วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 50 การทดสอบของฟ้าดิน

            ห่าวหรานถือกระบี่ศิลาเล่มใหญ่อยู่ในมือ ก่อนเพ่งมองมันอย่างถี่ถ้วน กระบี่เล่มนี้หากมองดูดี ๆ ก็คล้ายแผ่นศิลายาว ๆ ขนาดใหญ่แผ่นหนึ่งเสียมากกว่า ใบไร้ซึ่งความคม กระบังกับด้ามก็ทำมาจากหินก้อนเดียวกัน น้ำหนักไม่ต้องพูดถึง แม้นห่าวหรานยกจะชูขึ้นได้ก็จริง แต่ยามนี้เขาต้องใช้กำลังแขน ผสานกับจิตปราณถึงสองส่วนเลยทีเดียว หากไม่ทำเช่นนี้เห็น จะต้องวางมันลงเพื่อพักแขนเป็นแน่


            

            “หนัก แต่พอไหว สาเหตุที่ข้าเลือกอาวุธชิ้นนี้เพราะคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ในการสู้กับเจ้าหมูป่าเขี้ยวสายฟ้ามากกว่า ธาตุน้ำ แพ้ทางธาตุสายฟ้า ส่วนธาตุสายฟ้าก็มีแต่จะยิ่งส่งเสริมธาตุสายฟ้าด้วยกัน เช่นนั้นข้าจึงเลือกอาวุธธาตุดินชิ้นนี้” ห่าวหรานเอ่ยพึมพำออกมา ถึงสาเหตุที่เขาเลือกกระบี่ศิลาฟ้าดิน ทว่า..ในยามนั้นเองก้ได้มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น


            

            “ฉลาดในการตัดสินใจ ข้าขอชื่นชม ทว่า...เจ้ากล่าวผิดไปหนึ่งอย่าง” ห่าวหรานสะดุ้งตกใจก่อนจะพลันกวาดตามองหาที่มาของเสียง และในตอนนั้น เขาก็ได้พบกับ ชายชราผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งมีร่างโปร่งใสกำลังนั่งลูบเครายาวอยู่บนก้อนหิน ใกล้ ๆ กับจุดที่ห่าวหรานยืนอยู่


            

            “ไม่ทราบว่า ผู้อาวุโสคือผู้ใด และมานั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้ว เหตุใดข้าจึงไม่รู้สึกตัว”


            

            “ข้าเป็นผู้ใดหรือ...? เรื่องนั้นเจ้าไม่รู้หรอก แต่ที่แน่ ๆ ข้านั่งอยู่ตรงนี้มานานแสนนานเกินกว่าที่เจ้านึกออก และอย่างที่เห็นร่างข้าไม่ใช่ร่างเนื้อของมนุษย์เพราะฉะนั้น เจ้าถึงมิอาจสัมผัสถึงข้าได้ในตอนแรก จนเมื่อเจ้าเลือกอาวุธหนึ่งในสามขึ้นมานี้แหละจึงสามารถมองเห็นข้าได้”


            

            “เช่นนี่นี้เอง งั้นผู้น้อยขอถาม ท่านว่าข้ากล่าวผิดไปหนึ่งอย่างคือเรื่องใด”


            

            “ก็เรื่องที่เจ้าบอกว่าตนเป็นผู้เลือกกระบี่เล่มนั้นอย่างไรเล่า ในความเป็นจริงแล้วมันต่างหากที่เลือก ไม่สิ ฟ้าดินต่างหากที่เลือกเจ้าให้ดึงมันขึ้นมา”

            

            “ดังจารึกที่สลักไว้บนแท่นหินใช่หรือไม่”

            

            “ถูกต้องแล้ว เป็นเช่นนั้น”

            

            “แล้วเหตุใดฟ้าดินถึง...”

            

            “ถึงเลือกเจ้าใช่หรือไม่ เรื่องนี้ข้าเองก็สุดจะหยั่งถึง แต่ทุกอย่างในโลกล้วนมีเหตุ และผลทั้งสิ้น บางทีในอนาคเจ้าอาจจะพบคำตอบก็ได้”

            

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้วผู้อาวุโส”

            

            “ในเมื่อเข้าใจก็ดีแล้ว เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเถอะ”

            

            “เริ่มสิ่งใด”

            

            “เจ้านี่ถามแปลกนัก ก็เริ่มการทดสอบอย่างไรเล่า ในจารึกก็เขียนไว้มิใช่รึ? ใช่ว่าฟ้าดินเลือกเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่ต้องทดสอบสักหน่อย เมื่อผ่านเจ้าถึงจะนำกระบี่ไปได้ แต่ถ้าไม่เจ้าก็อาจจะต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าในถ้ำแห่งนี้ไปตลอดกัน จะว่าไปก็ดีไม่น้อยเพราะข้าจะได้สหายไว้คุยแก้เหงา”


            

            ร่างปราณของชายชราอาวุโสหัวร่อออกมาอย่างมีความสุข ส่วนห่านหรานนั้นพอนึกขึ้นได้ว่ามันจะต้องสู้กับผู้พิทักษ์ก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย มิรู้ผู้พิทักษ์ตนนั้นจะแข็งแกร่งสักเพียงใด


            

            “กังวลหรือเจ้าหนู? ไม่ต้องกังวลไปหรอก หากเจ้ารู้จักคุณสมบัติพิเศษของสิ่งที่เจ้าถืออยู่ การเอาชนะผู้พิทักษ์ก็หาใช่เรื่องยากอันใดไม่”


            

            “คุณสมบัติพิเศษของกระบี่เล่มนี้หรือขอรับ? มันคือสิ่งใดกัน”


            

            “เรื่องนั้นข้าบอกไม่ได้ ขืนบอกก็เท่ากับข้าช่วยเจ้าน่ะสิ เอาล่ะเลิกถามมากความ เตรียมรับการทดสอบได้” ร่างปราณของชายชราอาวุโสแค่นเสียงพูด ก่อนที่มันจะตวัดนิ้วไปมาในอากาศสามสี่ครั้ง จากนั้นพื้นถ้ำก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เพราะรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาตัวใหญ่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ก่อนหน้าเริ่มขยับตัวแล้ว


            

            ห่าวหรานเองที่เห็นก็ทราบดีว่าถึงเวลาต้องออกแรงแล้ว เพราะหากไม่สู้ คงได้กลายเป็นผีเฝ้าถ้ำแห่งนี้ร่วมกับร่างปราณของอาวุโสผู้นี้เป็นแน่ และห่าวหรานก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่ตนเองจะได้ทดสอบกระบี่ศิลาฟ้าดินเล่มโตในมือไปด้วย


            

            รูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาขยับก้าวขาออกมาได้เล็กน้อย มันก็ก้มลงมองมนุษย์ตัวจ้อยผู้ซึ่งถือกระบี่ฟ้าดินอยู่ในมือ จากนั้นก็ไม่ช้าท่าพลันยกแขนพุ่งกำปั้นลงมาหาเขาสุดแรง ห่าวหรานเองก็พลันกระโดดถอยหลังไปสิบก้าวเพื่อตั้งหลัก กำลังของหมัดนั้นน่าจะไม่ต่ำกว่าหลายพันจิน ขืนใช้กระบี่ฟ้าดินรับตรง ๆ ก็ใช่ว่าจะต้านไหว “รวดเร็ว และทรงพลังยิ่งนัก ข้านึกว่าจะเคลื่นไหวช้าเพราะร่างกายใหญ่โต แต่ไม่แม้แต่น้อย” ห่าวหรานเอ่ยพร้อมกระชับกระบี่ในมือมั่น


            

            รูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาพอโจมตีพลาดไปในครั้งแรก มันก็ไม่รอช้ารีบตรงเข้ามาเล่นงานต่อทันที ทุกกำปั้นที่อัดกระแทกลงมายังพื้นแต่ล่ะครั้ง รุนแรงปานจะทำให้ทั้งถ้ำลงมาได้เลยทีเดียว แต่ห่าวหรานก็หลบได้ทุกครั้ง ก่อนจะได้ที่ใช้กระบี่ฟ้าดินฟันโต้คืนไปบาง ทว่า...ก็ทำได้แค่ให้รูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาเซถอยไปได้เท่านั้น “ไม่เข้ารึ! นี่ผิวของมันแข็งแกร่งเกินไป หรือกระบี่เล่มนี่ทื่อกว่ากันแน่”


            

            “ทื่อ รึ...? เจ้าจะคิดเช่นนั้นก็ได้เจ้าหนู แม้นจะขึ้นชื่อว่ากระบี่ แต่ก็ไม่ได้มีความคมถึงขนาดจะตัดสิ่งใดได้”

            

            “กระบี่ไร้คมแล้วข้าจะฟันมันได้อย่างไรขอรับ”


            

            “ความคมของกระบี่เล่มนั้น มาจากคุณสมบัติของวัตถุที่สร้างมันขึ้นมา เจ้าจงค้นหาคำตอบด้วยตนเอง หรือไม่ก็ยอมแพ้กลายเป็นผีเฝ้าถ้ำแห่งนี้เสีย”

            

            ห่าวหรานไม่เข้าใจความหมายที่ร่างปราณอาวุโสบอกใบ้เลยแม้แต่น้อย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ถอดใจ ยอมกัดฟันสู้กับรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาต่อไป “คุณสมบัติของวัตถุที่สร้างกระบี่รึ...? กระบี่ถูกตีขึ้นจากศิลาฟ้าดิน และข้าเคยอ่านเจอว่าศิลาฟ้าดินมีความสามารถในการดูดซับปราณ เช่นนั้นหากข้าถ่ายเทจิตปราณเข้าไปในกระบี่ก็อาจจะเกิดขึ้นบางอย่างก็เป็นได้” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นขณะพลิ้วกายหลบฝ่ามือของรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาที่เหวี่ยงฟาดเข้าใส่ จากนั้นเขาก็ลงไปยืนที่พื้นก่อนจะเริ่มส่งจิตปราณบางส่วนเข้าไปในกระบี่ศิลาฟ้าดิน


            

            ดุจหลุมลึกกลางมหาสมุทร จิตปราณถูกกระบี่ศิลาสูบเข้าไปอย่างรวดเร็ว จนห่าวหราน ทรุดเข่าเสียการทรงตัวไปเล็กน้อย ดีว่าเขารีบตั้งสติกลับมาได้ทัน ก่อนจะหยุดถ่ายจิตปราณเข้าไปอีก “เล่นเอาข้าตกใจไม่น้อย ไม่คิดเลยว่ากระบี่ศิลาฟ้าดินจะกระหายจิตปราณถึงเพียงนี้” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นขณะเพ่งมองกระบี่ศิลาเล่มโตในมือ ทว่า....ยามนั้นเองที่เงาทะมึนพลันพุ่งลงมาเขา กำปั้นหินของรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลานั้นเอง และห่าวหรานมิอาจก้าวถอยได้ทันเวลาแล้ว

            

            บังเกิดเสียงโครมดังสะท้อนไปทั่วโถงถ้ำ ทว่า...หาใช่เสียงกระดูกของห่าวหรานที่ถูกบดละเอียด หากแต่เป็นเสียงที่เกิดจากการปะทะกันของกำปั้นหิน กับกระบี่ศิลาฟ้าดินต่างหาก ห่าวหรานยกกระบี่ขึ้นมากันได้ทันท่วงที และเหมือนว่าจะได้ผล กำปั้นหินของรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาทำอะไรมันไม่ได้อีกแล้ว “วิเศษ วิเศษนัก นี่หรืออานุภาพที่แท้จริงของกระบี่ศิลาฟ้าดิน”


            

            “โอ้ ปราณที่เจ้าเข้าถ่ายเทเข้าไปมีไม่น้อยเลยทีเดียว หากเป็นเช่นนี้ข้าก็วางใจได้แล้ว เอาล่ะสู้กับมันต่อเถิด”


            

            จิตปราณอาวุโสลูปเคราขาว ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ ซึ่งห่าวหรานก็พยักหน้าก่อนจะกระชับกระบี่ และพุ่งทะยานขึ้นเพื่อเล่นงานรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาคืนบ้าง ซึ่งการต่อสู้ในรอบนี้แตกต่างจากครั้งแรกลิบลับ เมื่อครู่ห่าวหรานเป็นฝ่ายตั้งรับ จนต้องล่าถอย ทว่า...คราวนี้ผู้เป็นเช่นกับเป็นรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาบ้างแล้ว แถมกำปั้นใหญ่โตของมันที่พุ่งใส่หากไม่ถูกกระบี่สะท้อนกลับ ก็จะถูกห่าวหรานฟันสวนคืนจนเริ่มมีรอยแตกร้าวขึ้นมา


            

            “ดีล่ะ งั้นการต่อสู้ครั้งนี้ข้าขอเป็นฝ่ายชนะก็แล้วกันนะ” ห่าวหรานเผยรอยยิ้มแห่งความมั่นใจขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่มันจะกระโดดพุ่งที่ผนังถ้ำ จากนั้นก็ใช้เท้าถีบผนัง พุ่งตรงเข้าหารูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาด้วยความเร็วสูงสุดพร้อมกับกระบี่ศิลาผ่าดินในมือ


            

            ร่างของห่าวหรานพุ่งปราดราวกับลูกธนูทะลุผ่านร่างรูปปั้นผู้พิทักษ์ศิลาจนทะลุเป็นรูขนาดใหญ่ ก่อนที่มันจะทรุดเข่าลงกับพื้น และแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

            

            “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม สมแล้วที่ฟ้าดินเลือกให้เจ้าเป็นผู้ถือครองกระบี่เล่มนี้” 


            

            “ไม่หรอกผู้อาวุโส ยามนี้ข้าคิดว่าตนเองใช้มันได้ไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อครู่กว่าจะชนะก็เล่นเอาแย่เหมือนกัน ข้าคงต้องฝึกฝนใช้มันอีกมากมายนัก”


            

            “เจ้าคิดถูกแล้ว กระบี่ฟ้าดินเล่มนี้จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้ถือครอง แม้มันจะสูบกลืนจิตปราณของผู้ใช้เข้าไปมากมายมหาศาล แต่ประสิทธิภาพของมันก็เพิ่มตามด้วย หากไม่เชื่อเจ้าก็ดวงใช้ตาข้างนั้นมองดูมันสิ”


            

            ห่าวหรานรู้สึกตกใจที่ร่างปราณอาวุโสคล้ายจะรู้เรื่องของเนตรเทวะ แต่เขาก็ยอมทำตาม ก่อนที่ห่าวหรานจะรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะยามนี้กระบี่ศิลาฟ้าดินได้เปลี่ยนจากกระบี่ชั้นปฐพีระดับต่ำกลายเป็นระดับกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


            

            “เป็นไปได้หรือนี่...ที่อาวุธจะสามารถเพิ่มระดับของตนเองได้”


            

            “ได้หรือไม่เจ้าก็เห็นแล้ว เอาล่ะยามนี้จงไปเถิดทางออกอยู่ตรงนั้นแล้ว” ร่างปราณของผู้อาวุโสลึกลับโบกแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนที่ก้อนหินก้อนใหญ่ทางซ้ายของผนังถ้ำจะเคลื่อนออก และเผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดยาวขึ้นไปด้านบน


            

            “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ” ห่าวหรานประสานมือ และค้อมตัวกล่าวขอบคุณร่างปราณของผู้อาวุโสตรงหน้า


            

            “ไม่ต้องขอบอกขอบใจหรอก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนฟ้าดินลิขิตมาแล้วทั้งสิ้น ส่วนจากนี้ไป เจ้าคือผู้ลิขิตทุกอย่างต่อเอง จะดี หรือร้ายมิมีผู้ใดล่วงรู้” ร่างปราณของผู้อาวุโสระบายยิ้มบาง ๆ ออกมาก่อนที่จะค่อย ๆ เลือนหายไป ห่านหรานที่เห็นแบบนั้นก็นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหมุนกาย และก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดหินเพื่อกลับขึ้นไปชำระแค้นกับเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนี...


            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน