อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 31 นักสู้โคเขาแหลม

    บทที่ 31 นักสู้โคเขาแหลม

     

    การฝึกฝนของซูหยวนที่มีต่อบิดายิ่งเข้มงวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชายวัยกลางคนได้รับบาดแผลกลับมาไม่เว้นแต่ละวัน ในขณะที่ซูหยวนยังคงรักษาความสะอาดของเสื้อผ้าตนเองเอาไว้ได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ เธอกลายเป็นคนที่เข็นซากขยะกลับมาให้บิดา จากที่ตอนแรกเขาพยายามจะช่วยลดภาระให้ลูกสาวมากที่สุด ทว่าเวลานี้...เพียงลากสังขารของตนเองกลับไปถึงบ้านก็นับว่าเก่งมากแล้ว

                

    ภาพของสองพ่อลูกที่กลับออกมาด้วยคนหนึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำ ในขณะที่อีกคนลากซากศพสัตว์กลายพันธุ์ออกมาเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยเสียแล้ว ซูหยวนมีเวลาไม่มากนักเพื่อช่วยให้บิดาของตนเองได้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่พื้นที่ล่าสัตว์กลายพันธุ์ อีกอย่าง...ปัญหาใหญ่ๆของเธอที่ทำให้เป็นห่วงบิดามากก็คือการที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการล่าโคเขาแหลมเหมือนกับเธอ ในขณะที่ไม่คุ้นเคยกับการล่าสัตว์กลายพันธุ์อย่างอื่นเลย

                

    ดังนั้นหลังจากที่ผ่านการฝึกซ้อมกันสองพ่อลูกไประยะหนึ่ง ซูหยวนก็เริ่มมองหากลุ่มนักล่าที่ไว้ใจได้ นักล่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักล่าวัยกลางคนที่รวมตัวกันล่าสัตว์กลายพันธุ์ทุกๆวัน พวกเขาไม่ได้ทำงานหนักเกินไป ทั้งยังไม่เอาตนเองไปเสี่ยงตาย อนึ่งเป็นเพราะพวกเขาเคยมีประสบการณ์สูญเสียพวกพ้องไปไม่น้อยแล้ว ดังนั้นจึงใช้ประสบการณ์นั้นให้เป็นประโยชน์ ทำให้ตนเองรอดตายมาได้หลายต่อหลายครั้ง

                

    แม้ว่าผลประกอบการของพวกเขาจะไม่ได้ดีมากนัก แต่ก็ไม่ได้แย่เลย นี่นับเป็นการทำรายได้ของคนระดับกลางในเขตชั้นนอกแล้วด้วยซ้ำ ความเป็นอยู่ของนักล่ากลุ่มนี้เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามีอาหารกินทุกวัน ทั้งยังสามารถซื้อน้ำเพิ่มเติมได้

                

    บิดาของซูหยวนเข้ากันได้ดีกับพวกเขา หลายคนชื่นชมซูหยวนให้เขาฟังด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะไม่ใช่เขาที่สนับสนุนลูกสาวจนประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ในฐานะบิดา...เขาย่อมยินดีที่มีคนชื่นชมลูกสาวของเขาเช่นนี้

                

    เมื่อซูหยวนติดตามดูการล่าของพวกเขาไประยะหนึ่งโดยที่ไม่ขอรับทรัพยากร เธอก็วางใจได้ พวกเขาแบ่งหน้าที่กันค่อนข้างดี ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญในการแกะรอยด้วย ประสบการณ์ทั้งหมดของพวกเขาทำให้สังเกตเห็นได้ก่อนว่าจะมีสัตว์กลายพันธุ์ปรากฏตัวขึ้นมาตรงไหนบ้าง อีกทั้งเมื่อเจอกับปัญหาที่จัดการไม่ได้ ซูหยวนชอบที่พวกเขาเลือกจะวิ่งหนีมากกว่าอวดเก่ง

                

    นอกจากนี้ การฝึกซ้อมของเธอและบิดาได้แสดงออกมาให้ผู้คนได้เห็นแล้ว เมื่อเจอกับโคเขาแหลมกลายพันธุ์...บิดาของซูหยวนแทบจะกลายเป็นเทพปีศาจไปในทันที เขาสามารถปิดฉากโคเขาแหลมได้อย่างง่ายดาย จนทำให้คนในกลุ่มชื่นชมเขา เมื่อเจอกับโคเขาแหลม...ทุกคนจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “อัน นักสู้โคเขาแหลม” ซึ่งสามารถจัดการโคเขาแหลมได้ด้วยตัวคนเดียว

                

    ดังนั้นต่อให้เขาไม่มีบทบาทในการจัดการสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆ แต่ความสามารถที่แสดงออกไปนี้ก็เพียงพอแล้ว

                

    หลังจากที่กลายเป็น “อัน นักสู้โคเขาแหลม” ชายวัยกลางคนก็เหมือนกับได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เขาไม่ได้ขี้ขลาดหรือเป็นคนที่ต้องการวิ่งหนีเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว ซูหยวนได้เห็นบิดาของตนเองมองหาความรู้ใหม่ๆในการจัดการสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆในเขต A ด้วย ซึ่งสัตว์เหล่านั้นไม่เคยถูกสอนโดยลูกสาว แต่เพื่อให้เขาสามารถกลายเป็น “อัน นักสู้สัตว์กลายพันธุ์เขต A” ชายวัยกลางคนที่เพิ่งเพิ่มความฝันอันยิ่งใหญ่ของตนเองก็พยายามพัฒนาแล้ว

                

    เมื่อซูหยวนไม่ต้องห่วงบิดาของตนเองมากเกินไป เธอก็สามารถฝึกฝนทักษะเล็กๆน้อยๆของตนเองได้ โดยที่เธอต้องการทำให้คุ้นชินให้เร็วก็คือทักษะการใช้ธนู แม้ว่าอาวุธที่ซูหยวนต้องการจะใช้ในอนาคตจะเป็นปืนพลังงานก็เถอะ แต่ปืนพลังงานระดับสูงเช่นนี้ไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้อย่างโจ่งแจ้ง ไม่อย่างนั้นอาจจะมีผู้ไม่หวังดีต้องการดูแลปืนพลังงานแทนเธอก็เป็นได้

                

    อีกอย่าง การฝึกฝนการยิงธนูก็ไม่ได้ทำให้ทักษะการใช้ปืนของเธอลดลง กลับกัน...เมื่อซูหยวนมีความสามารถในการเล็ง มีความแม่นยำ เธอจะใช้ธนูหรือปืนพลังงานก็มีค่าไม่ต่างกันมากนัก อีกอย่าง การใช้ธนูเพื่อโจมตีนั้นดูเหมือนจะยากยิ่งกว่าใช้ปืนพลังงานเสียอีก ติดแค่ว่าปืนพลังงานนั้นต้องมีพลังงานในร่างกายมาก ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับการถือเศษขยะเอาไว้ในมือ มีของล้ำค่าแต่ใช้การไม่ได้นั่นเอง

                

    แรกเริ่มหญิงสาวทำได้แค่ฝึกฝนในมิติฟาร์มอันซูหยวนผู้ร่ำรวยของตนเองเท่านั้น ข้อดีก็คือลูกศรในมิติจะไม่หายไป ซูหยวนใช้ความสามารถควบคุมมิติเพื่อดึงพวกมันกลับมาได้ ทว่า...ฝึกซ้อมก็เรื่องหนึ่ง การใช้ในการต่อสู้จริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

                

    เธอรู้สึกว่าความแม่นยำของตนเองเพิ่มก็จริง แต่ความแม่นยำนี้มีผลกับเป้านิ่งเท่านั้น ในการต่อสู้จริง....ไม่มีศัตรูที่ไหนที่จะยืนนิ่งรอให้เธอโจมตีหรอก ดังนั้นซูหยวนจำเป็นต้องคิดวิธีการฝึกฝนแบบใหม่ให้กับตนเอง 

                

    ถึงอย่างนั้นเวลาก็ไม่ได้คอยท่า ซูหยวนใช้เวลาไปกับการฝึกฝนให้บิดาของตนเองและฝึกการใช้ธนูเพิ่มความแม่นยำไปด้วย กลับพบว่าตอนนี้ใกล้จะได้เวลาลงทะเบียนเรียนในปีแรกแล้ว เนื่องจากรายชื่อของเธอถูกส่งให้กับสถาบันโดยกลุ่มนักล่าตระกูลจางไปแล้ว ดังนั้นจึงมีจดหมายจากเขตชั้นในมาส่งที่บ้านของหญิงสาว

                

    ซูหยวนได้รับรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมไปสถาบันเกือบหนึ่งหน้ากระดาษ เธอยังคิดว่าถ้าไม่ได้แต้มพิเศษ มีเพียงเงินสนับสนุนเดือนละ 20,000 เครดิต มันไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการซื้อของที่อยู่ในรายการเหล่านี้ด้วยซ้ำ ดีที่เธอไม่ขาดเหลือตอนนี้ก็คือเครดิต รายการสิ่งของเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอลำบากใจอะไร

                

    บิดาของซูหยวนไม่ได้รู้ว่าลูกสาวมีเงินมากเท่าไรในบัญชีของตนเอง ดังนั้นเมื่อรู้ว่าลูกสาวต้องซื้อของมากมาย เขาก็รีบนำเงินเก็บทั้งหมดจากการล่าสัตว์กลายพันธุ์ให้กับอีกฝ่าย รวมถึงมารดาของซูหยวนที่มอบเงินเดือนอันน้อยนิดของตนเองให้กับเธอด้วย ซูหยวนได้เห็นความเสียสละของบิดามารดาคู่นี้ ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันกับเธอ แต่ซูหยวนก็ตั้งใจจะดูแลทั้งสองคนให้ดีในอนาคต

                

    หญิงสาวไม่ได้รับเงินของทั้งสอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอได้รับเงินสนับสนุน 20,000 เครดิตจากกลุ่มนักล่าตระกูลจางแล้ว เมื่อผู้ปกครองทั้งสองได้ยินก็เบาใจ ลูกสาวมีเงินต่อเดือนถึง 20,000 เครดิต ในความคิดของพวกเขา...นี่เป็นจำนวนเงินที่มากโข โดยไม่รู้เลยว่าลูกสาวของพวกเขาจะต้องควักเงินจากกระเป๋าของตนเองมาเพิ่มด้วย ไม่อย่างนั้นคงจะเข้าสถาบันไม่ได้แล้ว

                

    อันซูหยวนไปที่ร้านคุณสวี่ บอกให้ชายชราช่วยดูแลบิดามารดาของเธอระหว่างที่ไม่อยู่นี้ด้วย การเข้าไปเรียนในสถาบันจะต้องเข้าพักที่นั่นด้วย ไม่สามารถเดินทางเข้าออกเหมือนกับสวนสนุกได้ ข้อดีสำหรับการอยู่หอพักก็คือการที่นักเรียนทุกคนจะได้รับอาหารอย่างเต็มที่ในสถาบันนั้น นี่ก็เพื่อบำรุงพวกเขาให้พร้อมสำหรับการเป็นนักล่าที่ดี 

     

    อีกอย่าง...สถาบันมีกฎมากมาย ทั้งยังมีงานที่มอบให้นักเรียนด้วย ถ้าพวกเขามุ่งแต่จะกลับบ้าน เช่นนั้นก็คงจะไม่สามารถทำภารกิจของสถาบันได้อย่างเต็มที่ และมันก็หมายความว่านักเรียนจะมีโอกาสในการเรียนจบน้อยลงกว่าเดิมอีก

                

    เจ้าของร้านสวี่นั้นใจดีกับซูหยวนมาก เมื่อทราบว่าเด็กสาวจะได้เข้าเรียนสถาบันชั้นในแล้วก็แสดงความยินดีจากใจจริง เขายังพูดอีกว่าจะส่งหลานสาวของตนเองไปที่สถาบันเมื่อถึงเวลา ตอนนั้นก็อยากให้ซูหยวนช่วยเป็นพี่เลี้ยงแนะนำสิ่งต่างๆให้ ก่อนที่จะโบกมือลา...เขายังมอบเงินให้ซูหยวนเป็นขวัญถุง 1,000 เครดิต นับเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยสำหรับคนที่ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน

                

    แม้ว่าบิดามารดาของซูหยวนจะไม่เห็นด้วยที่ชายชราจะมอบเงินมากขนาดนี้ แต่เจ้าของร้านสวี่กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขารู้ว่าเด็กสาวผู้นี้ไม่ได้บอกบิดามารดาของตนเองทั้งหมดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ถึงจะมีเงินสนับสนุน 20,000 เครดิต แต่ก็ไม่เพียงพอในการจ่ายค่าแรกเข้าเลย

                

    ดีที่ก่อนหน้านี้เด็กสาวขยันหมั่นเพียร สมควรจะมีเงินในกระเป๋าไม่น้อย ดังนั้นอีกฝ่ายไม่ปริปากพูดอะไร เขาก็ไม่เปิดโปงเรื่องนี้ ปล่อยให้สองสามีภรรยาคิดว่าลูกสาวจะไปอยู่อย่างสุขสบายด้วยเงิน 20,000 เครดิตอันน้อยนิดนั้นต่อไป

                

    ซูหยวนฝากฝังพ่อกับแม่ของตนเองไว้แล้ว เธอก็พร้อมที่จะออกเดินทางเสียที ทางสถาบันเปิดให้นักเรียนใหม่เข้าไปที่สถาบันก่อนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ใครจะมาเมื่อไรก็ได้ หรือถ้าอยากจะมาวันเปิดเรียนเลยก็ยังได้ ทว่าเด็กๆส่วนใหญ่แล้วจะมาถึงก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม และเลือกวิชาที่จะลงเรียนสำหรับปีแรก

                

    นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถเลือกห้องพักได้ก่อนหากมาล่วงหน้า ถ้ามาช้าเกินไปก็อาจจะต้องถูกส่งรายชื่อไปอยู่รวมกับพวกรุ่นพี่ที่มีเตียงว่าง หรือไปแทรกอยู่กับห้องอื่นๆ 

                

    ถ้าเป็นคนที่รู้จักกันดีในเขตชั้นในก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเป็นคนที่มาจากเขตชั้นนอกหรือเขตกลาง พวกเขาย่อมต้องเลือกห้องด้วยตนเองดีกว่า อย่างน้อยๆพวกเขาก็ยังสามารถเลือกห้องพักที่มีแต่นักเรียนจากเขตชั้นนอกหรือชั้นกลางได้ หากหลุดไปโผล่ห้องพักที่มีเด็กชั้นในเท่านั้น ชะตากรรมของพวกเขาหลังจากนี้คงจะไม่ราบรื่นนัก

                

    ซูหยวนรับรู้สถานการณ์เช่นนั้น เธอย่อมต้องไปเตรียมพร้อมในวันแรก หญิงสาวเข้าไปที่เขตชั้นในพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับการเรียน กระเป๋าใบใหญ่ของเธอทำให้ขนาดตัวของซูหยวนดูเล็กลงไปถนัดตา 

                

    ในความเป็นจริงแล้ว เด็กสาวอายุ 13-14 ปีไม่ค่อยเข้าสถาบันนัก ส่วนใหญ่แล้วจะรอจนกว่าอายุครบ 15 ปีเสียก่อนจึงจะส่งเข้ามาที่สถาบัน ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีโอกาส แต่เป็นเพราะหลังจากอายุ 15 ปี ผู้คนเชื่อว่าพลังของเด็กๆจะมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว นอกจากนี้....พวกตระกูลชั้นในมีวิธีในการฝึกฝนเป็นของตนเอง พวกเขาไม่รีบส่งเด็กๆเข้ามา แต่จะให้อยู่ตระกูลเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุดก่อน

                

    ครั้นเมื่อเข้าสถาบันในเวลาที่เหมาะสม พลังที่เหมาะสม ก็จะก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆในสถาบันได้ แถมยังฉกชิงโอกาสบางอย่างที่สถาบันจะมอบให้สำหรับความสำเร็จ “ครั้งแรก” ด้วย

                

    ดังนั้นเมื่อซูหยวนปรากฏตัวที่ด้านหน้าสถาบัน ร่างกายที่ค่อนข้างเล็กของเธอ ประกอบกับใบหน้าที่ยังเด็กอยู่ กลายเป็นที่น่าสนใจสำหรับคนอื่นๆในทันที

                

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบบัตรประจำตัวและมองดูเข็มกลัดของหญิงสาว เขารู้ว่าองค์กรนักล่าตระกูลจางนั้นเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีผู้คนมากมายที่แข็งแกร่งอยู่ในองค์กรนั้น องค์กรนักล่าตระกูลจางรับเอาเด็กๆจากสถาบันเข้าไปอยู่ในองค์กรหลายต่อหลายคนแล้ว เพียงแต่....นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าองค์กรนักล่าตระกูลจางส่งเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีมาที่สถาบัน

                

    สายตาของเขามองไปยังเด็กสาวด้วยความสนใจ อยากรู้ว่าเด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษเช่นไรที่ทำให้ตระกูลจางกล้าที่จะลงทุนกับเธอเช่นนี้

                

    ด้วยร่างกายขนาดเล็กและดูค่อนข้างแคระแกร็น เธอจะเป็นนักล่าที่แข็งแกร่งได้จริงๆน่ะหรือ?

     

    “นักเรียนมาใหม่ให้ไปที่อาคารลงทะเบียนก่อนได้เลย”

     

    เจ้าหน้าที่แนะนำ เขาชี้ไปยังอาคารขนาดใหญ่ที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ซูหยวนมองเห็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความงดงามของอัญมณีรอบทาง ถ้าเป็นในโลกเดิมของเธอ เพชรพลอยเหล่านี้จะต้องเป็นของมีค่า ผู้คนแทบจะน้ำลายไหลเมื่อเห็นพวกมัน ทว่า....ในเวลานี้ ของล้ำค่าพวกนั้นกลายเป็นเพียงหินประดับทางเท้าเท่านั้น ช่างเป็นอะไรที่แตกต่างเหลือเกิน

                

    ก็เหมือนกับพืชผักที่เธอเคยกินทิ้งกินขว้างเพราะรู้ว่าพวกมันจะไม่มีวันหมดไป ผักใบไหนที่มีรอยหนอนเจาะเล็กๆก็ถือว่ากินไม่ได้แล้ว ผักต้นไหนมีสีเขียวไม่สม่ำเสมอ เลือกได้ก็จะทิ้งพวกมันออกไปจากจาน....ทว่าที่โลกใบนี้ ผักสักต้นซูหยวนก็ยังไม่สามารถเห็นได้

                

    หากจะปลูกพวกมันยังต้องลงทุน 100,000 เครดิตเพื่อเช่าพื้นที่เพาะปลูก ยังไม่รวมอุปกรณ์ต่างๆในการทำเกษตรอีก ซูหยวนเคยตรวจสอบเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านั้น พวกมันไม่ได้ชั่งขายเป็นกรัมเหมือนกับที่เธอจำได้ แต่พวกมันขายเป็นเมล็ด ราคาหลายเครดิตต่อ 1 เมล็ดด้วยซ้ำ ไม่ว่ามันจะปลูกขึ้นหรือไม่....ต้นทุนต่อเมล็ดนี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นคนยากไร้ได้ในพริบตา

                

    หากไม่ใช่เพราะซูหยวนมีฟาร์มติดตัวมาด้วย เธอก็คงจะไม่สามารถเห็นใบสีเขียวของผักอีกทั้งชีวิต คงจะมีสีเขียวจากพวกพืชกลายพันธุ์ที่กินเข้าไปไม่ระวังทำให้ตายได้ทันทีพวกนั้น....

                

    ร่างกายขนาดเล็กของซูหยวนกับของมากมายบนหลังทำให้เธอกลายเป็นที่สนใจมาก เหล่านักเรียนใหม่หลายคนเริ่มมาที่นี่เนื่องจากเป็นวันแรกของการเปิดให้นักเรียนใหม่เข้ามาทำเรื่องลงทะเบียน ซูหยวนย่อมมองเห็นว่าที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนของตนเองระหว่างทาง รวมถึงพวกเขาก็ได้เห็นซูหยวนเช่นกัน

                

    หลายคนเป็นคนจากเขตชั้นในอยู่แล้ว พวกเขามีอุปกรณ์มากมายที่จะช่วยทุ่นแรง แม้ว่าซูหยวนจะสามารถนำรถเข็นมาที่นี่ได้ แต่เธอที่มีพลังงานในร่างกายมาก น้ำหนักที่แบกมานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถือช้อนกินข้าว

                

    นักเรียนจากเขตชั้นนอกไม่ปรากฏให้เห็นเลยตั้งแต่ที่เดินเข้ามา ซูหยวนเห็นนักเรียนที่มาจากเขตชั้นกลางเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น สัญลักษณ์ของผู้มาจากเขตชั้นนอกของซูหยวนจึงค่อนข้างโดดเด่น นักเรียนมากมายจากเขตชั้นในแสดงท่าทางรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน กระนั้นซูหยวนก็ไม่ได้สนใจ ตราบเท่าที่ไม่มีใครมาสร้างความวุ่นวายให้เธอ เช่นนั้นก็ต่างคนต่างอยู่กันไปดีที่สุด...

     

    “สวัสดีค่ะ ฉันเป็นนักเรียนใหม่ ขอลงทะเบียนเรียนค่ะ” อันซูหยวนหยุดลงที่หน้าของเจ้าหน้าที่สาว อีกฝ่ายปรายตามองซูหยวนครั้งหนึ่งก่อนจะก้มหน้าจัดการเอกสารตรงหน้าของตนเองต่อ

                

    ซูหยวนไม่ได้รีบร้อน ปล่อยให้คนทำงานของตนเองและยืนรออยู่อย่างนั้น เงาร่างเล็กและของด้านหลังบดบังวิสัยทัศน์จนพนักงานสาวต้องเงยหน้าขึ้นมามอง จากเดิมทีคิดจะปล่อยให้เด็กคนนี้ยืนรอโง่ๆเช่นนั้น เวลานี้กลับต้องเอ่ยปากพูด

     

    “ไปหาที่รอก่อน ฉันต้องจัดการเอกสารของผู้ที่มาลงทะเบียนก่อนหน้า”

     

    “เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนรับคำอย่างว่าง่ายและเดินออกมาทันทีท่ามกลางเสียงหัวเราะของนักเรียนคนอื่นๆ

                

    เธอไม่ได้สนใจท่าทางเช่นนั้น หากไม่ใช่ว่ามีนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาเดินไปติดต่อพนักงานสาวคนเดิมคนเดียวกับที่ไล่ซูหยวนออกมารอข้างนอก

     

    “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อว่าจูหลิวหลี่ ต้องการลงทะเบียนเรียน ไม่ทราบว่าลงทะเบียนตรงนี้ถูกต้องหรือไม่?” หญิงสาวที่อายุประมาณ 15-16 ปีเอ่ยขึ้น ใบหน้าของเธอเชิดขึ้นเล็กน้อย บวกกับลำคอระหงที่ตั้งตรงสง่า การแสดงออกที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่นนี้ย่อมได้รับคำชมไม่น้อยเลย

                

    ซูหยวนคล้ายกับรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยในขณะที่ได้เห็นการแสดงออกอันเต็มไปด้วยท่าทางประจบประแจงของเจ้าหน้าที่สาว....

     

    …………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน