ยามราตรีดึกสงัด ลมฤดูหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกซอกซอยของเมืองตงหยางจนเกิดเสียงหวีดหวิวประดุจเสียงหัวเราะเย้ยหยันของภูตผีที่กำลังเฝ้าดูชะตากรรมของมนุษย์ ลู่ชิง เดินโอนเอนออกจากเหลาอาหารด้วยสภาวะเมามายปานเทพสุราพลัดตกถังหมัก ใบหน้าของเขาแดงก่ำดุจผลพุทราสุก ดวงตาปรือปรอยหมุนคว้างแต่แฝงไว้ด้วยความรื่นเริงอย่างประหลาด
ในมือข้างหนึ่งกอดถุงผ้าขี้ริ้วมอมแมมที่ห่อหุ้มทองร้อยตำลึงไว้แน่นประหนึ่งหมอนข้างใบโปรด ส่วนอีกมือหนึ่งหิ้วไหสุราหมักชั้นดีที่เหลืออยู่ครึ่งไห เขาเดินฮัมเพลงเนื้อร้องมั่วซั่วพลางเต้นระบำขี้เมา ทิ้งตัวโอนไปเอนมาจนดูเหมือนคนกำลังจะล้มละลายพิกัด มุ่งหน้ากลับสู่ "คฤหาสน์ฟางแห้ง" หรือคอกม้าท้ายเมืองที่เขาใช้เป็นซุกหัวนอนอย่างแสนภาคภูมิใจ
ทว่าเมื่อเขาเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยกำแพงหินสูงชันจนบดบังแสงจันทร์เกือบมิด เงาร่างชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ราวสิบคนพลันก้าวออกมาจากมุมมืด ยืนขวางทางปิดทางเดินทุกทิศทาง แววตาของพวกมันวาววับไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภที่มิอาจปิดบัง
"หยุดฝีเท้าซะ! เจ้าหนอนตำราหน้าจืดที่ส่งกลิ่นคอกม้าโชยไปสามลี้!" หัวหน้ากลุ่มคนร้ายที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าอย่างน่าเกลียดตะคอกพลางชักดาบเล่มโตออกมาจากฝัก คมดาบสะท้อนแสงจันทร์วาววับ
"ส่งถุงเงินนั่นมาเสียดีๆ แล้วข้าจะยอมให้เจ้าไปนอนฝันหวานในนรกแบบไม่เจ็บปวด!"
ลู่ชิงหยุดกึก ร่างกายโงนเงนจนต้องใช้ไหล่พิงกำแพงหินเย็นเฉียบ เขาพยายามหรี่ตามองภาพซ้อนของนักเลงที่ดูเหมือนจะมีเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบคน
"หืม? พวกเจ้าเป็นใครกัน?... โอ๊ะ! อย่าขยับสิ ข้ากำลังนับอยู่ หนึ่ง... สอง... สี่... สิบเอ็ด? โอ้โห! คณะตลกเร่ร่อนพวกเจ้านี่ขยันจังนะ แต่งตัวเลียนแบบโจรได้เหมือนเปี๊ยบเลย โดยเฉพาะรอยแผลเป็นนั่น... ซื้อที่ไหนรึ? ข้าจะไปซื้อมาติดหน้าม้าข้าบ้าง!"
"ขอกับผีน่ะสิ!" นักเลงคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นพลางแค่นเสียงดูถูก
"ดูสภาพมันสิ ชุดก็ปะชุนจนจะกลายเป็นพรมเช็ดเท้า กลิ่นตัวก็นึกว่านอนคลุกมูลม้ามาทั้งชีวิต คนอย่างเจ้ามันก็แค่ไอ้ยาจกที่ดวงเฮง เก็บเงินร้อยตำลึงไว้ก็หนักเปล่าๆ ส่งมาให้พวกข้าไปหาความสุขในหอโคมเขียวเสียดีกว่า ชีวิตขอทานคอกม้าอย่างแกมีเงินไปก็เสียของ! เอาไปก็คงซื้อได้แค่ฟางเน่าๆ มาเคี้ยวกินแทนข้าว!"
ลู่ชิงหัวเราะร่าอย่างไม่สะทกสะท้านพลางสะอึกคำโต
"เอิ๊ก! พวกเจ้าอยากได้เงินข้าขนาดนั้นเชียวรึ? แหม... ความสุขในหอโคมเขียวมันจะไปสู้ความสุขตอนนอนกอดไหเหล้ากลางกองฟางได้ยังไง? แต่เอ... ข้าว่าหน้าตาพวกเจ้าดูคุ้นๆ นะ เหมือนพวกข้ารับใช้บ้านไหนสักแห่งที่ข้าเคยเห็นยืนเฝ้าประตู... อ้อ! หรือว่าพวกเจ้าคือบ่าวที่คุณชายเหวินส่งมาสอดแนมข้า? เจ้านายพวกเจ้านี่ก็แปลกนะ สู้เขาไม่ได้กลางลานประลอง ก็เลยส่งสมุนมา 'ขอทาน' เงินรางวัลจากข้าลับหลังเช่นนี้รึ? เจ้าเหวินเทียนนั่นน่ะหรือจะยอมปล่อยข้าไปง่ายๆ หลังจากข้าทำให้เขาอับอายจนอยากมุดแผ่นดินหนี!"
"เฮ้ย! แกกรู้ได้ไงว่าคุณชายเหวินส่ง..." ลูกสมุนคนหนึ่งหลุดปากโพล่งออกมาด้วยความเขลาเบาปัญญา
"หุบปากเจ้าสารเลว!" หัวหน้าโจรตบกบาลลูกน้องฉาดใหญ่จนหน้าทิ่มพลางด่าทออย่างหัวเสีย
"เจ้าหมูตอน! ใครใช้ให้เจ้าเอ่ยชื่อเจ้านายออกมาให้เสียแผน! เจ้าโง่! บรรพบุรุษเจ้าคงจะร้องไห้ที่คลอดคนปากสว่างแบบเจ้าออกมา!"
ลู่ชิงเอียงคอ ยกไหสุราขึ้นกรอกเข้าปากอีกอึกใหญ่จนหยดน้ำสุราไหลลงมาตามคาง
"อ่า... หวานล้ำ! นั่นไง ข้าว่าแล้ว เจ้านายโง่เขลา ลูกน้องก็เบาปัญญา พวกเจ้านี่มันช่างเข้ากันได้ดีจริงๆ นะ... มามี่มา มาคุยกันก่อน อย่าเพิ่งทำหน้ายักษ์หน้ามารสิ เงินร้อยตำลึงนี่ข้ากะจะเอาไปซื้อเครื่องแต่งตัวใหม่ให้เจ้าสีหมอก ม้าข้าน่ะมันกินดีอยู่ดีกว่าพวกเจ้าเสียอีกนะ สนใจไปทำงานแทนม้าข้าไหมล่ะ? ข้าให้กินฟางฟรีๆ เลยนะ!"
"แก! ดูถูกพวกข้าเกินไปแล้ว!" หัวหน้าโจรหันกลับมาทางลู่ชิงด้วยสายตาที่อำมหิตยิ่งกว่าเดิม คมดาบในมือสั่นระริกด้วยความโกรธ "ในเมื่อเจ้าบัณฑิตขี้เมานี่มันรู้ความลับแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดออกไปจากตรอกนี้เลย! เดิมทีข้ากะจะแค่หักขาเจ้าให้เป็นทาน แต่ตอนนี้... ในเมื่อเจ้ารู้มากนัก ก็จงเอาความลับนี้ไปบอกยมบาลในนรกเถอะ! ตายซะเถอะ!"
ลู่ชิงโบกมือหยอยๆ พลางหัวเราะร่า
"ตายรึ? ข้ายังตายไม่ได้หรอก! ข้ายังกินเหล้าไหแก้วนี้ไม่หมดเลย... แถมยังต้องกลับไปสั่งสอนพวกเจ้าแทนบรรพบุรุษพวกเจ้าด้วยว่า การมารังแกคนเมาแบบนี้มันเสียสถาบันนักเลงขนาดไหน! มามะ... สุนัขรับใช้ของไอ้คุณชายเหวินนั่น เข้ามาให้ข้าช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าได้เห็น 'ความว่างเปล่า' ของซาลาเปาหน่อยเป็นไร!"
"ปากดีนัก! ฆ่ามัน!!!" หัวหน้าโจรคำรามลั่นพลางเงื้อดาบพุ่งเข้าใส่เป็นคนแรก คมดาบแวววาวกรีดอากาศหมายจะแยกไหล่ของลู่ชิงให้ขาดสะพายแล่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของบัณฑิตขี้เมาที่ยังคงโงนเงนเหมือนจะล้มมิล้มแหล่
ในขณะเดียวกัน บนชั้นสองของร้านอาหาร "เมฆาคล้อย" ซึ่งเป็นเหลาอาหารหรูหราที่สุดในระแวกนั้น ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ถูกตกแต่งด้วยฉากกั้นไม้แกะสลักอย่างวิจิตร แสงเทียนวับแวมอาบไล้ใบหน้าของชายหนุ่มนามว่า "ฉินอวี้" ผู้มีคิ้วกระบี่พาดเฉียงและดวงตาคมปลาบมิต่างจากหยกสลัก เขาจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องล่างผ่านหน้าต่างที่เปิดรับลมหนาวด้วยความรู้สึกขัดเคืองใจอย่างรุนแรง เส้นเลือดบนหลังมือที่กุมด้ามกระบี่เลี่ยมหยกคู่กายเริ่มปูดโปนออกมา
"ท่านอาจารย์! ดูสิขอรับ สุนัขหมู่รุมกัดคนเมาที่ไร้ทางสู้เช่นนี้มิต่างจากสวะ จรรยาบรรณวิญญูชนถูกเหยียบย่ำจนมิดธรณี ข้ามิอาจทนนิ่งดูดายได้อีกต่อไป ขอลงไปจัดการพวกกากเดนเหล่านี้ให้ราบคาบ เพื่อกู้ศักดิ์ศรีให้เมืองตงหยางเถิด!" ฉินอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเดือดดาล ทั่วร่างแผ่ไอสังหารจางๆ พร้อมจะทะยานร่างออกไปราวกับปักษาสวรรค์
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ฝีเท้าของฉินอวี้กำลังจะพ้นขอบหน้าต่าง ร่างของลู่ชิงเบื้องล่างพลันขยับกาย... มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ประหลาดล้ำจนยากจะพรรณนา ดูภายนอกมิต่างจากคนเมาที่ก้าวพลาดจนสะดุดขาตัวเองลื่นไถลหัวเกือบจะทิ่มพื้น ทว่าในความเปะปะนั่นเอง เขากลับหลบคมดาบที่ฟาดลงมาด้วยพละกำลังทั้งหมดของหัวหน้าโจรได้อย่างปาฏิหาริย์ ปลายดาบเฉียดหน้าอกเสื้อที่ปะชุนของเขาไปเพียงระยะเส้นยาแดงผ่าแปด!
"ปรมาจารย์หวังซิว" ยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นสูงผู้มีชื่อเสียงระบิลนามไปถึงราชสำนักเมืองหลวง ถึงกับดวงตาแข็งค้าง มือที่กำลังประคองจอกชาชั้นเลิศหยุดกึกอยู่กลางอากาศประดุจถูกสาปเป็นหิน เขาเอื้อมมือที่ดูเรียบเนียนทว่าแฝงพลังมหาศาลคว้าชายเสื้อศิษย์รักไว้แน่นจนฉินอวี้ชะงักค้างกลางอากาศ
"อวี้เอ๋อ! หยุดมือเดี๋ยวนี้!" ปรมาจารย์หวังซิวตวาดห้ามด้วยเสียงต่ำแต่ทรงพลังจนมวลอากาศในห้องเกิดการสั่นสะเทือน จอกชาในมือจอมยุทธ์หนุ่มถึงกับสั่นระริก
"ท่านอาจารย์? ทำไมกันขอรับ บัณฑิตผู้นั้นเมาจนจะยืนไม่อยู่แล้ว อีกเพียงอึดใจเดียวเขาต้องถูกฟันขาดสองท่อนแน่!" ฉินอวี้ถามกลับด้วยความสับสนและกังวลใจอย่างหนัก
ชายชราผมขาวโพลนมิได้ตอบในทันที ดวงตาที่เป็นประกายลึกลับจับจ้องไปที่ร่างที่โอนเอนเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบตาแม้แต่เสี้ยววินาที
"เจ้ามองดูให้ดี... ก้าวเมื่อครู่นั่น เจ้าเห็นเป็นเช่นไร?"
"ก็... ก็แค่คนเมาดวงแข็งที่บังเอิญลื่นล้มหลบได้พอดีมิใช่หรือขอรับ?" ฉินอวี้ตอบตามที่ตาเห็น
"นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!" หวังซิวพึมพำ น้ำเสียงที่เคยสุขุมกลับสั่นเครือด้วยความตื่นตะลึง "ข้าที่เป็นจอมราชันขั้นสูง ผ่านศึกเหนือใต้มานับร้อยครั้ง เห็นวรยุทธ์มาแทบจะทั่วทั้งแผ่นดิน กลับมองไม่ออกเลยว่านั่นคือวิชาสายใด! มันดูยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบ มิต่างจากกิริยาของปุถุชนทั่วไป แต่มันกลับหลบเลี่ยงคมดาบระดับยอดฝีมือได้อย่างหมดจดมิต่างจากมัจฉาแหวกว่ายในวารี... ช่างล้ำลึกเกินกว่าที่สมองของมนุษย์จะจินตนาการได้!"
เบื้องล่างนั้น พวกลูกน้องคุณชายเหวินเมื่อเห็นว่าดาบแรกพลาดไปก็ยิ่งเดือดดาลประดุจฝูงหมาป่าที่ถูกหยามเกียรติ
"ตายซะไอ้ยาจกขี้เมา! ดวงแกหมดลงแค่นี้แหละ!" พวกมันตะโกนก้องก่อนจะรุมเข้าใส่ลู่ชิงจากทุกทิศทางพร้อมกัน คมอาวุธนับสิบส่องประกายเย็นเยียบหวังจะสับร่างคนตรงหน้าให้เป็นชิ้นๆ
ลู่ชิงที่บัดนี้เมาจนเห็นโลกหมุนเป็นวงกลมสามชั้นขยับกายสะเปะสะปะ ท่วงท่าของเขาดูตลกขบขัน คล้ายจะหงายหลังหกคะเมนไปทางซ้ายแต่กลับบิดตัวหลบคมดาบไปทางขวาประดุจใบไม้แห้งที่ปลิวว่อนไปตามกระแสลมพายุ ทันใดนั้น เมื่อนักเลงคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะแทงอก ลู่ชิงกลับสะบัดมือออกไปอย่างไร้ทิศทางเพียงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวร่างกายมิให้ล้มลงไปกองกับพื้น ทว่าปลายนิ้วที่ปัดป่ายนั้นกลับแฝงไปด้วยพลัง "ฝ่ามือสยบคลื่น" ที่พุ่งออกมาจากปราณเซียนโดยสัญชาตญาณ
ตูม!!!!!!
เสียงระเบิดอากาศมหาศาลดังสนั่นหวั่นไหวประดุจสายฟ้าฟาดกลางตรอกแคบๆ คลื่นพลังที่มองไม่เห็นกระแทกร่างของนักเลงสามคนแรกจนกระเด็นลอยละลิ่วไปปะทะกับกำแพงหินเสียงดัง "ปึก!" ก่อนจะร่วงลงมานอนจมกองเลือด อิฐกำแพงถึงกับร้าวเป็นทางยาวมิต่างจากใยแมงมุม
"เฮ้ย! มันทำอะไรน่ะ!" พวกที่เหลือเริ่มหน้าซีดเผือด แข้งขาเริ่มสั่นพั่บๆ
"มันใช้มนต์ดำหรือยาพิษรึไง! หรือมันซ่อนอาวุธลับไว้ในแขนเสื้อ! รุมมันเข้าไป! มันก็แค่คนเมาที่ดวงแข็งเท่านั้น!"
ลู่ชิงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก น้ำลายกระเด็น พลางเหวี่ยงไหสุราไปมาด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท "มามะ... พวกสุนัขน้อย... มาให้พี่ชายสั่งสอนพวกเจ้าแทนบรรพบุรุษที่อุตส่าห์เบ่งพวกเจ้าออกมา แต่กลับไม่ได้อบรมสั่งสอนให้มีสันดานเป็นผู้เป็นคน ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้เช่นนี้ ข้าจะตีพวกเจ้าให้ก้นลายจนนั่งไม่ได้ไปสามวันเชียว!"
เขาพุ่ง (ในท่าถลาหัวทิ่ม) เข้าใส่กลุ่มนักเลง ท่าเท้าของเขาดูวุ่นวายโกลาหลปานไก่ตาแตก ทว่าทุกครั้งที่คมดาบจะถึงตัว เขากลับโยกหลบได้แบบกวนโทสะที่สุด บางครั้งก็ก้มตัวหลบจนดูเหมือนจะลงไปนอนคาบหญ้า บางครั้งก็หมุนตัวจนไหสุรากระแทกหน้าโจรจนฟันหลอ และเมื่อเขาสะบัดมือดูมั่วซั่วเพื่อทรงตัว คนพวกนั้นกลับกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทางเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ สภาพตรอกที่เคยมืดมนบัดนี้เต็มไปด้วยร่างของนักเลงที่นอนโอดครวญอย่างหมดสภาพ
ปรมาจารย์หวังซิวที่ยืนชิดขอบหน้าต่างถึงกับเหงื่อกาฬไหลซึมที่ไรผม เขาเผลอกำขอบหน้าต่างไม้จนแหลกเป็นผง
"ข้า... มองไม่ออกจริงๆ... ไร้กระบวนท่า ไร้ทิศทาง ไร้เจตนาสังหาร แต่มันกลับทรงพลังและไร้ช่องโหว่อย่างน่าขนลุก ทุกการเคลื่อนไหวที่ดูขัดหูขัดตานั่น กลับสอดคล้องกับจังหวะการหมุนเวียนของดินฟ้าอย่างประหลาด..."
เมื่อคนร้ายคนสุดท้ายถูกผลักจนหงายหลังหัวกระแทกพื้นสลบเหมือดไปต่อหน้าต่อตา ลู่ชิงพ่นลมหายใจกลิ่นสุราแรงคลุ้งออกมาพลางบ่นพึมพำกับไหเหล้าในมือ
"เฮอะ... ขวางทางคนจะไปนอนกอดม้า... ขืนพวกเจ้ายังมาวุ่นวายอีก ข้าจะจับพวกเจ้ามาเขียนกลอนด่าประจานให้อัปยศจนลืมชื่อแซ่บรรพบุรุษตัวเองเลยเชียว!"
เขาหอบไหสุราที่เหลือเพียงก้นไห เดินโซเซฮัมเพลงเพี้ยนๆ ลับหายไปในความมืดมิดของตรอก มุ่งหน้าสู่คอกม้าโดยมิทันสังเกตเห็นยอดคนระดับจอมราชันที่ยืนตัวแข็งเป็นหินประดุจรูปปั้นอยู่เบื้องบน
"อวี้เอ๋อ... ไม่คิดเลยว่าการมาเมืองตงหยางครั้งนี้ กลับทำให้ข้าได้พบกับมังกรซ่อนกายที่ยิ่งใหญ่และลึกลับขนาดนี้... " หวังซิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวด้วยความเคารพปนยำเกรง
"พรุ่งนี้แต่เช้าตรู่ เราจะไปหาชายผู้นี้กัน!"
ฉินอวี้ได้แต่เกาหัวมองตามหลังบัณฑิตขี้เมาที่เดินสะดุดก้อนหินอยู่ไกลๆ ด้วยความมึนตึบ "มังกรที่ไหนกันอาจารย์... ข้าเห็นแต่มังกรขี้เมาที่โชคดีรอดตายมาได้เพราะผีคุ้มซะมากกว่านะขอรับ!"