ตอนที่ 208 ข่าวใหญ่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก สตอมผู้ยิ่งใหญ่ต้องการจะหาเรื่องเฟิร์สวัน แต่บัดนี้ได้ถูกเฟิร์สวันผนึกความสามารถไปเสียแล้ว
นิวโฮปที่เฝ้าดูอยู่อย่างห่างๆ รีบเข้าไปช่วยเหลือสตอมในทันที
เนื่องจากตอนนี้สตอมเป็นแค่คนธรรมดาแล้ว เขาไม่มีความสามารถแม้แต่จะต่อสู้กับคนธรรมดาด้วยซ้ำ
สตอมกรีดร้องอย่างไม่ยอม เขาโวยวายอยู่อย่างนั้นจนคนของนิวโฮปเข้ามา
“เฟิร์สวันบอกว่าเขาจะถูกผนึกหนึ่งปีถ้าเขาสำนึกในสิ่งที่ทำ วันนี้ในปีข้างหน้าเขาจะกลายเป็นอิสระ พวกเราต้องปกป้องเขาไว้”
พนักงานนิวโฮปหลายคนรีบเข้าไปช่วยเหลือสตอม ก่อนที่จะมีผู้ไม่หวังดีดักทำร้ายเขา ไม่เช่นนั้นอันดับสิบเอ็ดของโลกคงสิ้นชื่อไปจริงๆ ในวันนี้
เฟิร์สกลับมายังบ้านของเขา เขายังมีท่าทีปกติเหมือนดังเริ่มแรก
“ลูกกลับมาแล้วหรอ?” นพนภาเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอกำลังนั่งลงบนโซฟาที่เดิม
“ครับ ผมสั่งสอนเขาไปเล็กน้อย หวังว่าเขาจะหลาบจำ” เฟิร์สกล่าวอย่างยิ้มๆ
“มันจะไม่รุนแรงเกินไปเหรอลูก การผนึกพลังของเขาอาจทำให้เขาโกรธมาขึ้นกว่าเดิม” คุณหมอสมคิดเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าเขาไม่หลาบจำแล้วล่ะครับ มันง่ายมากที่จะดัดสันดานให้กับเขา หากครบหนึ่งปีแล้วเขายังไม่สำนึกผมคงจะผนึกเขาไปเรื่อยๆ” เฟิร์สเอ่ย
“แล้วเขามีเบื้องหลังอะไรอีกรึเปล่า? พวกเขาจะมาแก้แค้นลูกไหม?”
“ผมไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาไม่กล้าที่จะมายุ่งกับผมอีก”
เฟิร์สมั่นใจว่าการกระทำของเขาในวันนี้ได้ข่มขวัญคนทั้งโลกแล้ว
แม้ความจริงแล้วการต่อสู้ของเขากับสตอมในวันนี้จะไม่ใช่การต่อสู้ที่ยุติธรรมนัก เพราะสตอมได้รับบาดเจ็บจากการฝ่าค่ายกลก่อนจะต่อสู้กับเขา ทำให้พลังรบของเขาแสดงออกมาได้อย่างไม่เต็มที่ ไม่อย่างนั้นหากเฟิร์สคิดจะเข้าใกล้ก็คงไม่ง่ายขนาดนี้
พลังของสตอมมีบางอย่างที่สามารถหลบเลี่ยงพลังอักขระของเขาได้ หากสตอมใจเย็นอีกสักนิดและต่อสู้อย่างมีสติ เชื่อได้ว่าเขาอาจเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับเฟิร์สได้
เฟิร์สได้ใช้ช่วงเวลาที่เขาอ่อนแอ พิชิตเขาได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนทั้งโลกเข้าใจผิดว่าเฟิร์สวันทรงพลังจนสามารถจัดการสตอมได้เพียงแค่ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก
ตอนนั้นเองข่าวสารในโลกก็ลุกเป็นไฟ ทุกสำนักข่าวแทบจะรายงานสดในเรื่องนี้และผู้คนในโลกจำนวนไม่น้อยก็ได้รับชมหรือได้รับรู้เรื่องนี้เช่นเดียวกัน
โลกในอินเตอร์เน็ตต่างวิจารณ์ถึงเรื่องนี้อย่างบ้าคลั่ง
‘นั่นไง ฉันว่าแล้ว! การจัดอันดับสิบอันดับแรกของโลกนั้นไม่ผิดพลาด เฟิร์สวันแข็งแกร่งอย่างแท้จริง’
‘บ้าไปแล้ว! จัดการสตอมด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว นี่มันบ้ามาก’
‘ไอ้พวกที่บอกว่าเฟิร์สวันคือของปลอม ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ทำไมไม่ออกมาเห่าอีกล่ะ หรือกลัวที่จะถูกผนึกเหมือนสตอม’
‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า สะใจมาก มารนหาความพ่ายแพ้ถึงที่’
‘เฟิร์สวันน่ะของจริง เป็นไงล่ะ’
‘แค่เฟิร์สวันเดินผ่านมอนสเตอร์ก็ตาย แค่ดีดนิ้วครั้งเดียวสตอมก็ถูกผนึก ยังมีคนสงสัยในความสามารถของเฟิร์สวันอยู่อีกรึไง’
‘เฟิร์สวันแข็งแกร่ง คราวนี้คงไม่มีใครกล้ามาตอแยเขาอีก’
ไม่เพียงผู้คนที่ออกมาระบายความรู้สึกในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ทั้งนิวโฮปเฟเดอร์ชั่นและขั้วอำนาจของโลกต่างก็พูดคุยถึงเรื่องนี้
เฟิร์สวันที่แข็งแกร่งเป็นได้ทั้งความหวังและภัยคุกคาม พวกเขาต้องเตรียมตัวรับมือกับคนพวกนี้เสมอ แต่โชคดีที่เฟิร์สวันมีนิสัยที่รักสันโดษ เขาเก็บตัวยิ่งกว่าพระสงฆ์เช่นหลวงจีนฝ่าไห่เสียอีก เพราะเหตุนี้จึงทำให้พวกเขาสามารถวางแผนรับมือได้ง่าย
ส่วนพวกองค์กรใต้ดินที่มักจะก่อความวุ่นวาย พวกเขาเองก็ต้องระวังประเทศไทยวางเป้าหมายว่าไม่ใช่ประเทศที่ก่อความวุ่นวายได้ง่ายๆ
ประเทศไทยเองก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ต้องจัดประชุมด่วน
ตอนนี้มีเวเนเตอร์อันดับสิบของโลกอยู่ในประเทศของพวกเขา และพลังของเขาคือของจริง
เมื่อเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์จากสายตาของชาวโลก ฐานะของประเทศไทยในประชาคมโลกย่อมเปลี่ยนไป
ซึ่งพวกเขาได้ให้ความสำคัญกับเฟิร์สวันเป็นอย่างมาก
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เฟิร์สวันได้ถูกจัดเป็นคนสำคัญของประเทศ ทางรัฐบาลตอบสนองความต้องการของเขาที่จะอยู่อย่างสันโดษ และทำให้พวกเขาจัดระเบียบพื้นที่บริเวณนั้นไม่ให้ไปรบกวนเขา
แม้ยุคนี้จะถูกเรียกว่ายุคโกลาหล แต่ไม่ว่ายุคไหนก็มีเรื่องวุ่นวายของการเมือง ในอดีตยุคหนึ่งประเทศที่ยิ่งใหญ่วัดกันที่ขีปนาวุธ ยุคต่อมาวัดกันที่เทคโนโลยี แล้วก็วัดกันที่เศรษฐกิจ
แต่ทว่าในยุคนี้พวกเขาล้วนวัดกันที่เวเนเตอร์และจำนวนอบิสที่ปรากฏขึ้นมา เพราะทรัพยากรข้างในนั้นล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาประเทศ อีกนัยหนึ่งเวเนเตอร์ที่แข็งแกร่งก็สามารถปกป้องประเทศให้เกิดการปลอดภัยได้ด้วย
แม้ว่าโลกด้านนอกจะวุ่นวายเพียงใด แต่ภายในภูเขาสันโดษก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ข้างในนั้นโดยการพักผ่อนและบ่มเพาะ
เฟิร์สสามารถหาทรัพยากรได้มากมายตามที่พวกเขาต้องการ
เรียกได้ว่าในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิบสามดาราหรือพ่อแม่ของเขาต่างก็เข้าสู่ขอบเขตดาราแดงกันหมดแล้ว
ส่วนนิวโฮปเองก็มีความเคารพเฟิร์สมากกว่าเดิม พวกเขามองเด็กหนุ่มเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าที่พวกเขาสามารถขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามได้ถึงห้าครั้ง
เฟิร์สในตอนนี้ยังคงอ่านนิยายไปพลาง ฝึกฝนไปพลาง เขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย โดยที่การบ่มเพาะของเขาก็มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
หลังจากรู้ว่าการขุดค้นอักขระต้องการพลังสปีริตที่สูงกว่านี้ในการบ่มเพาะ เฟิร์สก็ไม่ลังเลที่จะบ่มเพาะพลังสปีริตเพิ่มเติม
เขามีพลังสปีริตมหาศาลสำรองอยู่ในร่าง สามารถดึงเอาออกมาใช้ได้โดยตรง
“น่าเสียดายที่สัญลักษณ์สปีริตไม่สามารถรับพลังสปีริตได้ในคราเดียว ไม่อย่างนั้นขั้นพลังบ่มเพาะของฉันคงเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพลาด” เฟิร์สบ่นพึมพำออกมา
การบ่มเพาะสปีริตก็เหมือนมีท่อน้ำเลี้ยง เขาไม่อาจจ่ายพลังเข้าไปได้ในทีละมากๆ ไม่อย่างนั้นสัญลักษณ์สปีริตมีสิทธิ์ที่จะแตกสลาย นั่นคือการสูญเสียการบ่มเพาะและสูญเสียคุณสมบัติในการเป็นเวเนเตอร์
ดังนั้นเฟิร์สจึงต้องใจเย็นค่อยๆ จ่ายพลังสปีริตเข้าไปในสัญลักษณ์สปีริต
แม้จะดูเหมือนเชื่องช้า แต่มันกลับรวดเร็วกว่าคนทั่วไปมาก
ดังเช่นในตอนนี้เขาได้ยกระดับขึ้นมาถึงขอบเขตดาราน้ำเงินสี่แฉกเรียบร้อยแล้ว
“ยิ่งพลังบ่มเพาะสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้เวลาในการบ่มเพาะนานมากยิ่งขึ้น ช่างเถอะ ... ฉันไม่จำเป็นต้องรีบ ยังไงก็ตามการใช้ชีวิตสันโดษของฉันก็ทำให้ปลอดภัยดีอยู่แล้ว อีกอย่างคงไม่มีใครกล้าฝ่าค่ายกลป้องกันของภูเขาอีกแน่ๆ”
เฟิร์สใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แม้ว่าเขาจะมีสัญญากับนิวโฮป แต่เวลาผ่านไปนานนับปี นิวโฮปก็ไม่ได้เอ่ยปากขอร้องเขาแม้แต่ครั้งเดียว
พวกเขาคงเก็บเฟิร์สวันไว้เป็นไพ่ลับที่สำคัญจริงๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาก็ผ่านมาห้าปีแล้วตั้งแต่เหตุการณ์ที่สตอมบุกภูเขาสันโดษในครั้งนั้น
น่าแปลกที่ผ่านมาหลายปีแล้ว สตอมก็ยังไม่ยอมมาขอโทษเฟิร์สให้คลายผนึก
เด็กหนุ่มผมเงินในตอนนี้กำลังนั่งจิบกาแฟยามเช้าบนระเบียบสูงที่มองเห็นทิวทัศน์ของทะเลหมอก จู่ๆ วันนี้เขาก็พลันคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“หรือว่าเขาจะสามารถคลายผนึกได้แล้ว?”
“เขาคลายผนึกด้วยตนเอง หรือให้คนอื่นคลายผนึกนี้ให้ ถ้าเป็นคนอื่นฉันก็อยากเห็นนักว่าใครจะมีความสามารถแบบนั้น” เฟิร์สเอ่ยพึมพำออกมา
น่าเสียดายที่จิตสัมผัสของเขาไม่ได้ล้ำเลิศขนาดนั้น สตอมอาศัยอยู่ถึงอีกซีกโลกหนึ่ง ดังนั้นจิตสัมผัสของเขาจึงไม่สามารถรับรู้ถึงผนึกที่ตนเองลงมือได้
ในตอนนั้นเองเขาก็นั่งไล่อ่านข่าวออนไลน์ยามเช้า แม้เขาจะอยู่บนภูเขาสันโดษแต่อินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้ทำให้เขาตัดขาดจากโลกภายนอก
สายตาของเด็กหนุ่มไล่อ่านข่าวไปแต่ละบรรทัด
แต่แล้วเขาก็ยกหัวคิ้วขึ้นและผ่านข่าวหัวข้อนี้อย่างแปลกใจ
“แคนนาดาขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศ พื้นที่ต้องห้ามได้ขยายขอบเขตมาถึงพวกเขาแล้ว!”
พื้นที่ต้องห้าม สถานที่ประตูอบิสสีน้ำเงินแตก มันมีมอนสเตอร์ที่ดุร้ายมากมายอยู่ที่นั่น แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมามอนสเตอร์ข้างในนั้นพยายามที่จะโจมตีมนุษย์มาตลอด แต่ทว่าครั้งนี้กลับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
มันสามารถกลืนกินประเทศหนึ่งให้หายไปจากโลกได้เลยทีเดียว