โรงอาหารตั้งอยู่ชั้นใต้ดินที่B5 ของบริษัทผมไม่รู้สาเหตุว่าทำไมต้องตั้งลึกจากผิวดินขนาดนี้ตอนแรกจินตนาการภาพไว้ว่าจะต้องมีสายพานที่ส่งให้อาหารไหลมาเสิร์ฟถึงที่ปรากฏว่าภาพตรงหน้ากลับเหมือนโรงอาหารทั่ว ๆไปแค่สั่งอาหารบนโต๊ะแล้วต้องเดินไปรับเองจุดต่างอีกจุดคือแทนที่จะมีหลายร้านให้เลือกกลับมีจุดขายแค่จุดเดียวขนาดใหญ่ซึ่งมีพนักงาน สามถึงสี่คนกับหุ่นยนต์เดินขวักไขว่ในอาณาบริเวณนั้นจุดที่มารับอาหารแบ่งเป็นห้าจุดย่อย เพื่อความรวดเร็วเหมือนจุดบริการของธนาคาร
ผมดูเมนูอาหารบนโต๊ะต้องเข้าไปเลือกร้านที่จะทำก่อน ซึ่งแต่ละเมนูก็จะระบุว่าใช้เครื่องทำอาหารบางเมนูก็ระบุว่าใช้คนทำซึ่งจะมีราคาสูงกว่าแต่สามารถไปคุยรายละเอียดกับเชฟได้ว่าต้องการแบบไหนแน่นอนว่าผมเลือกอาหารราคาถูกจากเครื่องทำอาหาร กดสั่งตามรูปที่น่ากินโดยไม่สนใจชื่อเมื่อใช้เอ็มการ์ดสแกนผ่านจอบนโต๊ะแล้ว มันแจ้งว่าให้รออีกห้าคิว
“เป็นไงบ้างเล่าให้ฟังหน่อยทำอะไรมาบ้าง” ธรณีถาม
“ก็เรียบร้อยดี”ผมจงใจข้ามช่วงสัมภาษณ์ไปเลย ขี้เกียจเล่าความตื่นเต้นนั้นเพราะธรณีเองก็คงไม่อินด้วย แถมไม่มีจุดที่สนใจเป็นพิเศษส่วนเรื่องอิสราผมอยากเก็บเป็นความลับส่วนตัวก่อนเลยเบนเข็มไปที่ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า สหาย ที่ทำงานดูแลเว็บไซต์ของสำนักข่าว ผมเล่าว่าสหายอาจสงสัยว่าผมไม่ใช่คนยุคนี้เพราะผมไม่รู้เรื่องมากเกินไป
“เราว่าท่านอาจจะตีความเกินจริงไปหน่อยสหายเขาเป็นคนชอบตั้งคำถามแบบนี้มานานแล้ว” ธรณีตอบเหมือนกำลังแก้ตัวให้ชายผู้นั้น
“นายรู้จักเขามาก่อนเหรอ”
“ใช่เราเคยเจอเขาที่เวทีดีเบต ที่เราขึ้นพูดตั้งแต่นั้นเราก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันเรื่องการเมืองบ่อย ๆพวกเรามีอุดมการณ์ตรงกัน” เพื่อนตอบ ผมเริ่มปะติดปะต่อได้เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนั้นผมแอบได้ยินสหายพูดชมธรณีต่อหน้าคนอื่นถ้าสหายเป็นนักกิจกรรมเหมือนธรณี ก็ไม่แปลกจะมีนิสัย ชอบสงสัยตั้งคำถาม ชอบเถียงชอบต่อต้าน ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานไม่เกี่ยวว่าจะเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา
เสียงกริ่งดังขึ้น แจ้งว่าอาหารได้แล้วผมจึงไปต่อแถวรับที่ช่องหมายเลขสาม ส่วนธรณีไปรับที่ช่องหมายเลขหนึ่ง ก่อนเอามานั่งที่โต๊ะผมประทับใจความรวดเร็วของคนที่นี่ แถมเป็นระเบียบ
“แล้วไมตรีล่ะ”ผมถาม ไมตรีก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่น่าจะสงสัยผม เพราะเผลอปล่อยไก่ไปเยอะเหมือนกันธรณีทำสีหน้าครุ่นคิด
“อืม...พอท่านพูดเราเพิ่งนึกได้ว่าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเขาเท่าไหร่ท่านก็รู้ว่าที่นี่เราไม่ค่อยสนใจว่าเป็นใครมาจากไหนไมตรีมาทำงานที่นี่ในตำแหน่งบรรณาธิการตั้งแต่แรก พอสองปีก็ทดแทนคนเก่าที่ทำอยู่ได้อย่างไม่มีข้อกังขาเรื่องความเก่งไม่ต้องพูดถึง จำเก่ง รอบรู้ ทำงานก็เร็ว แถมยังแม่นยำไม่ถึงปีก็ได้รับเลือกเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ”ผมเพิ่งเคยเห็นเพื่อนชื่นชมใครแบบจริงจังครั้งแรก
“เราว่าเขาประหลาดดูขึ้น ๆ ลง ๆ บางทีคุยอยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องเฉย หรือก็กลายเป็นเล่นมุขเฉยเห็นพูดมากแบบนี้เอาจริงก็ไม่เห็นเขามีเพื่อนสนิทนะ” ธรณีเล่าต่อผมค่อนข้างเห็นด้วยกับเขา สัมผัสได้ถึงนิสัยแปลก ๆ ของหัวหน้าแต่ในยุคนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ นี่ยังไม่นับเรื่องที่ผมได้ยินว่าไมตรีชอบหายไปทำธุระส่วนตัววันละสามครั้งครั้งละหนึ่งชั่วโมง เขาอ้างว่าเป็นความเชื่อส่วนตัวแต่มีข่าวลือว่าเขาเข้าร่วมลัทธิประหลาดบางอย่างอย่างไรก็ตามในเมื่อเขาทำงานได้ไม่ขาดตกบกพร่อง โดยใช้เวลาน้อยกว่าคนทั่วไปจึงไม่มีใครกล้าต่อว่า
“ทำไมทุกคนต้องมีภูมิหลังอะไรอย่างหนึ่งด้วยเหรอ”เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังของธรณีผมสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นชายศีรษะล้านยืนอยู่ตรงนั้น นี่คือการนินทาระยะเผาขนโดยแท้เพื่อนผมเองก็ผงะเมื่อหันไปเห็นเขาเช่นกัน
“ท่านเข้ามาได้ไงเนี่ย”ธรณีพูดน้ำเสียงดูตื่นตระหนกกว่าปกติ แสดงว่าเขาก็กลัวเป็นเหมือนกันผมทึ่งในทักษะการเคลื่อนไหวอันเงียบเชียบของหัวหน้า แม้จะมีร่างกายดูใหญ่โตกำยำผมไม่ได้สังเกตเลยว่าเขาเข้ามาด้านหลังเพื่อนตั้งแต่เมื่อไหร่หัวหน้ามานั่งร่วมวงเดียวกับพวกเรา
“ก็เดินเข้ามาสิเห็นไหม วันหลังจะนินทาใครอย่าลืมมองหน้ามองหลังก่อนนะ”ไมตรีปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะอย่างล้อเล่นตามเคย
“ไม่ต้องหรอกยังไงคำพูดเรามันก็เป็นแค่ความเห็นหนึ่งเท่านั้น จริงไม่จริงก็โต้แย้งมาได้”ธรณีเรียกความกล้ากลับมาแล้ว แต่ผมว่าผิดที่ผิดเวลาไปหน่อยผมอยากไหว้ขอโทษหัวหน้าและบอกว่าอย่าถือสาเขาเลย เพื่อนผมก็เป็นคนตรงๆมาแต่ไหนแต่ไร แต่ชายศีรษะล้านดูไม่คิดอะไรแต่แรก คงมีอุดมการณ์แบบเดียวกับธรณี
“ใช่เราอยู่ในโลกเสรี ทุกคนจะทำอะไรก็ได้ตอนที่ท่านพูดมาเมื่อกี้นี้เรายังคิดไปไกลเลยว่าทำไมคนเราต้องมีแรงขับจากภูมิหลังอะไรสักอย่างเลยเหรอ อยากทำก็ทำไม่ได้เหรอก็เหมือนกับตอนดูหนัง หลาย ๆเรื่องแต่ดันไม่ชอบพระเอกดันไปเชียร์ผู้ร้าย แล้วเห็นว่าคนโกงเป็นไอดอลไม่ได้เหรอ”ไมตรีบอก ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาพูดเรื่อยเปื่อยออกทะเลไปไกลแล้ว
“ก็ขึ้นกับว่าท่านยังเชื่อเรื่องเจตจำนงเสรีรึเปล่า”ธรณีบอก ยังอุตส่าห์จับจุดคำพูดหัวหน้าได้ เขาหันมาพูดกับผม
“เรานึกขึ้นได้ว่ามีสักสองสามคนในแผนกที่ท่านยังไม่ได้เจอ เขาไปทำงานข้างนอก”
“เออ...” ผมไอสองครั้งใส่มือที่ปิดปากอาจเป็นเพราะได้กลิ่นอาหารฉุน ๆ โชยมาสักที่
“พวกเขารู้จักงานเราไหม”ผมจะสื่อว่าถ้ารู้จักผมเดี๋ยวได้เจอกันก็รู้เอง
“ไม่รู้สิ ท่านทำหน้าที่ท่านไปเถอะเดี๋ยวเราจัดการเอง” ไมตรีตอบ ผมเดาว่าเขาคงจะใช้วิธีบางอย่างประกาศให้ทุกคนรู้เอง กลิ่นยังคงโชยมาต่อเนื่องทำเอาไมตรีกระแอมครั้งหนึ่ง
“ตอนบ่าย จะให้เราเริ่มทำงานเลยไหม”ผมถามหัวหน้า
“เดี๋ยวเราจะบอกท่านเองเจอเราที่ห้องตอนบ่ายโมง” ไมตรีตอบเรียบ ๆก่อนจะไปคุยเรื่องปรัชญาวิทยาศาสตร์กับธรณีต่อ ดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าการคุยเรื่องงานเสียอีก
เป็นบ้าอะไรเนี่ยทำไมไม่ยอมบอกมาเลย
ผมคิดในใจ เมื่อลองถามย้ำอีกครั้งก็ได้คำตอบมาเช่นเดิม ไมตรีฉีกยิ้มทว่าแววตากลับดูไร้ความเป็นมิตร
“วัฒนธรรมองค์กรบริษัทจะไม่คุยเรื่องงานในช่วงพักเข้าใจไหม ...ท่านน้องใหม่...บนโต๊ะกินข้าวเราจะคุยกันเรื่องที่สร้างสรรค์กว่านั้น จริงไหมท่านธรณี”
คำตอบของเขาทำผมนิ่งอึ้งด้วยความขุ่นเคืองระคนงุนงงได้แต่ก่นด่าในใจแทนที่จะเถียงต่อ ช่างเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ไร้สาระเสียจริงธรณีเองก็คงเห็นดีเห็นงามกับหัวหน้า จึงพยักหน้ารับหัวหน้าแล้วสนทนาเขาต่อ
พอนั่งสักพักกินอาหารเที่ยงส่วนของตนเสร็จ ผมก็ขอตัวออกมาก่อนเพราะรู้สึกว่าตนเองเริ่มโกรธกลัวจะทำเสียเรื่อง ทิ้งให้ธรณีกับไมตรีคุยกันต่อไปพวกเขาไม่ได้รั้งผมไว้แม้แต่น้อยต่างถกเถียงกันเรื่องปรัชญาต่อแต่กลายเป็นเรื่องการเมืองแทน
“เนี่ยนะพัก”ผมบ่นในใจขณะเดินออกมาห่างพอสมควรเรื่องอุดมการณ์ที่พวกเขาคุยกันเคร่งเครียดกว่าการอธิบายงานที่จะให้ผมทำเป็นไหน ๆโลกนี้มันผิดเพี้ยนไปหมด ผมมารู้ทีหลังว่าตนเองนี่แหละแปลกแยกเพราะคนยุคนี้หยิบยกเรื่องยาก ๆ อย่าง การเมือง ศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์มาคุยกันบนโต๊ะอาหารได้เป็นปกติ เผลอ ๆ มากกว่านินทาเรื่องชาวบ้านด้วยซ้ำเป็นส่วนหนึ่งชองชีวิตประจำวันผมนึกถึงภาพนักปราชญ์กรีกโบราณที่ถกเถียงกับลูกศิษย์ขณะย่างก้าวไปตามทางเดิน
ผมขึ้นลิฟท์มาสงบสติอารมณ์ในห้องทำงานส่วนตัวระหว่างรอผมแอบกดปุ่มเปลี่ยนกระจกด้านหลังเป็นแบบใสแต่ก็ไม่เห็นอะไรกระจกฝั่งอิสราตั้งไว้เป็นแบบทึบ ผมจึงสำรวจอุปกรณ์ต่าง ๆบนโต๊ะฆ่าเวลาอีกครั้ง ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรที่ประหลาดพิสดารเกินกว่าความเข้าใจของแทบทุกอย่างเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคของผมอยู่แล้วผมจึงรอเวลาให้หมดแล้วไปพบไมตรีที่ชั้นสี่ตามนัด
“ท่านโหลดแอปของบริษัทเรามาแล้วใช่ไหม”ไมตรีพูดเป็นประโยคแรกเมื่อผมไปถึงห้องเล็ก ๆของเขา ผมพยักหน้าโชคดีที่ฟังคำแนะนำธรณีตั้งแต่เมื่อคืนนี้ นอกจากจะใช้ดูเงินเดือนและดูข้อมูลอื่นๆ ของบริษัทได้แล้ว ตัวแอปซัมอินไซด์ยังสามารถใช้สื่อสารกันผ่านแชตห้องใหญ่หรือโทรคุยกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยรักษาความลับภายในบริษัทหัวหน้าบอกให้ผมกดเปิดเลือกแผนกการเมือง ผมหยิบมือถือเครื่องที่ได้จากธรณีมาทำตามผมกดปุ่ม ‘เข้าร่วมกลุ่ม’จากนั้นคิวอาร์โค้ด หน้าตาแปลก ๆที่เรียกว่าเอสเอ็นโค้ดปรากฏขึ้นเต็มจอ
“ทีนี้ยื่นมือถือของท่านมา”หัวหน้าสั่ง ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ มือถือผมแล้วกดปุ่มบนเครื่องเอวีเอสอีที่ติดครอบหูอยู่ คงสั่งให้อ่านสัญลักษณ์นั้นแสดงว่าเจ้าเครื่องนี้รุ่นชองหัวหน้าทำหน้าที่แทนมือถือได้แน่นอนว่าเครื่องดูเทอะทะมีขนาดใหญ่กว่าของธรณีมากเพียงอึดใจเดียวหน้าจอมือถือผมก็เข้าสู่กลุ่มที่ชื่อว่า แผนกการเมือง ซึ่งมีสมาชิก28 คนเป็นลักษณะเหมือนโปรแกรมแชตทั่วไปในยุคของผมเมื่อลองใช้นิ้วเลื่อนขึ้นดูข้อความก่อนหน้านี้ก็พบว่ามีการคุยโต้ตอบกันไปมาเป็นเรื่องงานในวันนี้และมีการส่งไฟล์ข้อมูล ส่งรูปภาพ ส่งวิดีโอได้ตามปกติ
“นี่คืองานของท่าน”หัวหน้าพูดแล้วจึงพูดสั่งให้เอไอช่วยส่งงานให้ ครู่เดียวก็มีไฟล์ปรากฏขึ้นมาห้าอัน ในแชตพร้อมทั้งมีชื่อผมถูกแท็กปรากฏขึ้นข้างๆ มันทำให้มือถือผมสั่นและส่งเสียงติ๊ด ๆ เป็นสัญญาณด้วย
“แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง” ผมถามพลางใช้นิ้วกดหน้าจอดูไฟล์นั้นไปด้วย แน่นอนว่าทุกคนในกลุ่มคงทำแบบเดียวกันได้ทีแรกผมจะถามว่าใช้คุยส่วนตัวไม่ได้เหรอ แต่กลัวว่าหัวหน้าจะสงสัยเพิ่มผมจึงเก็บคำถามไว้ในใจในตอนนั้นแต่มารู้ภายหลังว่านโยบายบริษัทไม่สนับสนุนการพูดคุยกันลับหลังไม่เปิดเผยถ้าจะแชตคุยกันสองคนก็สามารถใช้โปรแกรมอื่นทั่วไปได้อยู่แล้ว
“สรุปข่าวทั้งหมดนี่แล้วส่งให้เราพรุ่งนี้เช้า”เขาบอกว่าเมื่อส่งมาแล้วก็จะนำเข้าสู่กระบวนการต่อไปในกองบรรณาธิการอีกหลายขั้นนั่นคือการตรวจสอบต้นฉบับ รีไรต์[1] พิสูจน์อักษร เรียงลำดับ ฝ่ายศิลป์ก่อนจะเตรียมเผยแพร่แม้จะมีผู้ตรวจสอบซ้ำแต่ก็ควรส่งต้นฉบับให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดความผิดพลาดของข่าว
“ทำเสร็จต้องเอาไปให้ใครตรวจก่อนไหมครับ”
“ไม่ต้องอันที่จริงคณะกรรมการบริษัทให้อำนาจตั้งหัวหน้างานยิบย่อยได้นะท่านคงเห็นจากแผนกอื่นแล้ว แต่ในแผนกการเมืองกะเช้า เราจะเป็นคนมอบหมายงานและรับงานจากทุกคนเอง เพราะควรจะมีตัวกลางให้น้อยสุดการสื่อสารถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดจริงไหม ท่านมีอะไรก็พูดกับเราตรง ๆ”ไมตรีส่งแววตาเข้มงวดดุดันให้ผม ทำเอาขนลุก รู้สึกถึงอำนาจนิยมนิด ๆพริบตาเดียวเขาเปลี่ยนเป็นสีหน้าปกติ
“เข้าไปดูรูปแบบที่เคยทำไว้จากงานที่นิกรณ์เก่าๆ ที่ส่งมาได้เลย ข้อมูลในโปรแกรมจะลบไม่ได้ แต่จะย้ายเก็บไว้คลาวด์อัตโนมัติทุก ๆสามวัน”
“ถ้ากดส่งผิดก็ลบไม่ได้เหรอครับ”ผมแปลกใจ
“ใช่ไม่ต้องลบหรอก แค่กดทำเครื่องหมายข้อความเก่าด้วยสีแดงที่แปลว่า ส่งผิดก็พอถ้ามีปุ่มลบจะดูเจตนาไม่จริงใจ” ไมตรีบอก ทำเอาผมหน้านิ่วแปลว่าถ้าเผลอสะกดผิดกลายเป็นคำหยาบก็จะลบไม่ได้ ผมพอเข้าใจเหตุผลของหัวหน้า คล้ายๆ การปลอมแปลงเอกสารเพื่อเจตนาทุจริต แต่บางทีมันก็นำมาสู่ความร้าวฉานเกลียดชังได้การลบแล้วส่งใหม่เหมือนเป็นการคัดกรองให้คำพูดนุ่มนวลมากขึ้นมากกว่าแต่คนยุคนี้ต้องการอะไรที่จริงใจ โปร่งใสเท่านั้นสิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือต้องระวังให้มากในการส่งข้อความและยังต้องพิถีพิถันกับงานที่ส่งเพราะมันคือการประจานตัวเอง
ในไฟล์ของหัวหน้าจะมีลิสต์ของข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่น่าสนใจห้าอัน แต่ผมสะดุดตรงวันที่ที่ต่อท้ายหัวข้อ
“แต่นี่มันข่าวของเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่ครับ”ผมท้วง
“แน่นอนสิท่านคิดเหรอว่า จะให้เราไว้ใจท่านทำงานใหม่ นี่มันช่วงเดโมนะ” ไมตรีพูดเสียงดังแต่ดูไม่ได้โกรธ
“แต่...ครับ” ทีแรกผมจะถาม แต่เปลี่ยนใจ หัวหน้าดันจับสีหน้าผมได้
“ท่านมีอะไรก็ถามมาได้เลยเราไม่ว่าไม่โกรธอยู่แล้ว” ไมตรียิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดีผมไม่รู้ว่านั่นคือการเสแสร้งหรือไม่
“เราจะยังได้เงินอยู่ใช่ไหมครับ”ผมถามให้แน่ใจ เพราะรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ถ้าผมเอาแต่สรุปข่าวเก่าในช่วงทดลองงานก็ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้บริษัท
“เอาน่า”ไมตรีใช้มือซ้ายตบบ่าผมเบา ๆ “เขื่อเถอะ เดี๋ยวท่านก็ได้ทำเอง ไม่ต้องรีบทำผลงานให้ดีก็พอ”
ผมไม่มีอะไรจะถามอีกจึงเตรียมตัวกลับ แต่ไมตรีตะโกนตามหลังปิดท้าย
“อย่าลืมหยิบเอวีเอสอีของท่านมาใส่ด้วยล่ะ เดี๋ยวท่านได้เงินไม่ครบนะ”
[1]Re-writeหมายถึง การเขียนใหม่ หรือ การปรับปรุงแก้ไขข้อความที่เขียนไว้แล้วให้ดีขึ้น