บทที่ 76 ปะทะกัน
โรงงานร้างเขตเมืองฝั่งตะวันออก
ทรุดโทรม แห้งแล้ง…
พงหญ้ารกชัฏ
พอลงจากรถแท็กซี่มาได้ เย่จื่อเฉินก็มายืนอยู่หน้าประตูโรงงานร้าง พร้อมกดโทรหาเบอร์ที่ไม่มีชื่อนั้น
“ฉันถึงแล้ว พวกแกอยู่ที่ไหน?”
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาเร็วขนาดนี้ เข้ามาเลยเดี๋ยวถึงเวลานายก็เจอพวกฉันเอง”
แก๊ก…
เมื่อผลักประตูเหล็กที่ผุพัง เสียงเสียดหูก็บาดลึกเข้ามาในโสตประสาทกลิ่นเหม็นอับก็เข้ามาปะทะจมูก
แสงสว่างส่องลอดผ่านช่องประตูเข้าไปข้างใน…
ตรงบริเวณประตูทางเข้ามีผู้ชายผมยาวระเบิดหูเรียงเป็นแนวยาวคนหนึ่งนั่งอยู่ผู้ชายที่ใส่เสื้อแจ็กเกตมีหนามกางเกงหนังกำลังนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่อยู่ เมื่อเห็นเย่จื่อเฉินเขาก็โยนบุหรี่ลงกับพื้น
“มาแล้วเหรอ?”
“เพื่อนฉันอยู่ไหน?”
เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่น ชายหนุ่มตบมือส่งสัญญาณ ผู้ชายสองคนจึงหามไป๋อี่กับคังเผิงเดินออกมาจากมุมมืดของโรงงาน
ร่างของทั้งคู่เต็มไปด้วยเลือด คอตกหายใจรวยริน
กรอด
“ไอ้เวรเอ๊ย…”
แกรก
จังหวะที่เย่จื่อเฉินกำลังเงื้อหมัดขึ้นปลายกระบอกปืนดำขลับก็ได้ชี้มาทางเขา
“อย่าวู่วามแบบนั้นสิ ไม่อย่างนั้นแกจะเป็นอันตรายเอาได้นะ”
ชายหนุ่มกวักมือเรียกลูกน้องสองสามคนนั้น พวกมันจึงได้ยกปืนขึ้นทันที
“ปล่อยเพื่อนฉันไป คนที่พวกแกตามหามันคือฉัน”
เย่จื่อเฉินยังคงรักษาความนิ่งสงบเอาไว้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองผู้ชายคนนั้นเขม็งแต่ในใจกลับคอยสื่อสารกับหลิวฉิงอยู่ตลอดเวลา
ชายหนุ่มพอได้ฟังก็เลิกคิ้วขึ้น เขาหัวเราะเบาๆแล้วจุดบุหรี่ให้ตัวเอง ก่อนจะเป่าควันบุหรี่ใส่เย่จื่อเฉิน
“จะปล่อยเพื่อนแกไปก็ได้ แต่ก่อนอื่นฉันต้องได้เห็นแกตายก่อนคนอย่างฉันชินกับการที่ให้คนสั่งเสียก่อนจะตาย และแกก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
“ฉันอยากรู้ว่าใครจ้างแกมาฆ่าฉัน”
เย่จื่อเฉินจ้องมองผู้ชายคนนั้น แต่สายตาก็คอยสังเกตท่าทีของหลิวฉิงอยู่
“เรื่องนี้ต้องขอโทษด้วยนะ ที่พวกฉันบอกไม่ได้”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ
“แบบนี้นี่เอง…”
เย่จื่อประสานมือเข้าด้วยกัน ก่อนจะก้มหน้าลงทำทีเป็นยอมรับชะตากรรม
และในทันทีที่ชายหนุ่มลดความระมัดระวังลงเขาก็ยกกำปั้นขึ้นชกชายคนนั้นทันที
“ไปตายซะไอ้เวร”
หมัดที่แฝงไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยวทำเอาชายหนุ่มคนนั้นลอยเคว้งกลางอากาศก่อนกระแทกลงกับพื้นเต็มแรงพวกนักเลงที่อยู่รอบๆ ยกปืนขึ้นมาเล็งไปที่เย่จื่อเฉิน
แต่ว่า…
ปืนดันใช้การไม่ได้
“ใช้ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”
เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วมองนักเลงสองสามคนนั้น ก่อนจะยกเท้าขึ้นถีบ
“หลิวฉิง ทำได้เยี่ยมมาก”
หันไปยกนิ้วให้กับหลิวฉิงที่ลอยอยู่กลางอากาศ หลังจากที่เย่จื่อเฉินจัดการอันธพาลกลุ่มนั้นได้อยู่หมัดแล้วก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้ชายที่เห็นในตอนแรก
“แกรู้ไหม ว่าแกทำให้ฉันโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว?”
ปึก!
เย่จื่อเฉินยกเท้าขึ้นเหยียบลงบนแขนของอีกฝ่ายที่จับปืนเอาไว้เย่จื่อเฉินแย่งปืนมาจ่อไปที่ขมับของชายคนนั้น
“บอกมา ตกลงว่าใครใช้ให้แกทำแบบนี้!”
เย่จื่อเฉินแทบจะตวาดออกมาดังลั่น จะทำอะไรเขาก็ได้ แต่ไป๋อี่กับคังเผิงเป็นผู้บริสุทธิ์
พวกนี้เป็นแค่รูมเมทของเขาแต่พวกเขากลับต้องมารับเคราะห์ที่ไม่ได้ก่อแบบนี้
“บอกมา!”
เย่จื่อเฉินชกท้องผู้ชายคนนั้นเต็มแรงก่อนจะกดปืนลงกับหน้าผากชายหนุ่ม
“ถ้าไม่บอกฉันยิงแกแน่”
“เหอะ”
จู่ๆ ชายหนุ่มที่โดนเย่จื่อเฉินกดไว้กับพื้นก็แสยะยิ้มขึ้นมาเลือดไหลออกมาจากปาก ในตอนนั้นเองเขาก็พูดขึ้น
“ไอ้หนู ฉันมีอุดมการณ์นะฉันไม่สามารถเปิดเผยตัวตนของคนที่จ้างฉันได้ แกลั่นไกเถอะ”
“แกเชื่อไหมว่าฉันยิงแกได้จริงๆ”
“ฉันเชื่อ ยิงสิ”
ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ ราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจกับความเป็นความตาย
มือของเย่จื่อเฉินที่จับปืนอยู่ค่อยๆ สั่นขึ้นมา
เขาจะกล้าลั่นไกได้ยังไง
ทันใดนั้น ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเย่จื่อเฉินเขาโยนปืนลงบนพื้น ในตอนนั้นผู้ชายคนนี้ก็ได้ลืมตาขึ้นมา มุมปากเหยียดยิ้ม
“ทำไม ไม่กล้าเหรอ?”
“หึหึ…ให้แกตายง่ายๆมันก็เอาเปรียบแกเกินไปหน่อย”
ยกนิ้วชี้ข้างขวากดลงไปที่เอวของผู้ชายคนนั้นเต็มแรง
“ค่อยๆ สัมผัสมันไปช้าๆ พอถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจบอกฉันก็ได้”
เมื่อโยนผู้ชายคนนั้นไปไว้ด้านข้างแล้ว เย่จื่อเฉินก็วิ่งเข้าไปหาไป๋อี่กับคังเผิง
ไม่รู้ว่าก่อนที่เขาจะมาถึงสองคนนี้โดนทารุณอะไรไปแล้วบ้างทั่วใบหน้ามีแต่คราบเลือดเต็มไปหมด
“ไป๋อี่ คังเผิง!”
เย่จื่อเฉินเขย่าไล่ทั้งคู่อย่างแรงจนหัวสั่นหัวคลอน เนิ่นนานพวกเขาถึงได้ลืมตาขึ้นมาช้าๆ
“เย่จื่อ…”
“กินเข้าไป”
ล้วงเอายาวิเศษจากในวีแชทออกมาแบ่งเป็นสองชุดแล้วกรอกใส่ปากของไป๋อี่กับคังเผิงทันทีที่ยาวิเศษเข้าปาก สีหน้าของทั้งคู่ที่หายใจรวยรินก็ค่อยๆ ขึ้นสีเลือดฝาด
ในขณะเดียวกันผู้ชายที่จับไป๋อี่และคังเผิงมานั้น
ตั้งแต่ทีแรกมาจนถึงตอนนี้เขาไม่เคยเห็นเย่จื่อเฉินอยู่ในสายตาเลยต่อให้เขาจะเป็นฝ่ายเริ่ม ต่อให้เขาต้องอยู่ใกล้กับความตายขนาดไหนเขากลับไม่เคยกลัว
จนกระทั่งเย่จื่อเฉินกดนิ้วเข้าที่เอวของเขา
เขารู้สึกแค่เพียงว่าร่างกายของเขาเหมือนกับโดนควักออกไปบริเวณท้องน้อยก็เจ็บแปลบเหมือนกับโดนมีดกรีด
สักพักหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าร่างกายส่วนล่างของเขาค่อยๆสูญเสียความรู้สึก เมื่อเขาก้มมอง สิ่งที่เห็นกลับเป็นรอยเลือด…
“แกทำอะไรฉัน…”
ชายคนนั้นตะโกนขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวเย่จื่อเฉินจึงได้เดินเข้าไปย่อตัวลงตรงหน้าเขาแล้วหัวเราะเบาๆ
“คิดได้แล้วเหรอ? บอกฉันมาตกลงว่าใครให้แกทำแบบนี้!”
“ฉันบอกไม่…”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นแกก็สัมผัสมันไปช้าๆ ก็แล้วกัน!”
เย่จื่อเฉินไหวไหล่แล้วยืดตัวขึ้นยืน แต่แล้วจู่ๆ ผู้ชายคนนั้นก็เปิดปากพูดขึ้น
“ฉันบอกแล้ว…คุณชายฟู่สั่งให้พวกฉันทำแบบนี้เขาบอกว่านี่แค่เริ่มต้น เขาจะทำให้คนที่อยู่รอบตัวนายมีอันเป็นไปทุกคน”
ตุบ
กระทืบเท้าลงบนร่างของผู้ชายคนนั้นเต็มแรงตาของเย่จื่อเฉินเบิกกว้าง
“ฟู่เฉิงหมิง”
โทรแจ้งผู้การหลิวให้มาเก็บกวาดสนามรบพร้อมกับนำไป๋อี่และคังเผิงไปส่งโรงพยาบาล
เย่จื่อเฉินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงทางเดินนอกห้องผู้ป่วยดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยสีเลือดแดงก่ำ
ไม่ว่าก่อนหน้านี้ฟู่เฉิงหมิงจะเล่นสกปรกอะไรกับเขา เขารับได้หมดแต่ครั้งนี้มันถึงขีดจำกัดของเขาแล้วจริงๆ
เย่จื่อเฉินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะกรอกเสียงเข้มลงไปในสาย
“บอกพิกัดของฟู่เฉิงหมิงมา”
ภายในสโมสรธุรกิจไฮโซแห่งหนึ่ง
“บัดซบ เรื่องเล็กๆ แค่นี้ก็จัดการไม่ได้”
ทันทีที่วางสายโทรศัพท์ ใบหน้าของฟู่เฉิงหมิงก็บึ้งตึงทันที
“คุณชายฟู่…”
“ไปไปไป…ไสหัวไปให้หมด”
ฟู่เฉิงหมิงที่นั่งอยู่บนโซฟาหัวเสียขึ้นมาทันทีปัดเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะลงกับพื้นจนหมด
เด็กนั่งดริ๊งก์ในห้องพากันตกใจอยู่ไม่น้อย ก่อนวิ่งแตกตื่นออกไปนอกห้อง
“ไร้ประโยชน์กันทั้งนั้น”
เมื่อเด็กนั่งดริ๊งก์ออกไปกันหมดแล้วฟู่เฉิงหมิงก็ระบายอารมณ์โกรธอยู่ภายในห้องไม่หยุด แต่ทันใดนั้นประตูห้องกลับถูกคนถีบเข้ามาเต็มแรง
เย่จื่อเฉินยืนจังก้าอยู่หน้าประตูห้องเขามองฟู่เฉิงหมิงที่อยู่ในห้องด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
“คุณชายฟู่ หาเจอง่ายจริงๆ”
น้ำเสียงเยือกเย็นราวกับเสียงกระซิบของสัตว์ร้ายจากนรก ในตอนนี้อากาศที่เดิมทีร้อนอบอ้าวก็ได้เปลี่ยนเยือกเย็น
ฟู่เฉิงหมิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตกใจกลัว เขาอาศัยเงินในมือกับคนในการทำตัวกร่างอวดดี
โดยเฉพาะเมื่อเห็นสายตาเยือกเย็นคู่นั้นของเย่จื่อเฉินที่ยืนจ้องอยู่
“นายจะทำอะไร?”
“หึหึ…” เย่จื่อเฉินก็แสยะยิ้มขึ้นก่อนจะปิดประตูห้องเต็มแรง
“นายคิดว่าไงล่ะ?”