"ต้นหนาว... ฟังพี่ก่อน... ข้อความพวกนั้นมัน..."
เสียงของพี่คิรินสั่นพร่า เขาพยายามก้าวเข้ามาหาผม มือหนายื่นออกมาข้างหน้าหวังจะคว้าตัวผมเข้าไปกอดปลอบเหมือนที่เคยทำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเว้าวอนอย่างน่าสงสาร
เพียะ!
ผมสะบัดมือปัดท่อนแขนของเขาออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่นห้องทำงาน ความรังเกียจและความโกรธแค้นมันพุ่งพล่านจนผมควบคุมตัวเองไม่อยู่
"อย่ามาแตะต้องตัวผม! อย่าเอามือสกปรกๆ ของพี่มาโดนตัวผม!"
ผมะโใส่หน้าเขา น้ำตาไหลอาบแก้มเป็สาย
"พี่เห็นผมเป็ตัวอะไรฮะพี่คิริน เป็ของเล่นโง่ๆ ที่พี่จะจัดฉากหลอกลวงยังไงก็ได้งั้นเหรอ!"
"ไม่ใช่นะ พี่ไม่ได้เห็นหนูเป็ของเล่น"
เขาพยายามก้าวเข้ามาอีก แต่ผมก็ถอยกรูดหนีจนแผ่นหลังไปชนกับขอบโต๊ะคอมพิวเตอร์
"สิ่งที่พี่ทำไปทั้งหมด... ที่พี่ต้องจ้างคนไปพังท่อน้ำ พังแอร์ ก็เพราะพี่อยากให้หนูมาอยู่ใกล้ๆ พี่... พี่รักหนูนะ ต้นหนาว พี่รักหนูจริงๆ"
"หุบปาก! เลิกเอาคำว่ารักมาอ้างเพื่อความเห็นแก่ตัวของพี่สักที"
ผมตวาดกลับสุดเสียง รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกบีบอัดจนแหลกสลาย
"ความรักบ้าบออะไรที่เริ่มต้นด้วยการทำลายชีวิตคนอื่น ความรักบ้าบออะไรที่ต้องใช้เงินซื้อเพื่อนสนิทของผม พี่มันแค่ไอ้คนเห็นแก่ตัวที่อยากเอาชนะ พี่หลอกผม หลอกให้ผมเชื่อใจ หลอกให้ผมรัก แล้วพี่ก็เอาผมไปพูดเล่นตลกกับเพื่อนผม"
"พี่ขอโทษ... พี่มันเลว พี่มันโง่เอง..."
น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ดวงตาคมกริบที่เคยมั่นใจในตัวเองบัดนี้แดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
"แต่ความรู้สึกที่พี่มีให้หนู มันคือของจริงนะ ต้นหนาว... พี่ขอร้องล่ะ อย่ามองพี่ด้วยสายตาแบบนี้เลย"
"ผมเกลียดพี่..."
ผมเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน จ้องมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและแตกหัก
"ผมเกลียดคนโกหกที่สุดในชีวิต ผมเกลียดตัวเองที่หลงเชื่อคนอย่างพี่"
พูดจบ ผมก็ผลักร่างสูงที่ยืนขวางประตูอยู่อย่างแรง แม้เขาจะไม่ล้มลง แต่เขาก็ยอมเบี่ยงตัวหลบให้ผมเดินออกไป ผมวิ่งหนีออกจากห้องทำงาน ตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนของเรา... ไม่สิ ห้องนอนของเขาต่างหาก
ผมดึงกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่เพิ่งจัดของกลับมาจากทริปทะเลเมื่อวาน ออกมาจากตู้เสื้อผ้า รูดซิปเปิดออกอย่างลวกๆ แล้วเริ่มต้นคว้าเสื้อผ้า กางเกง และของใช้ส่วนตัวยัดใส่กระเป๋าอย่างไม่ไยดี ไม่สนว่ามันจะยับยู่ยี่แค่ไหน ผมรู้แค่ว่าผมต้องออกไปจากที่นี่ ออกไปจากกรงทองที่เต็มไปด้วยคำลวงโลกนี้ให้เร็วที่สุด
พี่คิรินเดินตามผมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน ร่างสูงใหญ่ของเขายืนนิ่งงันราวกับถูกสาป มือทั้งสองข้างของเขากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ไหล่กว้างที่ผมเคยซบพักพิงกำลังสั่นสะท้านอย่างหนัก
เขาไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้ามาขัดขวางผม ไม่กล้าใช้กำลังเผด็จการบังคับผมเหมือนทุกครั้ง เขาคงรู้ดีว่าถ้าเขาใช้กำลังกับผมในตอนนี้ ฟางเส้นสุดท้ายระหว่างเราจะขาดสะบั้นลงและผมจะเกลียดเขาไปตลอดกาล
"ต้นหนาว... อย่าไปเลยนะ..."
เขาเอ่ยรั้งเสียงแ่เบา น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งหล่นลงมาจากหางตาของเขา
"พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีหนู... ให้พี่ทำอะไรพี่ก็ยอม ขอแค่หนูอย่าเดินออกไปจากห้องนี้เลยนะ"
ผมพยายามทำหูทวนลม กัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น รูดซิปกระเป๋าปิดลงอย่างรวดเร็ว ผมสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า หมุนตัวเดินตรงไปที่ประตู
"หลบไป" ผมสั่งเสียงแข็ง เ็าที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้
พี่คิรินยืนขวางประตูอยู่เสี้ยววินาที ดวงตาของเขามองผมด้วยความรวดร้าวถึงขีดสุด แต่ในที่สุด... เขาก็ยอมหลีกทางให้ผมเดินผ่านไปอย่างคนหมดสภาพ
ผมก้าวเดินออกจากเพนต์เฮาส์ที่เคยอบอวลไปด้วยความรัก มุ่งหน้าสู่ลิฟต์โดยไม่หันหลังกลับไปมองผู้ชายที่ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตูห้องอีกเลย เสียงประตูกระจกบานใหญ่ปิดลงพร้อมกับหัวใจของผมที่แหลกสลายไม่มีชิ้นดี
ภายในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่าง มันช่างเงียบเหงาและหนาวเหน็บ ผมทิ้งตัวลงพิงผนังลิฟต์ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาเงียบๆ ความรู้สึกอ้างว้างจู่โจมเข้ามาจนผมแทบจะยืนไม่อยู่ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปที่ไหน โลกใบนี้มันโหดร้ายกับผมเกินไปแล้ว
แต่แล้ว... ใบหน้าของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในหัว
'ไอ้บาส'
ผมโบกแท็กซี่หน้าคอนโดมุ่งหน้าไปยังหอพักของไอ้บาสทันที แม้ว่าตอนนี้จะเป็เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ผมก็ไม่สนใจ ผม้าคำอธิบาย ผม้าระบายความโกรธแค้นนี้ออกมาให้หมด
ก๊อกๆๆ! ก๊อกๆๆ!
ผมทุบประตูห้องพักของไอ้บาสรัวๆ ไม่แคร์ว่าห้องข้างๆ จะด่าเอา ผ่านไปอึดใจเดียว ประตูก็ถูกเปิดออกโดยเ้าของห้องที่อยู่ในสภาพงัวเงียตื่นนอน
"ใครวะ มาเคาะอะไรดึกดื่น... เฮ้ย! ไอ้หนาว!"
ไอ้บาสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นสภาพของผม น้ำตาอาบแก้ม ตาบวมเป่ง และสะพายกระเป๋าใบใหญ่
"มึงเป็อะไร ทำไมสภาพมึงเป็งี้วะ เกิดอะไรขึ้น!"
ผมไม่ตอบคำถามมัน แต่ใช้แรงทั้งหมดผลักอกมันให้ถอยหลบ แล้วแทรกตัวเดินเข้าไปในห้องของมันทันที ผมเหวี่ยงกระเป๋าลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะหันขวับกลับมาจ้องหน้าเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตด้วยสายตาที่วาวโรจน์
"PS5 เครื่องใหม่ เล่นสนุกไหมวะไอ้บาส"
ผมถามเสียงเย็นเยียบ ั์ตาแข็งกร้าว
ไอ้บาสหน้าซีดเผือดลงทันทีราวกับคนเห็นผี ปากของมันอ้าๆ หุบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ความง่วงงุนหายเป็ปลิดทิ้ง
"มึง... มึงพูดเื่อะไรวะหนาว... พีเอสไฟว์อะไร กูไม่เห็นรู้เื่..."
"เลิกตอแหลสักทีเหอะว่ะ!"
ผมตวาดลั่นห้อง ปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อยืดของมันอย่างแรง
"กูเห็นแชตในคอมพี่คิรินหมดแล้ว มึงรับเงินเขามาใช่ไหม มึงสมรู้ร่วมคิดกับเขาสร้างเื่ท่อน้ำแตก ตัดไฟ แล้วก็หลอกให้กูไปอยู่คอนโดเขากับมึงใช่ไหม"
"ไอ้หนาว... กู... คือกู..."
ไอ้บาสเสียงสั่น หน้าของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด มันพยายามจะจับมือผมที่กำคอเสื้อของมันอยู่
"มึงขายกูแลกกับเครื่องเกมโง่ๆ เครื่องเดียวนี่นะไอ้บาส มึงเห็นความเดือดร้อนของกูเป็เื่สนุกเหรอ มึงเห็นกูเป็เพื่อนอยู่หรือเปล่าวะฮะ!"
ผมเขย่าตัวมันอย่างแรง น้ำตาที่เพิ่งจะแห้งไปเหือดไหลทะลักออกมาอีกระลอก ความเ็ปจากการถูกเพื่อนสนิทหักหลังมันสาหัสไม่แพ้การถูกคนรักหลอกลวงเลย
"กูขอโทษ"
ไอ้บาสะโตอบ น้ำตารื้นขึ้นมาที่เบ้าตาของมันเช่นกัน
"กูยอมรับผิดทุกอย่าง แต่กูไม่ได้เห็นมึงเป็ของเล่นนะเว้ย ตอนแรกกูก็ไม่อยากทำ แต่พี่คิรินเขาขู่กู แล้วเขาก็บอกว่าเขาแอบชอบมึงมานานแล้ว เขาแค่หาทางเข้าหามึงไม่ได้ กูเห็นว่าพี่เขาก็ดูจริงจัง แล้วกูก็อยากให้มึงมีคนดูแล กูก็เลย... เลยยอมช่วย"
"ข้ออ้างทุเรศๆ ว่ะ"
ผมแค่นยิ้มหยัน ปล่อยมือจากคอเสื้อของมันอย่างรังเกียจ
"มึงจะบอกว่ามึงหวังดีกับกูงั้นดิ?"
"ไอ้หนาว มึงฟังนะเว้ย"
ไอ้บาสพยายามจะก้าวเข้ามาหาผม
"ถึงตอนเริ่มต้นพี่เขาจะใช้วิธีสกปรก แต่ความรู้สึกที่เขามีให้มึงมันคือของจริงนะเว้ย กูเป็คนกลางกูดูออก พี่คิรินเขารักมึงมากนะ เขาดูแลมึงดีขนาดนี้ มึงก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ"
"หุบปาก!"
ผมชี้หน้ามัน ตวาดกลับด้วยความโกรธจัด
"ถ้ามึงเอ่ยชื่อผู้ชายคนนั้นออกมาให้กูได้ยินอีกแม้แต่คำเดียว... กูจะตัดเพื่อนกับมึงชาตินี้ แล้วเราก็ไม่ต้องมาเผาผีกันอีก"
คำขาดของผมทำเอาไอ้บาสชะงักงัน มันหุบปากฉับ ก้มหน้ามองพื้นอย่างสำนึกผิด มันรู้ดีว่าเวลาที่ผมโกรธจัด ผมพูดจริงทำจริงเสมอ
"มึงเป็คนสร้างเื่บ้าๆ พวกนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นมึงต้องรับผิดชอบ"
ผมพูดเสียงเ็าพยายามควบคุมสติ
"กูจะขออาศัยอยู่ที่นี่สักพัก จนกว่ากูจะหาหอใหม่ได้ และถ้ามึงปากโป้งเอาเื่นี้ไปบอก... 'เขา' ...กูจะเกลียดมึงไปตลอดชีวิต"
"เออ... กูเข้าใจแล้ว กูจะไม่บอกใคร กูสัญญา"
ไอ้บาสพยักหน้ารัวๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ผมยังไม่ตัดเพื่อนกับมันซะทีเดียว
"มึง... ไปนอนพักในห้องนอนเล็กก่อนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะช่วยมึงหาหอใหม่เอง"
ผมไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของมัน ผมแค่ก้มลงหยิบกระเป๋าใบใหญ่บนพื้น เดินลากเท้าตรงไปยังห้องนอนรับแขกที่มันบอก แล้วจัดการล็อกกลอนประตูแ่า
ภายในห้องนอนเล็กๆ ที่มืดสลัวและมีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเข้ามา ผมทิ้งกระเป๋าลงบนพื้น ทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงข้างเตียง ดึงเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดไว้แน่น
บรรยากาศในห้องนี้มันต่างจากห้องนอนที่เพนต์เฮาส์ลิบลับ กลิ่นอายความอบอุ่น กลิ่นหอมสะอาดของครีมอาบน้ำ และกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ผมคุ้นเคย... มันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
ผมพยายามจะโกรธ พยายามจะเกลียดผู้ชายคนนั้นที่หลอกลวงผม แต่ทำไม... ทำไมหัวใจของผมมันถึงได้เ็ปและเรียกร้องหาแต่ััของเขาอยู่แบบนี้ล่ะ
ภาพแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความรวดร้าวของพี่คิรินตอนที่ผมเดินจากมา มันยังคงฉายชัดอยู่ในหัวของผมซ้ำไปซ้ำมา มันคอยตอกย้ำให้ผมรู้ว่า... ถึงเขาจะโกหกหลอกลวงผมสารพัด แต่ความรู้สึกที่ผมมีให้เขา... มันกลับกลายเป็ความรักที่ฝังรากลึกลงไปจนยากจะถอนตัว
"พี่มันใจร้าย... ใจร้ายที่สุดเลย..."
ผมสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง ซบหน้าลงกับหัวเข่า ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจและความโง่เขลาของตัวเองไหลรินออกมาจนแทบจะขาดใจ ผมร้องไห้จนปวดกระบอกตา ร้องไห้จนแทบจะไม่มีน้ำตาเหลือให้ไหล ร้องไห้เพื่อไว้อาลัยให้กับความรักที่พังทลายลงภายในชั่วข้ามคืน
หัวใจของผมมันเ็ป... เ็ปจนแทบทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว.