ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 27

    ยามราตรีดึกสงัด ลมฤดูหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกซอกซอยของเมืองตงหยางจนเกิดเสียงหวีดหวิวประดุจเสียงหัวเราะเย้ยหยันของภูตผีที่กำลังเฝ้าดูชะตากรรมของมนุษย์ ลู่ชิง เดินโอนเอนออกจากเหลาอาหารด้วยสภาวะเมามายปานเทพสุราพลัดตกถังหมัก ใบหน้าของเขาแดงก่ำดุจผลพุทราสุก ดวงตาปรือปรอยหมุนคว้างแต่แฝงไว้ด้วยความรื่นเริงอย่างประหลาด

    ในมือข้างหนึ่งกอดถุงผ้าขี้ริ้วมอมแมมที่ห่อหุ้มทองร้อยตำลึงไว้แน่นประหนึ่งหมอนข้างใบโปรด ส่วนอีกมือหนึ่งหิ้วไหสุราหมักชั้นดีที่เหลืออยู่ครึ่งไห เขาเดินฮัมเพลงเนื้อร้องมั่วซั่วพลางเต้นระบำขี้เมา ทิ้งตัวโอนไปเอนมาจนดูเหมือนคนกำลังจะล้มละลายพิกัด มุ่งหน้ากลับสู่ "คฤหาสน์ฟางแห้ง" หรือคอกม้าท้ายเมืองที่เขาใช้เป็นซุกหัวนอนอย่างแสนภาคภูมิใจ

    ​ทว่าเมื่อเขาเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยกำแพงหินสูงชันจนบดบังแสงจันทร์เกือบมิด เงาร่างชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ราวสิบคนพลันก้าวออกมาจากมุมมืด ยืนขวางทางปิดทางเดินทุกทิศทาง แววตาของพวกมันวาววับไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภที่มิอาจปิดบัง

    ​"หยุดฝีเท้าซะ! เจ้าหนอนตำราหน้าจืดที่ส่งกลิ่นคอกม้าโชยไปสามลี้!" หัวหน้ากลุ่มคนร้ายที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าอย่างน่าเกลียดตะคอกพลางชักดาบเล่มโตออกมาจากฝัก คมดาบสะท้อนแสงจันทร์วาววับ

    "ส่งถุงเงินนั่นมาเสียดีๆ แล้วข้าจะยอมให้เจ้าไปนอนฝันหวานในนรกแบบไม่เจ็บปวด!"

    ​ลู่ชิงหยุดกึก ร่างกายโงนเงนจนต้องใช้ไหล่พิงกำแพงหินเย็นเฉียบ เขาพยายามหรี่ตามองภาพซ้อนของนักเลงที่ดูเหมือนจะมีเพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบคน

    "หืม? พวกเจ้าเป็นใครกัน?... โอ๊ะ! อย่าขยับสิ ข้ากำลังนับอยู่ หนึ่ง... สอง... สี่... สิบเอ็ด? โอ้โห! คณะตลกเร่ร่อนพวกเจ้านี่ขยันจังนะ แต่งตัวเลียนแบบโจรได้เหมือนเปี๊ยบเลย โดยเฉพาะรอยแผลเป็นนั่น... ซื้อที่ไหนรึ? ข้าจะไปซื้อมาติดหน้าม้าข้าบ้าง!"

    ​"ขอกับผีน่ะสิ!" นักเลงคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นพลางแค่นเสียงดูถูก

    "ดูสภาพมันสิ ชุดก็ปะชุนจนจะกลายเป็นพรมเช็ดเท้า กลิ่นตัวก็นึกว่านอนคลุกมูลม้ามาทั้งชีวิต คนอย่างเจ้ามันก็แค่ไอ้ยาจกที่ดวงเฮง เก็บเงินร้อยตำลึงไว้ก็หนักเปล่าๆ ส่งมาให้พวกข้าไปหาความสุขในหอโคมเขียวเสียดีกว่า ชีวิตขอทานคอกม้าอย่างแกมีเงินไปก็เสียของ! เอาไปก็คงซื้อได้แค่ฟางเน่าๆ มาเคี้ยวกินแทนข้าว!"

    ​ลู่ชิงหัวเราะร่าอย่างไม่สะทกสะท้านพลางสะอึกคำโต

    "เอิ๊ก! พวกเจ้าอยากได้เงินข้าขนาดนั้นเชียวรึ? แหม... ความสุขในหอโคมเขียวมันจะไปสู้ความสุขตอนนอนกอดไหเหล้ากลางกองฟางได้ยังไง? แต่เอ... ข้าว่าหน้าตาพวกเจ้าดูคุ้นๆ นะ เหมือนพวกข้ารับใช้บ้านไหนสักแห่งที่ข้าเคยเห็นยืนเฝ้าประตู... อ้อ! หรือว่าพวกเจ้าคือบ่าวที่คุณชายเหวินส่งมาสอดแนมข้า? เจ้านายพวกเจ้านี่ก็แปลกนะ สู้เขาไม่ได้กลางลานประลอง ก็เลยส่งสมุนมา 'ขอทาน' เงินรางวัลจากข้าลับหลังเช่นนี้รึ? เจ้าเหวินเทียนนั่นน่ะหรือจะยอมปล่อยข้าไปง่ายๆ หลังจากข้าทำให้เขาอับอายจนอยากมุดแผ่นดินหนี!"

    ​"เฮ้ย! แกกรู้ได้ไงว่าคุณชายเหวินส่ง..." ลูกสมุนคนหนึ่งหลุดปากโพล่งออกมาด้วยความเขลาเบาปัญญา

    ​"หุบปากเจ้าสารเลว!" หัวหน้าโจรตบกบาลลูกน้องฉาดใหญ่จนหน้าทิ่มพลางด่าทออย่างหัวเสีย

    "เจ้าหมูตอน! ใครใช้ให้เจ้าเอ่ยชื่อเจ้านายออกมาให้เสียแผน! เจ้าโง่! บรรพบุรุษเจ้าคงจะร้องไห้ที่คลอดคนปากสว่างแบบเจ้าออกมา!"

    ​ลู่ชิงเอียงคอ ยกไหสุราขึ้นกรอกเข้าปากอีกอึกใหญ่จนหยดน้ำสุราไหลลงมาตามคาง

    "อ่า... หวานล้ำ! นั่นไง ข้าว่าแล้ว เจ้านายโง่เขลา ลูกน้องก็เบาปัญญา พวกเจ้านี่มันช่างเข้ากันได้ดีจริงๆ นะ... มามี่มา มาคุยกันก่อน อย่าเพิ่งทำหน้ายักษ์หน้ามารสิ เงินร้อยตำลึงนี่ข้ากะจะเอาไปซื้อเครื่องแต่งตัวใหม่ให้เจ้าสีหมอก ม้าข้าน่ะมันกินดีอยู่ดีกว่าพวกเจ้าเสียอีกนะ สนใจไปทำงานแทนม้าข้าไหมล่ะ? ข้าให้กินฟางฟรีๆ เลยนะ!"

    ​"แก! ดูถูกพวกข้าเกินไปแล้ว!" หัวหน้าโจรหันกลับมาทางลู่ชิงด้วยสายตาที่อำมหิตยิ่งกว่าเดิม คมดาบในมือสั่นระริกด้วยความโกรธ "ในเมื่อเจ้าบัณฑิตขี้เมานี่มันรู้ความลับแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดออกไปจากตรอกนี้เลย! เดิมทีข้ากะจะแค่หักขาเจ้าให้เป็นทาน แต่ตอนนี้... ในเมื่อเจ้ารู้มากนัก ก็จงเอาความลับนี้ไปบอกยมบาลในนรกเถอะ! ตายซะเถอะ!"

    ​ลู่ชิงโบกมือหยอยๆ พลางหัวเราะร่า

    "ตายรึ? ข้ายังตายไม่ได้หรอก! ข้ายังกินเหล้าไหแก้วนี้ไม่หมดเลย... แถมยังต้องกลับไปสั่งสอนพวกเจ้าแทนบรรพบุรุษพวกเจ้าด้วยว่า การมารังแกคนเมาแบบนี้มันเสียสถาบันนักเลงขนาดไหน! มามะ... สุนัขรับใช้ของไอ้คุณชายเหวินนั่น เข้ามาให้ข้าช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าได้เห็น 'ความว่างเปล่า' ของซาลาเปาหน่อยเป็นไร!"

    ​"ปากดีนัก! ฆ่ามัน!!!" หัวหน้าโจรคำรามลั่นพลางเงื้อดาบพุ่งเข้าใส่เป็นคนแรก คมดาบแวววาวกรีดอากาศหมายจะแยกไหล่ของลู่ชิงให้ขาดสะพายแล่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของบัณฑิตขี้เมาที่ยังคงโงนเงนเหมือนจะล้มมิล้มแหล่

    ในขณะเดียวกัน บนชั้นสองของร้านอาหาร "เมฆาคล้อย" ซึ่งเป็นเหลาอาหารหรูหราที่สุดในระแวกนั้น ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ถูกตกแต่งด้วยฉากกั้นไม้แกะสลักอย่างวิจิตร แสงเทียนวับแวมอาบไล้ใบหน้าของชายหนุ่มนามว่า "ฉินอวี้" ผู้มีคิ้วกระบี่พาดเฉียงและดวงตาคมปลาบมิต่างจากหยกสลัก เขาจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องล่างผ่านหน้าต่างที่เปิดรับลมหนาวด้วยความรู้สึกขัดเคืองใจอย่างรุนแรง เส้นเลือดบนหลังมือที่กุมด้ามกระบี่เลี่ยมหยกคู่กายเริ่มปูดโปนออกมา

    "ท่านอาจารย์! ดูสิขอรับ สุนัขหมู่รุมกัดคนเมาที่ไร้ทางสู้เช่นนี้มิต่างจากสวะ จรรยาบรรณวิญญูชนถูกเหยียบย่ำจนมิดธรณี ข้ามิอาจทนนิ่งดูดายได้อีกต่อไป ขอลงไปจัดการพวกกากเดนเหล่านี้ให้ราบคาบ เพื่อกู้ศักดิ์ศรีให้เมืองตงหยางเถิด!" ฉินอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเดือดดาล ทั่วร่างแผ่ไอสังหารจางๆ พร้อมจะทะยานร่างออกไปราวกับปักษาสวรรค์

    ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ฝีเท้าของฉินอวี้กำลังจะพ้นขอบหน้าต่าง ร่างของลู่ชิงเบื้องล่างพลันขยับกาย... มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ประหลาดล้ำจนยากจะพรรณนา ดูภายนอกมิต่างจากคนเมาที่ก้าวพลาดจนสะดุดขาตัวเองลื่นไถลหัวเกือบจะทิ่มพื้น ทว่าในความเปะปะนั่นเอง เขากลับหลบคมดาบที่ฟาดลงมาด้วยพละกำลังทั้งหมดของหัวหน้าโจรได้อย่างปาฏิหาริย์ ปลายดาบเฉียดหน้าอกเสื้อที่ปะชุนของเขาไปเพียงระยะเส้นยาแดงผ่าแปด!

    "ปรมาจารย์หวังซิว" ยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นสูงผู้มีชื่อเสียงระบิลนามไปถึงราชสำนักเมืองหลวง ถึงกับดวงตาแข็งค้าง มือที่กำลังประคองจอกชาชั้นเลิศหยุดกึกอยู่กลางอากาศประดุจถูกสาปเป็นหิน เขาเอื้อมมือที่ดูเรียบเนียนทว่าแฝงพลังมหาศาลคว้าชายเสื้อศิษย์รักไว้แน่นจนฉินอวี้ชะงักค้างกลางอากาศ

    "อวี้เอ๋อ! หยุดมือเดี๋ยวนี้!" ปรมาจารย์หวังซิวตวาดห้ามด้วยเสียงต่ำแต่ทรงพลังจนมวลอากาศในห้องเกิดการสั่นสะเทือน จอกชาในมือจอมยุทธ์หนุ่มถึงกับสั่นระริก

    "ท่านอาจารย์? ทำไมกันขอรับ บัณฑิตผู้นั้นเมาจนจะยืนไม่อยู่แล้ว อีกเพียงอึดใจเดียวเขาต้องถูกฟันขาดสองท่อนแน่!" ฉินอวี้ถามกลับด้วยความสับสนและกังวลใจอย่างหนัก

    ชายชราผมขาวโพลนมิได้ตอบในทันที ดวงตาที่เป็นประกายลึกลับจับจ้องไปที่ร่างที่โอนเอนเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบตาแม้แต่เสี้ยววินาที

    "เจ้ามองดูให้ดี... ก้าวเมื่อครู่นั่น เจ้าเห็นเป็นเช่นไร?"

    "ก็... ก็แค่คนเมาดวงแข็งที่บังเอิญลื่นล้มหลบได้พอดีมิใช่หรือขอรับ?" ฉินอวี้ตอบตามที่ตาเห็น

    "นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!" หวังซิวพึมพำ น้ำเสียงที่เคยสุขุมกลับสั่นเครือด้วยความตื่นตะลึง "ข้าที่เป็นจอมราชันขั้นสูง ผ่านศึกเหนือใต้มานับร้อยครั้ง เห็นวรยุทธ์มาแทบจะทั่วทั้งแผ่นดิน กลับมองไม่ออกเลยว่านั่นคือวิชาสายใด! มันดูยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบ มิต่างจากกิริยาของปุถุชนทั่วไป แต่มันกลับหลบเลี่ยงคมดาบระดับยอดฝีมือได้อย่างหมดจดมิต่างจากมัจฉาแหวกว่ายในวารี... ช่างล้ำลึกเกินกว่าที่สมองของมนุษย์จะจินตนาการได้!"

    เบื้องล่างนั้น พวกลูกน้องคุณชายเหวินเมื่อเห็นว่าดาบแรกพลาดไปก็ยิ่งเดือดดาลประดุจฝูงหมาป่าที่ถูกหยามเกียรติ

    "ตายซะไอ้ยาจกขี้เมา! ดวงแกหมดลงแค่นี้แหละ!" พวกมันตะโกนก้องก่อนจะรุมเข้าใส่ลู่ชิงจากทุกทิศทางพร้อมกัน คมอาวุธนับสิบส่องประกายเย็นเยียบหวังจะสับร่างคนตรงหน้าให้เป็นชิ้นๆ

    ลู่ชิงที่บัดนี้เมาจนเห็นโลกหมุนเป็นวงกลมสามชั้นขยับกายสะเปะสะปะ ท่วงท่าของเขาดูตลกขบขัน คล้ายจะหงายหลังหกคะเมนไปทางซ้ายแต่กลับบิดตัวหลบคมดาบไปทางขวาประดุจใบไม้แห้งที่ปลิวว่อนไปตามกระแสลมพายุ ทันใดนั้น เมื่อนักเลงคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะแทงอก ลู่ชิงกลับสะบัดมือออกไปอย่างไร้ทิศทางเพียงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวร่างกายมิให้ล้มลงไปกองกับพื้น ทว่าปลายนิ้วที่ปัดป่ายนั้นกลับแฝงไปด้วยพลัง "ฝ่ามือสยบคลื่น" ที่พุ่งออกมาจากปราณเซียนโดยสัญชาตญาณ

    ตูม!!!!!!

    เสียงระเบิดอากาศมหาศาลดังสนั่นหวั่นไหวประดุจสายฟ้าฟาดกลางตรอกแคบๆ คลื่นพลังที่มองไม่เห็นกระแทกร่างของนักเลงสามคนแรกจนกระเด็นลอยละลิ่วไปปะทะกับกำแพงหินเสียงดัง "ปึก!" ก่อนจะร่วงลงมานอนจมกองเลือด อิฐกำแพงถึงกับร้าวเป็นทางยาวมิต่างจากใยแมงมุม

    "เฮ้ย! มันทำอะไรน่ะ!" พวกที่เหลือเริ่มหน้าซีดเผือด แข้งขาเริ่มสั่นพั่บๆ

    "มันใช้มนต์ดำหรือยาพิษรึไง! หรือมันซ่อนอาวุธลับไว้ในแขนเสื้อ! รุมมันเข้าไป! มันก็แค่คนเมาที่ดวงแข็งเท่านั้น!"

    ลู่ชิงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก น้ำลายกระเด็น พลางเหวี่ยงไหสุราไปมาด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท "มามะ... พวกสุนัขน้อย... มาให้พี่ชายสั่งสอนพวกเจ้าแทนบรรพบุรุษที่อุตส่าห์เบ่งพวกเจ้าออกมา แต่กลับไม่ได้อบรมสั่งสอนให้มีสันดานเป็นผู้เป็นคน ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้เช่นนี้ ข้าจะตีพวกเจ้าให้ก้นลายจนนั่งไม่ได้ไปสามวันเชียว!"

    เขาพุ่ง (ในท่าถลาหัวทิ่ม) เข้าใส่กลุ่มนักเลง ท่าเท้าของเขาดูวุ่นวายโกลาหลปานไก่ตาแตก ทว่าทุกครั้งที่คมดาบจะถึงตัว เขากลับโยกหลบได้แบบกวนโทสะที่สุด บางครั้งก็ก้มตัวหลบจนดูเหมือนจะลงไปนอนคาบหญ้า บางครั้งก็หมุนตัวจนไหสุรากระแทกหน้าโจรจนฟันหลอ และเมื่อเขาสะบัดมือดูมั่วซั่วเพื่อทรงตัว คนพวกนั้นกลับกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทางเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ สภาพตรอกที่เคยมืดมนบัดนี้เต็มไปด้วยร่างของนักเลงที่นอนโอดครวญอย่างหมดสภาพ

    ปรมาจารย์หวังซิวที่ยืนชิดขอบหน้าต่างถึงกับเหงื่อกาฬไหลซึมที่ไรผม เขาเผลอกำขอบหน้าต่างไม้จนแหลกเป็นผง

    "ข้า... มองไม่ออกจริงๆ... ไร้กระบวนท่า ไร้ทิศทาง ไร้เจตนาสังหาร แต่มันกลับทรงพลังและไร้ช่องโหว่อย่างน่าขนลุก ทุกการเคลื่อนไหวที่ดูขัดหูขัดตานั่น กลับสอดคล้องกับจังหวะการหมุนเวียนของดินฟ้าอย่างประหลาด..."

    เมื่อคนร้ายคนสุดท้ายถูกผลักจนหงายหลังหัวกระแทกพื้นสลบเหมือดไปต่อหน้าต่อตา ลู่ชิงพ่นลมหายใจกลิ่นสุราแรงคลุ้งออกมาพลางบ่นพึมพำกับไหเหล้าในมือ

    "เฮอะ... ขวางทางคนจะไปนอนกอดม้า... ขืนพวกเจ้ายังมาวุ่นวายอีก ข้าจะจับพวกเจ้ามาเขียนกลอนด่าประจานให้อัปยศจนลืมชื่อแซ่บรรพบุรุษตัวเองเลยเชียว!"

    เขาหอบไหสุราที่เหลือเพียงก้นไห เดินโซเซฮัมเพลงเพี้ยนๆ ลับหายไปในความมืดมิดของตรอก มุ่งหน้าสู่คอกม้าโดยมิทันสังเกตเห็นยอดคนระดับจอมราชันที่ยืนตัวแข็งเป็นหินประดุจรูปปั้นอยู่เบื้องบน

    "อวี้เอ๋อ... ไม่คิดเลยว่าการมาเมืองตงหยางครั้งนี้ กลับทำให้ข้าได้พบกับมังกรซ่อนกายที่ยิ่งใหญ่และลึกลับขนาดนี้...  " หวังซิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวด้วยความเคารพปนยำเกรง

    "พรุ่งนี้แต่เช้าตรู่ เราจะไปหาชายผู้นี้กัน!"

    ฉินอวี้ได้แต่เกาหัวมองตามหลังบัณฑิตขี้เมาที่เดินสะดุดก้อนหินอยู่ไกลๆ ด้วยความมึนตึบ "มังกรที่ไหนกันอาจารย์... ข้าเห็นแต่มังกรขี้เมาที่โชคดีรอดตายมาได้เพราะผีคุ้มซะมากกว่านะขอรับ!"

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน