มีบริษัทดูแลสินทรัพย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรับคำท้า บัฟเฟตต์ เลือกกองทุนอิงดัชนีที่ลงทุนในหุ้นใหญ่ 500 ตัวของสหรัฐฯ ส่วน คนรับคำท้าเลือกกองทุน เฮดจ์ฟันด์ 5 กองมาแข่ง โดยการคำนวณผลตอบแทนเริ่มเมื่อ 1 มกราคม 2008
ผลสรุปออกมาชัดจนตั้งแต่ปีที่ 9 ในปี 2017 ปรากฏว่าผลตอบแทนรวมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์เฉลี่ยคือ 22 % โดยทั้ง 5 กองทำผลตอบแทนได้ 62.8 % 28.3 % 8.7 % 7.5 % และ 2.9 % เท่านั้น ส่วนผลตอบแทนของกองทุนรวมอิงดัชนี ทำได้ถึง 85.4 % ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั้ง 5 กอง และยังสูงกว่ากองทุนที่ดีที่สุดของทั้ง 5 กองเสียอีก
ผลตอบแทน 85.4 % ในเวลา 9 ปี โดยเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน แค่ซื้อกองทุนที่ซื้อหุ้นแต่ตัวหลัก ๆ ของตลาด ก็ให้ผลตอบแทนที่เกินกว่า 8 % ต่อปีได้แล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องยุ่งยากซับซ้อนเสมอไป ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้
แม้ตลาดหลักทรัพย์บ้านเราอาจจะไม่เหมือนตลาดสหรัฐฯ แต่ก็มีการทดสอบย้อนหลังแล้วว่า กองทุนรวมที่อิงดัชนีนั้น ก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงไม่แพ้กัน
ดังนั้น คนที่อยากลงทุนในหุ้นแต่ไม่มีเวลาศึกษาเรื่องหุ้น การลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ (แต่ต้องเป็นการลงทุนในระยะยาวที่เกินกว่าหนึ่งวงรอบเศรษฐกิจนะเออ)
---------------------------------------------------------------------------------
“พี่นะล่ะคะ ปีใหม่นี้จะไปเที่ยวไหนไหมคะ”บีน่าหันมาถาม
“หยุดยาวปีใหม่ พี่ว่าจะเข้าวัดน่ะ”ณรัชต์เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์หันไปตอบรุ่นน้องก่อนก้มหน้าลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
เห็นรุ่นน้องทำหน้างงในคำตอบพี่สาวณรัชต์จึงต้องเข้ามาช่วยอธิบาย
“อย่าไปสนใจเจ้านั่นเลยน้องบีน่า พักนี้มันก็เพี้ยน ๆ แบบนี้ล่ะ”
“ว่าแต่ เดี๋ยวนี้เป็นเด็กกิจกรรมแล้วใช่ไหมเราน่ะ เห็นว่าเป็นกรรมการนักเรียน กับเชียร์ลีดเดอร์ด้วยเหรอ”พี่สาวณรัชต์ยังชวนรุ่นน้องคุยกันต่อ
“ค่ะ พอดีรุ่นพี่ชวนน่ะค่ะ เลยได้ไปลองดู พี่นันรู้ได้ยังไงคะ” รุ่นน้องทำหน้าสงสัย
“เจ้านั่นเคยพูดถึงน่ะ”นส.นันทรัตน์ ชี้นิ้วไปทางน้องชายที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับหนังสือพิมพ์
“พี่นะ พูดถึงบีน่าด้วยเหรอคะ”รุ่นน้องถามรุ่นพี่สาวเสียงเบา
“ใช่” พี่สาวณรัชต์พยักหน้าตอบ ก่อนมองรุ่นน้องที่หน้าแดงขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาอีกรอบ แต่เจ้าของก็ไม่ยอมรับสายณรัชต์เงยหน้าจากคอลัมน์วิเคราะห์เศรษฐกิจที่กำลังอ่านอย่างติดพันขึ้นมาบ่น
“รับสายหน่อยเถอะเจ๊ ปล่อยมันดังอยู่นั่นล่ะ”
พี่สาวณรัชต์จึงกดรับสายอย่างเสียไม่ได้“ค่ะ พี่อาท” “อยู่ที่โรงเรียน….ค่ะ” “ไม่ต้องค่ะ กลับเองได้ค่ะ”“..... งั้นจะรอค่ะ มารับเร็ว ๆ นะคะ” เสียงพี่สาวณรัชต์คุยโทรศัพท์
เสียงกริ่งหมดคาบพักกลางวันดังขึ้น แต่รุ่นพี่รุ่นน้องทั้งสองคนก็ยังนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลิน
“พี่นัน ไม่ต้องฝึกสอนเหรอคะ”เสียงรุ่นน้องถาม
“พี่ไม่ได้เรียนครุศาสตร์นี่นา จะมีก็แต่ฝึกงานนั่นล่ะ”เสียงรุ่นพี่ตอบ
รุ่นพี่รุ่นน้องสองสาวพูดคุยจุ๊กจิ๊กอยู่ครึ่งชั่วโมง นายตำรวจหนุ่มก็โผล่มาร่วมวงที่โต๊ะ
“มาจากไหนพี่ ถึงเร็วจัง” ณรัชต์กล่าวทักทายด้วยความแปลกใจที่เห็นผู้หมวดหนุ่มมาถึงในเวลาอันรวดเร็ว
“มาประชุมในจังหวัดพอดีน่ะ ” ผู้หมวดหนุ่มตอบณรัชต์ ก่อนหันไปถามพี่สาวของเขา
“กลับเลยไหม”
พี่สาวเขาบอกลารุ่นน้องกับน้องชายก่อนเดินตามคนขับรถที่ตามมาบริการถึงที่
หลังจากพี่สาวณรัชต์กับนายตำรวจสารถีไปแล้ว ที่โต๊ะจึงเหลือที่ยังนั่งกันอยู่เพียงสองคน
“แล้วน้องบีน่าล่ะ ปีใหม่นี้ไปเที่ยวไหนเอ่ย”ณรัชต์หันมาชวนเพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งเงียบคุย
“ที่บ้านจะไปอังกฤษตั้งแต่พรุ่งนี้เลยค่ะ” รุ่นน้องตอบ
“จริงสิ คริสต์มาสนี่เนอะ”เขานึกขึ้นได้ว่ารุ่นน้องมีพ่อเป็นคนอังกฤษ คงจะไปฉลองคริสต์มาสกันที่บ้านเกิดของพ่อกระมัง
หลังจากนั่งเงียบกันไปอีกครู่นึง รุ่นน้องก็ลุกขึ้นขอตัวกลับห้องเรียน
“ไปก่อนนะคะพี่นะ”
“ เมอร์รี่คริสต์มาส แอนด์ แฮบปี้นิวเยียร์ จ๊ะ ”

สุดสัปดาห์หยุดยาววันปีใหม่ ณรัชต์สะพายกระเป๋านั่งรถประจำทางมาที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ตามที่ตั้งใจไว้มาถึงวัดเขาก็เผลอเดินไปทักทายลุงสัปเหร่อที่กำลังกวาดลานวัดด้วยความคุ้นเคย จนทำให้คนถูกทักงงไปเล็กน้อยว่าเคยรู้จักกันตอนไหน
หลังจากนั้นเขาก็ตรงเข้าไปแจ้งพระภิกษุที่ดูแลคนที่มาปฎิบัติธรรม ซึ่งเป็นปกติตามธรรมเนียมการขอเข้าพักของวัดที่ใครจะมาขอพักหรือปฏิบัติธรรมก็ต้องแจ้งให้ทางวัดทราบ
หลังจากวางสัมภาระไว้ที่พักเสร็จ ณรัชต์ก็ออกมาช่วยงานกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด
“หลวงตาไม่อยู่หรือลุง” ระหว่างกวาดลานวัด ณรัชต์ก็ถามถึงเจ้าอาวาสกับลุงสัปเหร่อของวัดที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ใกล้ ๆ
“ท่านไปกิจนิมนต์ ค่ำ ๆ โน่นล่ะถึงจะกลับถึงวัด”
ณรัชต์ช่วยงานต่าง ๆ ของวัดจนค่ำ ตามปกติของวัดป่าวัดปฏิบัติ มักจะมีงานต่าง ๆ มาให้พระให้ลูกวัดได้ทำไม่ขาด ทั้งกวาดลานวัดตามปกติ ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารและรั้วต่าง ๆ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ใช้ฝึกพระและลูกศิษย์ที่ไม่ชอบปฏิบัติธรรมแบบอยู่นิ่ง ๆ ให้มีงานทำ ถือเป็นการฝึกสติในการทำงานไปในตัว ตกค่ำหลังจากอาบน้ำ เข้าศาลาไปทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้วเสร็จ เจ้าอาวาสก็กลับมาจากกิจนิมนต์เข้ามาในศาลา
หลังจากรอจนคนที่มาปฎิบัตธรรมถามปัญหากับหลวงตาเจ้าอาวาสเสร็จ ณรัชต์ก็คลานเข้ากราบเป็นคนสุดท้าย วันนี้เขานำดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อเข้ามากราบขอเป็นลูกศิษย์เรียนกรรมฐานกับหลวงตาอย่างเป็นทางการ พิธีการขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหลวงตาก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ไม่ต่างจากช่วงชีวิตที่แล้ว คือเพียง มีดอกไม้ธูปเทียน กล่าวนโม 3 สามจบ แล้วอาราธนาศีล ๕ กับบทสวดไตรสรณคมน์เท่านั้น
หลังจากถวายดอกไม้ธูปเทียนตามขั้นตอนแล้วเสร็จ ภิกษุชราเจ้าอาวาส ก็เอ่ยปากถามลูกศิษย์คนล่าสุด
“อยากปฏิบัติธรรมไปทำไม”
ณรัชต์นึกหาคำตอบของคำถามนี้ ซึ่งยังคงเป็นคำถามเดิมเหมือนกับช่วงชีวิตที่แล้ว
คำถามนี้ทำให้เขานึกถึงอดีตตอนที่มาเป็นลูกศิษย์วัดนี้ในช่วงชีวิตที่แล้ว
อุบัติเหตุในวันนั้นเขาไม่ได้สูญเสียเฉพาะเพียงคนรักเท่านั้น หลังจากอุบัติเหตุเพียงสามวัน เมื่อณรัชต์ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล โลกของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มีคนเล่าถึงอุบัติเหตุนี้ให้เขาฟังในภายหลังว่า รถสิบล้อได้พุ่งชนเข้าด้านข้างของรถเขาอย่างแรง จนรถของพวกเขากระเด็นพลิกคว่ำหลายตลบก่อนตกลงไปที่ข้างทาง
ณรัชต์ที่เป็นคนขับเพราะอยู่ฝั่งขวาที่ไม่ได้ถูกชนโดยตรงและคาดเข็มขัดนิรภัยจึงได้รับบาดเจ็บไม่หนัก แต่แก้วที่นั่งฝั่งซ้ายของรถด้านที่ถูกรถชนเต็ม ๆ นั้นเสียชีวิตคาที่ในทันที ส่วนพ่อแม่กับพี่สาวของเขาที่อยู่ด้านหลัง ต่างได้บาดเจ็บสาหัส และสุดท้ายพ่อกับแม่เขาไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ส่วนพี่สาวของเขาที่อาการสาหัส อยู่ในห้องไอซียูได้ไม่กี่วันก็จากไปอีกคน
สุดท้ายอุบัติเหตุครั้งนั้นก็พรากครอบครัวและคนที่เขารักไปทั้งหมดหลังจากตกอยู่ในความเศร้าเสียใจ ร้องไห้จนไม่มีอะไรจะร้องอีก เขาก็ได้แต่โทษตัวเองและจมอยู่กับความเสียใจที่สูญเสียครอบครัวกับคนที่รักไปทั้งหมด ทั้งที่เขาเพิ่งจะเรียนจบเท่านั้น ยังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ที่เลี้ยงดูเขามาเป็นอย่างดี ยังไม่ทันจะแก้ตัวกับพี่สาวที่เขาเคยเอาเปรียบมาตั้งแต่เล็กจนโต และยังไม่ทันจะใช้ชีวิตในฐานะคนรักอย่างจริงจังกับแก้วเลยด้วยซ้ำ
เมื่องานศพของครอบครัวผ่านไป ณรัชต์ก็ใช้ชีวิตอย่างซังกะตายเขาจมอยู่กับความทุกข์ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อยู่ที่บ้านคนเดียว จนสุดท้ายญาติผู้ใหญ่เห็นแล้วทนไม่ไหวก็เข้ามาแก้ปัญหา ซึ่งก็เป็นการแก้ปัญหาแบบคนทั่วไป คือเมื่อเห็นคนมีความทุกข์ก็ควรพาไปวัด สุดท้ายจึงเคี่ยวเข็ญพาณรัชต์เข้าวัดในที่สุด
เมื่อเข้ามาถึงวัดป่าแห่งนั้น เขาก็จำได้ว่าเป็นวัดที่เคยมาเมื่อสมัยมัธยม เป็นวัดที่อาจารย์สอนวิชาพระพุทธศาสนาเคยพาห้องเรียนของพวกเขามาทัศนศึกษา
หลังจากอยู่ปฎิบัติธรรมเป็นเพื่อนอยู่สองสามวันญาติเขาก็ลากลับ พร้อมกำชับให้ณรัชต์อยู่วัดต่อไปอีกซักพักก็ได้ไม่ต้องรีบกลับ
เย็นวันนึงหลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ เขาก็คลานเข้าไปกลาบหลวงตาเจ้าอาวาสพร้อมกับคณะที่มากราบขอเป็นลูกศิษย์และขอกรรมฐานคนอื่น ๆ หลังจากรับการกราบขอเป็นศิษย์จากผู้มาปฏิบัติธรรมทั้งหลายแล้ว ภิกษุชราก็ค่อย ๆ ถาม แต่ละคนว่า อยากปฏิบัติธรรมไปทำไมเมื่อคำถามมาถึงณรัชต์ เขาก็ตอบภิกษุชราไปอย่างใจคิด
“อยากลืมความทุกข์ครับ”
ณรัชต์ถอนความคิดจากอดีตมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน
“คิดได้หรือยัง ว่าอยากปฏิบัติธรรมไปทำไม”เสียงถามเจือแววเมตตา
ณรัชต์คิดถึงตอนนี้ที่เหตุการณ์หลายอย่างรอบตัวเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไปไม่เหมือนกับช่วงชีวิตที่แล้ว
และเขาหวังว่ามันจะไม่เหมือนเดิมอีก…….
ณรัชต์นึกถึงตอนที่กำลังสับสนช่วงพบว่าได้มาอยู่ในช่วงเวลานี้ครั้งแรก และต่อมาก็มีโอกาสได้ฟังเทศน์หลวงตาอีกครั้งทำให้เขาหายสับสน และพยายามตั้งเป้าหมายในการใช้ชีวิตใหม่นี้อีกครั้ง
“เพื่ออยากจะเข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ให้ดียิ่งขึ้นครับ”
หลังจากได้ฟังคำตอบจากลูกศิษย์ อาจารย์ก็แนะนำเรื่องการเจริญสติให้ณรัชต์นำเอาไปปฏิบัติเขาอดแปลกใจไม่ได้ที่คราวนี้หลวงตาไม่ได้สอนเรื่อง สมถกรรมฐาน ให้เขาเหมือนช่วงชีวิตที่แล้ว
ณรัชต์อยู่ปฏิธรรมที่วัดตลอดวันหยุดยาวปีใหม่
เปิดเรียนวันแรกหลังปีใหม่ เขาโดดเรียนเพื่อไปทำสัญญาซื้อขายและโอนทรัพย์สินกับธนาคาร วันนี้ณรัชต์ไปเบิกเงินที่ธนาคารในตอนเช้ากับพี่สาวที่ลากนายตำรวจมาเป็นคนคุ้มกันด้วย โดยให้เหตุผลว่าการถือเงินเป็นล้านควรต้องมีบอดี้การ์ด
ดูเหมือน Swot analysis ที่เขาแนะนำผู้หมวดหนุ่มไปจะประสบความสำเร็จ วันนี้นายตำรวจถึงได้ถูกพี่สาวเขาเรียกตัวกลับมาใช้งานอีกครั้ง
หลังทำเรื่องซื้อขายและโอนกันเสร็จสรรพเรียบร้อย คณะพวกเขาก็ทยอยออกจากสำนักงานที่ดินณรัชต์หันไปชวนคุยกับพนักงานธนาคารที่มาทำเรื่องการโอนกันวันนี้
“ตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่เท่าไหร่ครับ”
“2 เปอร์เซ็นต์ครับ” พนักงานธนาคารตอบ
นึกถึงก่อนต้มตำกุ้งที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์ยังถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารยังมากกว่านั้นขึ้นไปอีกเป็น 15 เปอร์เซ็นต์เลยก็มี มองย้อนหลังไปแล้ว คนยุคนั้นเขาไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติหรือยังไงนะ ต้องทำธุรกิจอะไรถึงจะมีกำไรมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่สูงขนาดนั้นไปได้ตลอด มันแทบเป็นไปไม่ได้ชัด ๆ สภาวะเศรษฐกิจตอนนั้นผิดปกติและผิดธรรมชาติสุด ๆ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมาก
ธนาคาร N ที่เป็นเจ้าของตึกแถวสี่คูหาที่ณรัชต์เพิ่งซื้อมานั้น แม้ไม่ถึงขนาดเป็นธนาคารอันดับต้น ๆ แต่ก็เป็นธนาคารขนาดกลางที่มีอายุเก่าแก่มายาวนาน มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจต่อมาเมื่อเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคาร N ก็ประสบวิกฤติไปด้วยไม่ต่างจากสถาบันการเงินอื่น ๆ และเกือบจะล้มละลาย หุ้นของธนาคาร N ในตลาดหุ้นถูกหยุดการซื้อขาย แต่ต่อมาทางการ(กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย)เข้ามาอุ้มเสียก่อน ธนาคาร N จึงรอดพ้นไปได้
ซึ่งต่อมาหลังจากผ่านพ้นวิกฤติไปแล้ว หุ้นธนาคาร N ก็ถูกนำกลับมาซื้อขายในตลาดหุ้นอีกครั้งหืม!!! …. จริงสิ
ณรัชต์รีบหันกลับไปถามพนักงานธนาคารอีกครั้ง
“หุ้นของธนาคารจะกลับมาเทรดอีกครั้งแล้วใช่ไหมครับ เมื่อไหร่นะครับ” ณรัชต์ละล่ำละลักถามอย่างตื่นเต้น
------------------------------------ Name : ณรัชต์ Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคารวม 2,050,000 บาท : เงินสดในบัญชีธนาคาร 222,000 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 14,815,600 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 222,000 + 14,815,600 = ปัจจุบัน 17,087,600 บาท