ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 86 การมาของเจ้าชายทั้งห้าอาณาจักร

            เฟิ่งหยูได้ทำให้อาณาจักรเมฆาหวนเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดจนยากจะมีอาณาจักรใดกล้าเปิดศึกษาและยึดอาณาจักรของพวกเข้าได้อีกทั้งนี้ก็เพื่ออนาคต พวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลวาจะมีใครคอยรังแกหรือตักตวงผลประโยชน์ไปจากพวกเขาเพราะทุกเมืองในอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้ให้กฎกติกาเดียวกัน  ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

            หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมเสร็จองค์กษัตริย์ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วทั้งอาณาจักรเมฆาหวนตอนนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้และมีเมืองที่อยู่ในการปกครองมากถึงหกสิบหกเมืองด้วยกัน แบ่งเป็นเมืองใหญ่ยี่สิบสองเมือง เมืองเล็กสี่สิบสี่เมืองไม่นับเมืองอัสตาน่าที่เป็นเมืองหลวง

            ทุกคนต่างร่วมยินดีเมืองอัสตาน่าเต็มไปด้วยผู้คน เหล่าชาวเมืองจำนวนมากมองไปทางไหนก็เห็นผู้คนระรานตาทุกคนแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดที่เลิศหรูที่ตัวเองมีหวังว่าจะให้ตัวเองนั้นโดดเด่นสะดุดตา รอคอยเหล่าเจ้าเมืองและบุตรชาย  บุตรธิดา รวมถึงเจ้าชายและองค์กษัตริย์ที่จะเสด็จผ่านและออกมาพบปะกับชาวเมืองในงานเลี้ยงฉลองครั้งนี้

            ตั้งแต่หน้าประตูเมืองไล่ไปจนถึงปราสาทที่ตั้งอยู่เหนือสุดของเมืองต่างเรียงรายไปด้วยทหารจำนวนมากมายที่ตั้งขบวนรอบรับขบวนเสด็จขององค์กษัตริย์และเหล่าเจ้าเมืองภายในอาณาจักรเมฆาหวนทั้งหลาย

            เมื่อถึงวันงานเลี้ยงฉลองเหล่าเจ้าเมืองทั้งหลายต่างเดินทางมาถึงยังท้องพระโรงก่อนเวลาพวกเขาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองทั้งใหม่และเก่าต่างพากันตื่นเต้นนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทวีปฟ้าครามที่มีเจ้าเมืองมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้เหล่าขุนนางเมืองอัสตาน่าทำงานกันอย่างหนักแต่พวกเขาก็ทำงานด้วยรอยยิ้ม นี่ถือเป็นเกียรติประวัติของพวกเขาที่ได้ร่วมงานระดับนี้

            “เจ้าชายเหวินเทียนเสด็จ”

            เมื่อเจ้าชายเหวินเทียนมาพร้อมกับเฟิ่งหยู  การปรากฏตัวของทั้งคู่สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวเมืองที่มารอรับชมได้ประจักษ์แก่สายตาชายหนุ่มสองคนเดินมาด้วยรอยยิ้ม เจ้าชายเหวินเทียนโบกสะบัดมือทักทายผู้คนพร้อมกับเดินเข้าไปในงานทักทายเหล่าเจ้าเมืองทั้งหลาย

            “เฟิ่งหยู”เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านข้างเมื่อเฟิ่งหยูหันไปมองเขาพบกับเจ้าเมืองตะวันฉายที่ยืนรอเขาอยู่ด้านในเฟิ่งหยูขอตัวจากเจ้าชายเทียนเหวินแล้วจึงเดินเข้าไปหาซูฮุ้ยหลิง

            “คารวะนายน้อย”

            “ นายน้ง นายน้อยอะไรกันเจ้าเป็นถึงลูกสาวเจ้าเมืองแล้วนะ ทำตัวให้สมกับตำแหน่งหน่อย  อื่มเป็นอย่างไรบ้างท่านเจ้าเมืองท่านตามหาครอบครัวพบบ้างหรือยัง”

            เฟิ่งหยูทักทายเจ้าเมืองซูฮุ้ยหลิงและจื่อฮุ่ยด้วยความเป็นกันเอง

             “ตามเจอครบหมดแล้ว โชคดีที่ได้เจ้าช่วยเหลือมิเช่นนั้นตระกูลซูของข้าคงไม่มีวันนี้ได้”

            “ตระกูลฉีหละเป็นยังไงบ้าง”

            “พวกเขาสร้างความเกลียดชังให้กับชาวเมืองและตระกูลต่างๆ จำนวนมากเลยถูกสังหารสิ้นตอนสงครามหมดแล้ว ที่เหลือก็เพียงเด็กและคนแก่พวกเขาคงไม่กล้าสร้างความเดือดร้อนแล้วหละ”

            “ข้ามีเรื่องที่จะต้องแจ้งให้แก่ท่านทราบเรื่องหนึ่งตอนที่พวกเราถูกไล่ล่าโดยคนของตระกูลฉี พวกเราพบสถานที่แห่งหนึ่งโดยบังเอิญข้าคิดว่ามันคงเป็นสถานที่สำคัญและน่าจะมีของล้ำค่าแต่พวกเราก็ไม่เคยไปสำรวจข้าจึงได้เขียนแผนที่และนำมันมอบให้กับท่านเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ท่านช่วยเหลือตระกูลซูของพวกเรา”

            “แต่ว่า......”เฟิ่งหยูยังพูดไม่ทันจบซูฮุ่ยหลิงก็ยัดแผนที่ใส่มือเฟิ่งหยู

            “ไม่ต้องแต่แล้วท่านช่วยให้ข้าได้เป็นถึงเจ้าเมืองตะวันฉายทำให้ตระกูลซูได้กลับมาอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเพียงแค่นี้พวกเราก็ไม่สามารถตอบแทนพระคุณของเจ้าได้แล้ว รับไปเถอะ”

            “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจท่านแล้ว”เฟิ่งหยูเอ่ยพร้อมกับเก็บแผนที่ไว้ในแหวนมิติ

            ทันไดนั้น.......

            “องค์กษัตริย์และองค์ราชินีเสด็จ”ทุกคนต่างคุกเข่าลงข้างหนึ่งทำการคารวะ

            “ทรงพระเจริญ”เสียงดังกึกก้องทั่วทั้งท้องพระโรง

            องค์กษัตริย์เหวินฉิง พร้อมด้วยองค์ราชินีเดินมาพร้อมกับองหญิงหนิงเอ๋อซึ่งวันนี้แต่ตัวเต็มยศ ทำให้ความสง่างามขององค์หญิงหนิงเอ๋อที่งดงามปานนางฟ้านางสวรรค์ แทรกไปด้วยสดใสน่ารักสามารถสะกดสายตาของเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายจนแทบลืมหายใจกันเลยทีเดียว

            ความงดงามขององค์หญิงหนิงเอ๋อที่ตอนนี้เติบโตเป็นสาวสวยวัยสิบหกปีเรียกเสียงฮือฮาไปทั่ว

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า สาวน้อยจอมแก่นของพี่เติบโตเป็นสาวสวยเสียแล้ว” เสียงหยอกล้อองค์หญิงของเจ้าชายเหวินเทียน

            หนิงเอ๋อมองค้อนเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาเฟิ่งหยูชวนซูฮุ่ยหลิงเดินเข้าไปหาองค์กษัตริย์และองค์ราชินีพวกเขาเดินเข้าไปพร้อมกับสายตานับร้อยที่จ้องมองมาทางทั้งสามคน

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่าเป็นยังไงบ้างเฟิ่งหยู คงเหนื่อยเจ้าไม่น้อยเลยสินะ”

            “ไม่หรอกพะยะค่ะ ว่าแต่ผู้คนมากมายทำให้พระราชวังของพระองค์แคบไปถนัดตาเลยนะพะยะค่ะ”

            “สงสัยพระองค์ต้องขยายพระราชวังเสียแล้ว”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า สงสัยต้องขยายอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ นั่นแหละ” กษัตริย์เหวินฉิงหัวเราะด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

            “เอาละไปนั่งกันเถอะ”

            หนิงเอ๋อรีบเดินมาควงแขนเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว องค์กษัตริย์พร้อมกับเฟิ่งหยูนั่งอยู่บนด้านหน้าสุดพลันเมื่อองค์กษัตริย์กำลังจะทำการเปิดงานเลี้ยงก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “องค์ชายซีอันแห่งอาณาจักรมังกรครามเสด็จ”

             “องค์ชายจื่อโหยวแห่งอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเสด็จ”

            “องค์ชายไป๋เซ่อแห่งอาณาจักรพยัคขาวเสด็จ”

            “องค์ชายผิงอานแห่งอาณาจักรหงส์เพลิงเสด็จ”

            “องค์ชายอานฉวนแห่งอาณาจักรเต่าทมิฬเสด็จ”

            การปรากฏตัวของเขาทั้งสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนเป็นอย่างมากพวกเขาทั้งห้าคนรูปร่างหน้าตามีสง่าราศีสมกับเป็นเจ้าชายของอาณาจักรต่าง ๆพวกเขาเดินมาพร้อมกับขบวนองครักษ์ที่ติดตาม

            พวกเขาเดินมาถึงหน้าองค์กษัตริย์และองค์ราชินี

            “ถวายบังคมองค์กษัตริย์ องค์ราชินีพวกเราทั้งเป็นตัวแทนของกษัตริย์ทั้งห้าอาณาจักรมาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์ที่ทรงรวมอาณาจักรตะวันฉายเป็นหนึ่งเดียวได้พะยะค่ะและมาในตัวแทนของอาณาจักรร่วมลงนามสุทธิสัญญาเป็นพันธมิตรตลอดไปกับอาณาจักรเมฆาหวนด้วยพะยะค่ะ”

            “นี่เป็นของเล็กๆ น้อย ๆที่ทางอาณาจักรของเราได้จัดเตรียมเป็นของขวัญให้แก่พระองค์พะยะค่ะ”

            ทหารต่างช่วยกันแบกหีบจำนวนห้าหีบมาตรงหน้าองค์กษัตริย์และเหล่าเจ้าเมืองเจ้าชายของแต่ละอาณาจักรต่างเดินไปที่หีบของตนเองพร้อมกับเปิดขึ้นทีละใบ

            “อาณาจักรมังกรครามขอมอบเกร็ดมังกรเป็นของขวัญให้แก่พระองค์พะยะค่ะ”

            เมื่อเจ้าชายซีอันเปิดหีบออกมีเกร็ดมังกรขนาดใหญ่จำนวนสองเกร็ดเป็นสีแดงเพลิงสร้างความตื่นเต้นแก่เหล่าเจ้าเมืองทั้งหลาย

            “ขอบใจฝากขอบใจไปยังกษัตริย์อาณาจักรมังกรครามด้วย” กษัตริย์เหวินเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม

            “อาณาจักรจันทร์เสี้ยวขอมอบหินมิติเป็นของขวัญให้กับพระองค์พะยะค่ะ”

            เจ้าชายจื่อโหยวเปิดหีบออกมาพร้อมกับหินมิติก้อนใหญ่ส่งคลื่นพลังออกมาจนทั่วท้องพระโรงรับรู้ได้

            “ขอบใจ ขอบใจยิ่งนัก”

            จากนั้นเหล่าเจ้าชายทั้งหลายเริ่มทยอยเปิดหีบและของขวัญที่มอบให้กับองกษัตริย์เหวินเทียนทั่วทั้งท้องพระโรงต่างรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ในที่สุดในทวีปฟ้าครามแห่งนี้จะไม่เกิดสงครามอีกต่อไป

            “เอาหละเพื่อแสดงความจริงใจกับพวกเจ้าทั้งห้าอาณาจักรข้าจะลงนามในสนธิสัญญากับอีกห้าอาณาจักรของพวกเจ้า และข้าจะส่งคนไปสร้างค่ายกลมิติเพื่อให้ทุกอาณาจักรสามารถติดต่อค้าขายระหว่างกันและกันได้ง่ายยิ่งขึ้น”

            “ค่ายกลมิติ” เหล่าองค์ชายทั้งหลายและองครักษ์ที่มาจากต่างอาณาจักรต่างทำหน้างง

            “ค่ายกลมิติมันคือค่ายกลอย่างไรหรือพะยะค่ะ”องค์ชายไป๋เซ่อเอ่ยถาม

            “มันคือค่ายกลที่สามารถเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งภายในพริบตาเดียวพวกท่านไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเดือน ๆ อีกต่อไป”

            เหล่าองค์ชายเมื่อได้ยินคำอธิบายถึงกับอึ้งวิทยาการของอาณาจักรเมฆาหวนกาวหน้าถึงขั้นนี้แล้วอย่างนั้นหรือ? มิน่าพวกเขาสามารถพิชิตอาณาจักรตะวันฉายได้ภายในไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำหากเป็นพวกเขาที่ต้องมาสู้รบกับอาณาจักรเมฆาหวนตอนนี้คงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอนเหล่าองค์ชายทั้งหลายต่างคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

            “เอาหละพวกเจ้าเชิญร่วมงานเลี้ยงฉลองกันก่อนเสร็จสิ้นจากงานเลี้ยงแล้วพวกเราค่อยร่วมลงนามสุทธิสัญญาพันธมิตรกันทีหลัง”

            “เชิญ ๆ  เชิญนั่ง”

            จากนั้นองค์กษัตริย์เหวินเทียนจึงได้กล่าวเปิดงานและเริ่มต้นงานเลี้ยงฉลองอย่างครื้นเครงเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองดังไปทั่วท้องพระโรง

            องค์ชายทั้งห้าต่างร่วมโต๊ะเดียวกันกับเฟิ่งหยูและองค์ชายเหวินเทียนส่วนซูฮุ่ยหลิง องค์หญิงหนิงเอ๋อ จื่อฮุ่ยนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับกษัตริย์เหวินฉิงและองค์ราชินี

            “ข้าเหวินเทียนองค์ชายอาณาจักรเมฆาหวนส่วนคนนี้ เฟิ่งหยูเจ้าเมืองจินเฟิงคู่หมั้นน้องสาวข้า”องค์ชายเหวินเทียนกล่าวแนะนำตัวพร้อมแนะนำเฟิ่งหยู

            “พวกเราทั้งห้าคนยินดีที่ได้รู้จักองค์ชาย และเฟิ่งหยูพวกเราหวังว่าองค์ชายและน้องเฟิ่งหากพวกท่านว่างพวกเราเชิญพวกท่านไปเที่ยวชมอาณาจักรของพวกเราบ้าง”

            “หากพวกเราว่างจะไปเยี่ยมชมอาณาจักรของพวกท่านอย่างแน่นอนส่วนเฟิ่งหยูคงต้องได้ไปอาณาจักรของพวกท่านเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะเฟิ่งหยูเป็นคนสร้างค่ายกลมิติเองเสด็จพ่อของเราก็คงต้องขอร้องให้เฟิ่งหยูไปติดตั้งค่ายกลมิติให้กับอาณาจักรของพวกท่านอยู่แล้ว”เจ้าชายเหวินเทียนกล่าว

            “น้องเฟิ่งเป็นคนสร้างค่ายกลมิติอย่างนั้นหรือช่างเป็นอัจฉริยะจริง ๆ มิน่าองค์หญิงหนิงเอ๋อถึงได้ไม่ชายตามองพวกเราเลย ฮ่า ฮ่าฮ่า”

    ทุกคนเริ่มคุยกันอย่างสนิทสนมมากขึ้นเหล่าองค์ชายทั้งหลายเมื่อรู้จักเฟิ่งหยูมากขึ้นทุกคนต่างนับถือเฟิ่งหยูเป็นอย่างมากถึงขั้นเอ่ยว่าจะนำเฟิ่งหยูเป็นแบบอย่างอีกด้วย

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน