบกระชับแน่นขึ้น หลิวเทาแหวกกอหญ้าสูงท่วมหัวได้ยินเสียงต่อสู้และเสียงประหลาดๆ แปลกๆ
            “แซ๊กก!!…” เบื้องหน้ามองเห็นหญิงสาวห่างไป 10 ก้าว
            นางกำลังต่อสู้กับเงาดำ หลิวเทาไม่แน่ใจว่าเงาดำมันคืออะไรแต่เขาจำหญิงสาวคนนี้ได้นางคือไฉ่หงแน่ๆ เขารีบกระโดดเข้าไปขวางระหว่างกลางทันที เมื่อเข้าใกล้มันเขาได้กลิ่นเจ้าสิ่งนั้นมันแย่มากจนเขาต้องเบือนหน้าหลบเป็นพักๆ เขาเงื้อมมือกลั้นใจตวัดดาบฟาดใส่สิ่งนั้นโดยไม่ลังเลหรือถามไถ่อะไร ระหว่างนั้นทหารที่ติดตามมาก็เข้าสู้ฟาดฟันด้วยแต่เพียงพริบตาเดียวจากสิบคนตายไปหกคน สายตาของเขามองจับจ้องแต่วัตถุสีดำนั่นไม่วางตาพยายามเพ่งมองว่ามันคืออะไรแต่ก็เห็นเพียงสีม่วงสองจุดสะท้อนกลับมา ดูเหมือนเป็นแววตาปีศาจไม่นานเท่าไหร่เหมือนเขาจะชะงักงันไปชั่วครู่
            “ทำไมข้าไม่ขยับตัวเลยล่ะ” หลิวเทาคิดในใจหางตา เหลือบมองไฉ่หงอยากจะพูดจะถามนางว่าบาดเจ็บไหมก็ยังทำไม่ได้ ทหารอีกสี่คนได้แต่พยายามสู้อย่างระวัง
            ไฉ่หงหลังจากที่พลาดพลั้งถูกเงาดำพาตัวมาจากลู่หลิน ตลอดทางที่ถูกลากมานางก็พยายามขัดขืนต่อสู้มาตลอดทาง สร้อยคอดาวของนางแกว่งเกือบจะตีใบหน้ามาตลอดทาง เสื้อผ้าเลอะไปบ้างขาดบ้างนิดหน่อยโดนใบหญ้าข่วนคันๆ แต่นางมีพลังหุ้มกายทำให้นางไม่เป็นอะไรมากแค่เกือบจะเสียหลักเสียทีให้เจ้าปีศาจนั่น ดีที่หลิวเทามาขวางไว้ได้ทันแต่นางก็ไม่อาจหนีหรือเอาชนะเจ้าสิ่งนี้ได้หากต่อสู้ไปทั้งคืนคงต้องยกชัยชนะให้มันเป็นแน่
            “เจ้ามาได้อย่างไรหลิวเทา?” ถามเท่าไหร่หลิวเทาก็ไม่ตอบดูเหมือนเขาจะตกใต้อำนาจสะกดของปีศาจเลยพูดไม่ได้ชั่วคราว
            หลิวเทาพยายามขยับดาบ บังเอิญผิวโลหะของดาบทำให้เกิดเงาสะท้อนแสงพระจันทร์ส่องตรงไปที่สร้อยรูปดาวที่ไฉ่หงสวมใส่ไว้ เกิดเป็นแสงสีขาวประกายแฉกออกมาสว่างในความมืดทั่วบริเวณไม่มีใครรู้ว่ามันเกลียดแสงจากสร้อยดาวนั่นมันจึงหันมาโจมตีหลิวเทาแทน เงาดำตระหนกหวาดหวั่นได้เหมือนกันอยู่ๆ ก็เหมือนมีแขนเกิดขึ้นมาเสียงั้นเหยียดยาวง้างกรงเล็บไปหาไฉ่หง หลิวเทารีบเอาแขนป้องบังไม่ให้มันทำร้ายไฉ่หงได้แต่กลับทำให้ข่วนใส่หลังมือของหลิวเทาแทนแต่บาดแผลก็ไม่ได้ลึกนักวินาทีนี้หลิวเทาสลัดตัวหลุดออกมาได้ 
            “แซว๊กๆๆๆ !!!”
            เป็นเสียงที่แปลกประหลาดและขนแขนลุกซู่กลิ่นสาบแรงขึ้นมันยังเข้ามาทำร้ายเขาอีกครั้ง ตอนนี้หลิวเทาหงายล้มลงดาบของเขาค้ำขั้นกลางระหว่างตัวเขากับมัน
            “ไฉ่หงเจ้าหนีไป!!” เขาสู้แรงมันไม่ไหว
            “ไม่ต้องห่วงข้าข้าเอาตัวรอดได้” เขาตะโกนบอก
            หลิวเทาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปจึงบอกให้ไฉ่หงหนี ไฉ่หงเห็นดังนั้นก็เข้าใจไปเองว่าหลิวเทาน่าจะเอาตัวรอดได้ นางไม่รู้ว่าการที่หลิวเทาบอกให้นางหนีไปก่อนเพราะเขาคิดว่าสู้ไม่ไหวแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตมาหลิวเทามักจะวิ่งเล่นกับนางเวลาโดนคนรังแกหลิวเทามักให้นางทิ้งไปก่อนเสมอแต่เขาก็กลับมาหานางได้ทุกที