ตอนที่ 122 น้ำยาโชคดีที่ให้ผลตรงกันข้าม
โทมัสและจิม จากที่เคยจะอาลวาดให้เหมือนกับสัตว์ร้าย ไฉนเลยเมื่อได้ยินถึงคำพูดของไลท์ที่ รักและเอ็นดูพวกเขา ดุจน้องชาย
สัตว์ร้ายที่ว่านี้ ก็กลายเป็นดั่งลูกหมาเชื่องๆ ที่ไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป
“พวกนายสองคนไปอาละวาดร้านของมาร์คัสไปก็เท่านั้น หากมาร์คัสตั้งใจลอกเลียนข้าวไข่เจียวหรือข้าวผัดของฉันได้ ก็ถือว่าหมอนั้นมีฝีมือพอสมควร” ไลท์ไม่สนใจหรือโกรธที่มาร์คัส ตั้งใจขโมยเมนูของเขาไปเลยสักนิด
ข้าวไข่เจียว ข้าวผัด ทั้งสองเมนูนี้ถือเป็นอาหารทั่วๆ ไป ที่ขนาดเด็กอายุไม่กี่ขวบในโลกก่อนของเขา ก็สามารถทำกันได้
แต่กระนั้น แม้จะเป็นเมนูง่ายๆ ก็ไม่ใช่ว่าใครจะทำออกมาได้อร่อยไปเสียทุกคน ดั่งเช่นเมนูข้าวผัด ที่ขนาดเชฟในโลกก่อนของเขา ก็ยังต้องผ่านการฝึกฝน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลองผิดลองถูกกันหลายต่อหลายครั้ง จนมั่นใจที่จะนำเมนูข้าวผัดบรรจจุลงในเมนูประจำร้านของตนเองกันเลยทีเดียว
ทั้งนี้นอกเหนือจากการทำให้ข้าวผัดที่ทำได้ยากแล้ว ข้าวผัดยังจัดเป็นเมนูที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ที่จจำเป็นต้องใช้ข้าวให้เหมาะสมอีกด้วย
ดังนั้นเมนูข้าวผัดที่อร่อยและโดดเด่น จึงมักจะอยู่แต่ในเขตซีกโลก ตะวันออก หรือชาวเอเชียเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เมนูนี้ถือเป็นเอกลักษณ์และความยิ่งใหญ่ที่ชนชาวตะวันตก ได้แต่หวังจะลอกเลียนแต่ไม่มีวันทำสำเร็จ
เพราะขนาดเชฟเซเลปชื่อก้องโลกของชนชาวตะวันตกที่มีผู้ติดตามหลัก 10 ล้าน มียอดการรับชมวิธีการทำเกือบ 100 ล้านครั้ง ก็ยังโชว์ขายหน้า
ด้วยการเติมน้ำลงไปในข้าวผัด จนเซเลปฝั่งเอเชียถึงกับทนไม่ไหว ต้องร้องอุทานว่า ‘ไอหยา’ กันเลยทีเดียว
และด้วยศาสตร์การทำข้าวผัดขั้นสูงนี้เอง ไลท์ก็เชื่อว่ามาร์คัส ไม่มีวันที่จะทำให้เมนูข้าวผัดที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับเขาได้อย่างแน่นอน
ฉะนั้นเขาจึงไม่โกรธและไม่ถือสาเลย ที่อีกฝ่าย ได้ขโมยเมนูอาหารของเขาไป เพราะที่มาร์คัสขโมยไป มันขโมยไปได้แค่ชื่อเรียกเท่านั้น
ส่วนข้าวผัดที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ขอเพียงลูกค้าที่เคยมากินที่ร้านอาหารสามเวลาดูสักครั้ง ก็น่าจะรับรู้ได้แล้วว่า ข้าวผัด ของเขาคือต้นตำรับและข้าวผัดของใครคือของจริง
ส่วนเมนูข้าวไข่เจียวที่ทำได้ง่ายมากกว่า ไลท์นั้นมีเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า มาร์คัสน่าจะทำได้สำเร็จ จนไข่เจียวของมันออกมาอร่อย จนพอที่จจะเทียบเคียงกับข้าวไข่เจียวของเขาได้บ้างแล้ว เพราะไม่เช่นนั้น มาร์คัส คงไม่กล้าโอ้อวด และเขียนป้ายเสียใหญ่โตๆ เต็มหน้าร้านถึงขนาดนั้นกันหรอก
ทั้งนี้เมนูข้าวไข่เจียว ในตอนนี้แม้แต่ โทมัส จิมและเอลล่า ที่พึ่งหัดเริ่มการทำครัวโดยมีไลท์เป็นผู้สอน ก็สามารถที่จะทำออกมาได้อร่อยมากแล้วเช่นกัน
จึงไม่แปลกที่มาร์คัส ที่ถืออาชีพเป็นพ่อครัวมานานหลายสิบปี ก็น่าจะมีความสามารถมากพอที่จะทำมันได้
“ถึงเชฟจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่การที่หมอนั้น ขโมยชื่อเมนูของพวกเราไป...มันอาจทำให้ลูกค้าคนอื่นๆ เข้าใจผิดกันได้นะครับ?”
โทมัสและจิม เริ่มใจเย็นลงมากแล้ว แต่ทั้งสองคนก็อดเป็นห่วง เรื่องที่ชื่อของเมนูอาหาร ที่มาร์คัสได้ขโมยมันไป อาจทำให้ลูกค้าที่เข้ามากิน เข้าใจผิด
และปักใจเชื่อ ไปแล้วว่ารสชาติของอาหารเมนูจากร้านของมาร์คัส คือรสชาติที่ควรจะเป็น ซึ่งนั้นอาจทำให้ร้านอาหารสามเวลาที่ทำได้อร่อยมากกว่า พลอยเดือดร้อน
ดั่งเช่นทฤษฎี การจดจำและรับรู้รสในครั้งแรก และหลังจากนั้น ต่อมรับรสของเราจะจดจำว่าอาหารนั้นๆ ต้องมีรสชาติประมาณไหนนั่นเอง
ซึ่งเรื่องที่โทมัสและจิมเป็นกังวล ทางด้านของไลท์เองก็คิดเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขายังหาวิธีการรับมือกับเรื่องนี้ ยังไม่ได้
ทำได้ก็แต่สวดภาวนาขอให้ ลูกค้าที่เข้ามากินร้านของมาร์คัส อย่าไปจดจำกับรสชาติผิดๆ มาก็พอ
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ไลท์ โทมัสและจิม กำลังเฝ้าดูกลุ่มของร็อกและลูกค้าอีก 2-3 คน กำลังเดินเข้าไปสั่งอาหารที่ร้านของมาร์คัสนั่นเอง
ทางด้านไลท์ก็ได้เหลือบไปเห็น มาร์คัส เอื้อมมือไปหยิบ ขวดแก้วใสๆ ขนาดเล็ก ที่จดจำได้ในทันทีว่านั้นคือ ขวดน้ำยาโชคดี ที่ไลท์เคยดื่มจนหมดในเมื่อครั้งที่เผยแพร่ข่าวลวงนั่นเอง
แน่นอนในทันทีที่ไลท์พบเห็น เขาก็เอ่ยถามกับระบบในตัวเขา ผ่านจิตใต้สำนึกทันที
‘ระบบ...นั้นมันน้ำยาโชคดีของฉันใช่หรือไม่?!’
ไลท์ดูตกใจที่เห็น ขวดแก้วใสๆ ในมือของมาร์คัสพอสมควร
เพราะมันคือขวดน้ำยาที่เขาได้ทำหายไปและหาไม่เจอจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งสุดท้ายที่เขาให้มันไม่เจอก็เพราะมาร์คัสเป็นคนขโมยไปนั่นเอง
‘ใช่และไม่...ขวดน้ำยานั้นเคยเป็นน้ำยาโชคดีของเจ้าของร่างมาก่อน เพียงแต่ว่า เจ้าของร่างจดจำได้หรือไม่ว่า หากไม่ได้รับอนุญาตจากตัวท่าน สิ่งที่ได้รับมาจากระบบ จะไม่มีผู้ใดที่จะใช้งานได้’ เสียงจากระบบได้ดังก้องอยู่ในหัวของไลท์ พลางย้ำเตือนและอธิบายถึงสิ่งของที่ไลท์ ซื้อหามาจากระบบ ทวนให้กับเขาได้เข้าใจ
‘น้ำยาโชคดีขวดนั้นที่ชายผู้นั้น ขโมยมา จึงได้แปรเปลี่ยนจากความโชคดีให้กลายเป็นความโชคร้าย ที่ไม่อาจจะจินตนาการได้เลย’ น้ำเสียงของระบบ ถึงแม้จะเป็นน้ำเสียงที่ไร้ชีวิตชีวา แต่คำพูดประโยคหลังของเธอ ที่พูดถึงความโชคร้าย มันช่างดูลึกลับและน่ากลัว จนไลท์ที่ได้ยินอยู่ในหัวก็แทบจจะขนลุกขนพ่องขึ้นมาเลย
ไลท์คลายใจลงแล้ว เมื่อเห็นว่าขวดน้ำยาโชคดีที่อยู่ในมือของมาร์คัส ไม่ได้ให้ผลโชคดีกับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขา หรือคนที่เขาไม่ได้อนุญาต
ซึ่งการอนุญาตหรือให้สิทธิ์ในการใช้งานสินค้าจากร้านค้าในระบบ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้มงวดหรือยุ่งยากอะไรขนาดนั้น เพราะขอแค่คนนั้นได้ทำพันธสัญญาร่วมกันกับไลท์ ดั่งเช่นในตอนนี้ก็มี โทมัส จิม เอลล่า แอลและสองตายาย รวมไปถึงเจ้าโปริ่ง
ส่วนคาห์นและแมท แม้ในตอนนี้จะเข้ามาช่วยงานภายในร้านอาหารสามเวลาอย่างเต็มตัว แต่ด้วยความที่ทั้งสองคน ไม่ได้ทำงานในส่วนของงานภายในครัว ไลท์จึงไม่ได้ทำพันธสัญญาร่วมกันกับคนทั้งสอง
หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ คาห์นและแมท กำลังอยู่ในช่วงทดลองงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ อะไรทำนองนั้น
หลังจากไลท์ ไม่ต้องกังวลกับเรื่องของน้ำยาโชคดีที่มาร์คัส ขโมยไปแล้ว ระหว่างนั้นเขาก็ได้เห็น มาร์คัสที่หยิบขวดน้ำยาออกมา กำลังเทหยดน้ำยาที่เหลืออยู่ในขวด จำนวน 2-3 หยด ซึ่งมีกลิ่นหอมๆ อันชวนหลงใหล
1 หยดพรมลงที่ร้านอาหารที่เปิดใหม่ของตัวเอง หยดที่ 2 พรมใส่ร่างของตัวเองและหยดสุดท้าย ตามเสียงรบเร้าของผู้เป็นภรรยาอย่าง ยูริ ที่วันนี้แต่งตัวสวยและเย้ายวนมากเป็นพิเศษ ก็ได้รับการหยดน้ำหอมนี้ลงไป
มาร์คัส ยูริ ต่างสูดดมกลิ่นหอม เข้าไปเต็มปอดก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านของตนเองที่เปิดใหม่ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม โดยหารู้ไม่ว่า ความโชคร้ายกำลังจะมาเยือนตัวเองและร้านของมันเข้าให้แล้ว
ทั้งนี้การที่จู่ๆ มาร์คัสหยิบน้ำยาโชคดีที่ขโมยมาใช้งานในวันนี้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งคือความตั้งใจเดิมที่ตั้งใจเอาไว้อยู่แล้วของเจ้าตัว
แต่ตัวกระตุ้นจริงๆ ที่เป็นองค์ประกอบรวม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มันเป็นผลมาจาก น้ำยาโชคดีฝั่งของไลท์ ที่ตัวพ่อครัวหนุ่มได้ใช้ไปในช่วงที่กำลังสุ่มกาชาภายในระบบเมื่อคืนที่ผ่านมานั่นเอง
น้ำยาโชคดีมีอายุการใช้งานอยู่ประมาณ 1 วัน ซึ่งผลของน้ำยาโชคดีที่ไลท์ใช่ไป ก็พึ่งจะผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ไลท์ โทมัสและจิม เฝ้าดูร้านอาหารของมาร์คัสอยู่อีกสักพักหนึ่ง จวบจนกระทั่งผ่านไปกว่า 30 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะมีลูกค้าเข้ามาเพิ่มเติม แม้ยูริจะพยายามประกาศเรียกผู้คนอยู่นานสองนาน แต่ก็เหมือนว่าจะไม่มีลูกค้าคนใดที่ใคร่สนใจ ร้านเปิดใหม่แห่งนี้เลยสักคนเดียว
“เอาล่ะ กลับกันเถอะ...เดี๋ยวจะไปเปิดร้านในตอนเช้ากันไม่ทัน” ไลท์ดึงคอเสื้อของโทมัสและจิมให้ทั้งสองคนที่กำลังนั่งมองอย่างใจจดใจจ่อไปที่ร้านของมาร์คัส ให้ลุกขึ้น
ทั้งสองจึงได้แต่ก้มหน้าคอตก เพราะพวกเขายังอยากจะรู้ว่าร้านของมาร์คัสจะเป็นเช่นไร ต่อไปนั่นเอง
“โอเคๆ ถ้าอยากรู้กันมากถึงขนาดนั้น งั้นก็เอางี้ ฉันจะทิ้งร่างแยกของเจ้าโปริ่งเอาไว้ที่นี่ก็แล้วกัน...แล้วเดี๋ยวค่อยให้เจ้าโปริ่งเรียกตัว ร่างแยกนี้กลับมาตอนที่มาร์คัสปิดร้านตกลงไหม”
ได้ยินกันแบบนั้น โทมัสและจิมก็ตาลุกวาว พยักหน้าตกลงกันระรัว พลางวิ่งกลับไปยังรถม้าที่พวกเขาจอดไว้กันอย่างรวดเร็ว
“เจ้าโปริ่ง ฝากด้วยนะ” สิ้นเสียงของไลท์ เจ้าโปริ่งก็พลันแยกร่างของมันออกมา
ร่างแยกนั้นตรงเข้ามาสวมกอดไลท์เล็กน้อย ตามสัญชตญาณระหว่างสัตว์เลี้ยงและเจ้านายที่ผูกมัดด้วยความเท่าเทียม
“กลับไปถึงร้าน เดี๋ยวจะให้หมูปิ้งและข้าวเหนียวชุดใหญ่กับแกเลย” ไลท์ปล่อยมือจากร่างแยกของเจ้าโปริ่ง ที่กระโดดเด้งขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านฝั่งตรงข้ามกับร้านของมาร์คัส
และประจำตำแหน่งอยู่ด้านบนนั้นเพื่อเก็บภาพในมุมกว้าง ประหนึ่งกล้องวงจรปิด เฉกเช่นโปริ่งร่างแยกตัวอื่นๆ ของเจ้าโปริ่ง ที่ได้ฝังตัวอยู่ตามซอกลืบในร้านอาหารสามเวลา ตามคำสั่งของไลท์นั่นเอง
พวกเขาใช้เวลาเดินทางกลับกันมาเพียงไม่นาน ซึ่งในบริเวณเขตป่าดาราฉาย ในเช้าตรู่ของวันนี้ก็เริ่มมี นักผจญภัยและร้านรวงต่างๆ เริ่มที่จะตื่นกันขึ้นมาใช้ชีวิตกันแล้ว
โดยร้านอาหารต่างๆ เริ่มมีบางส่วนที่เริ่มตระเตรียมข้าวของสำหรับขายในตอนเช้ากันแล้ว และหนึ่งในร้านบริเวณนั้นก็มี ร้านกระทะทอง เปิดด้วยเช่นเดียวกัน
“ดูแล้ววันนี้ คงต้องเหนื่อยกันหน่อยแล้ว…แต่เอ๊ะ นั้นรถม้าของท่านไวทเคานต์นิค ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้ขับตรงมาทางนี้กันล่ะ?” พื้นถนนในเขตป่าดาราฉาย ไม่ได้กว้างหรือใหญ่โตอะไรมากนัก
เมื่อมีรถม้าที่มีขนาดใหญ่ขับสวนมา รถม้าคันเล็กๆ ของไลท์ที่ยืมมาจากแมท ก็ต้องหลบทางให้เป็นธรรมดา
เพียงแต่ว่าในระหว่างที่รถม้าทั้งสองคัน กำลังจะสวนผ่านไปนั่นเอง ไลท์ก็เผอิญพบเห็นกามินที่นั่งอยู่ด้านในของรถม้า โดยสีหน้าของกามิน ล้วนเต็มไปด้วยความโมโหที่อัดแน่น จนแทบจะระเบิดออก
แน่นอนว่า ทางด้านของกามินก็เห็น ไลท์เข้าพอดิบพอดีเช่นกัน ทันใดนั้น แม้ตัวรถม้าของไวทเคานต์นิคจะเป็นตู้โดยสารของคนชั้นสูง
แต่ทางด้านของกามินก็พลันกระโจนออกมา เกาะอยู่ตรงประตูกระจก พลางกรีดร้อง ด่าทอ สาปแช่งไลท์ด้วยความเดือดดาลอย่างถึงที่สุด
โดยจับใจความได้ดังต่อไปนี้
“แก ไอ้สาวเลรชั้นต่ำ แกบังอาจทำให้ ฉัน ต้องถูกไล่ออก!”
“หนี้แค้นในครั้งนี้ ฉันจะเอาคืนแกอย่างแน่นอน ไอ้ลูกหมา!”
เสียงตะโกนของกามินยังคงดังไล่หลัง รถม้าของไลท์จนหายลับสายตาไป
ทั้งนี้ ไลท์ ที่ถูกด่าทอและสาปแช่ง ก็เหมือนว่ากลับว่ากำลังเจอเหตุการณ์เดิม ซ้ำๆ อีกครั้ง
“โทมัส จิม หยุดเลย!” เป็นอีกครั้งที่ไลท์ต้องคอยห้าม เจ้าชายและองครักษ์ผู้เลือดร้อน ด้วยตัวคนเดียว
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy