หรือควรย้อนกลับไปดู?
ไม่ได้ ๆ!
กลับไปเช่นนี้ไม่เท่ากับเสียหน้าหรอกหรือ!
จงหลิงเดินหน้าต่อไปด้วยใจขุ่นมัวอีกสักพัก แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ปกติ จึงตัดสินใจหมุนตัวกลับไปทางเดิม
ทว่าเมื่อนางกลับไปถึงป่าตรงนั้นอีกครั้งก็ต้องงงงัน เพราะตรงนั้นเหลือเพียงศพที่เย็นชืดสองศพ ไร้ซึ่งเงาศิษย์พี่ของนางแล้ว!
…ศิษย์พี่ทิ้งนางไปแล้วจริง ๆ แถมยังไปกับสตรีเจ้าเล่ห์นั่นอย่างนั้นหรือ?
“ทุเรศ ทุเรศสิ้นดี!” จงหลิงกระทืบเท้าด้วยความโมโห ก่อนจะหมุนกายเตะต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ ไปหนึ่งที
“โอ๊ย!”
----------
วันต่อมา
ส่วนลึกของแดนลับ
มู่เชียนจิ่วโผล่ศีรษะขึ้นมาจากทะเลสาบ “ฮ่าฮ่าฮ่า ดูสิว่าข้าได้อะไรมา!”
“ลูกพี่ พวกเราจะได้กินปลาหรือขอรับ?” ซู่เหยกระโดดลงมาจากบนต้นไม้ วิ่งดุกดิกเข้ามาหานายหญิงของมันด้วยความตื่นเต้น
มู่เชียนจิ่วยกยิ้มเลศนัย จากนั้นก็ชูปูยักษ์ตัวหนึ่งขึ้นจากผืนน้ำ
“นี่...นี่มันตัวอะไรหรือขอรับ?” ซู่เหยอึ้งงัน ในหัวทำการประมวลผลถึงบรรดาปลาที่มันเคยเห็นมาอย่างเร็วจี๋ …ไม่ ไม่มีปลาที่น่าเกลียดเช่นนี้นี่นา หรือจะเป็นหนอนอย่างนั้นหรือ?
“นี่คือปู!” มู่เชียนจิ่วเองก็คิดไม่ถึงว่าในแดนลับจะมีสัตว์เช่นนี้ด้วย
ก่อนที่ดวงวิญญาณของบรรพจารย์น้อยอวิ๋นจะไปอยู่ที่โลกสีน้ำเงิน ไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้ในดินแดนเสวียนอู่ ทว่าตอนนั้นนางหาได้สนใจไม่
เพราะมันมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ทั้งยังมีกระดองที่หนามาก อย่าว่าแต่นางเลย ในดินแดนเสวียนอู่แห่งนี้ไม่ว่าใครก็ล้วนคิดไม่ถึงทั้งนั้น ว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่เพียงสามารถกินได้ แต่ยังมีรสชาติที่อร่อยมากอีกด้วย!
“ปูหรือขอรับ?” ซู่เหยขยับเข้าไปใกล้ ยกอุ้มเท้าหน้าเคาะที่กระดองปูเบา ๆ
ทันใดนั้นปูที่หนักราวแปดชั่งก็ตอบสนองด้วยการชูก้ามขึ้นมาเหนือศีรษะของกระรอกน้อย
*แกร่ก!*
“!!!”
ซู่เหยอึ้งงัน ก่อนจะยกอุ้งเท้าลูบที่ศีรษะของตัวเอง “ข้า...ข้าหัวล้านแล้ว!”
≧▽≦ “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” มู่เชียนจิ่วเห็นขนบนศีรษะซู่เหยแหว่งไปกระจุกใหญ่ ก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
“อ๊ากกกกก!!! ข้าจะขอสู้ตายกับเจ้า!” ซู่เหยกรีดร้อง พร้อมกับพุ่งตัวเข้าหาปูตัวนั้นอย่างเคียดแค้น
*แกร่ก แกร่ก!*
“แงงงงง ลูกพี่ ช่วยข้าด้วยขอรับ!” ซู่เหยที่พุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วเพียงครู่เดียวก็ต้องถอยกรูดออกมาเสียแล้ว เพราะขนหางฟู ๆ ของมันถูกก้ามปูตัดจนแหว่งเป็นหย่อม ๆ
มู่เชียนจิ่วหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล ก่อนจะหายตัวไปปรากฏที่ด้านหลังของปูตัวนั้น และใช้เท้าเหยียบลงบนกระดองของมัน
“สัตว์ชนิดนี้ขอเพียงเจ้าจับมันจากทางด้านหลัง มันก็จะทำร้ายเจ้าไม่ได้แล้ว”
“ลูกพี่ขอรับ เราจะกินมันได้อย่างไรหรือขอรับ?” ซู่เหยจ้องเขม็งไปที่ปูยักษ์…หึ ถ้าไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ละก็ มันคงพุ่งตัวเข้าไปจัดการปูตัวนี้แล้ว!
*แกร่ก แกร่ก!* ปูยักษ์พยายามขัดขืนสุดกำลัง
มู่เชียนจิ่วยกเท้าขึ้นเหยียบลงไปอีกครั้ง จนก้ามทั้งสองข้างของปูยักษ์หลุดออก จากนั้นจึงเรียกหม้อสารพัดนึกออกมา แม่ครัวใหญ่จัดการโยนตัวของปูยักษ์ลงไปในหม้อ ส่วนก้ามขนาดใหญ่ทั้งสองข้างนั้นนางเตรียมจะเอาไปย่าง
ซู่เหยเห็นดังนั้นก็สะใจอย่างมาก ใครใช้ให้เจ้าเอาก้ามนั่นมาตัดขนข้ากันล่ะ อีกเดี๋ยวข้าจะแทะเจ้าไม่ให้เหลือแม้แต่กระดองเลยคอยดู!
“นึ่งกับย่างก็แล้วกัน” มู่เชียนจิ่วยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข อันที่จริงปูยักษ์ตัวนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก นางเองก็ต้องใช้แรงไปไม่น้อยเช่นกันถึงจับมันขึ้นมาได้
ซู่เหยพยักหน้ารับหงึก ๆ
กระรอกน้อยเชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารของนายหญิงมานานแล้ว หลังจากได้กินอาหารที่ลูกพี่ทำ แม้แต่ผลไม้วิเศษที่มันชอบกินหนักหนา ก็รู้สึกว่าไม่อร่อยอีกต่อไป!
ผ่านไปสักพัก กลิ่นหอม ๆ ก็ลอยออกมาจากหม้อสารพัดนึก
ปูยักษ์ถูกนึ่งจนสุกกลายเป็นสีแดง มีไอร้อนลอยออกมาจนทำให้คนมองรู้สึกตาลายไปหมด
“ซู้ด” ซู่เหยสูดน้ำลายเข้าปาก “ลูกพี่ กินได้หรือยังขอรับ?”
“อื้ม กินได้แล้ว” มู่เชียนจิ่วถูกมือไปมา ขณะที่กำลังจะหยิบปูยักษ์ออกมาจากหม้อ ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งวิ่งพรวดพราดออกมาจากในป่า
“หอมจังเลย~~~” (꒡▽,꒡ )
จงหลิงหลับตาพริ้ม จมูกเล็ก ๆ ทำท่าฟุดฟิด พร้อมกับมีน้ำลายไหลย้อยตรงมุมปาก
อาหารของนางทั้งหมดอยู่ในแหวนเก็บสมบัติของศิษย์พี่ ดังนั้นหลังจากที่แยกทางกัน นางก็ต้องทนหิวมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ
เวลานี้ท้องจึงร้องระงมไปหมดแล้ว นางกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะต้องหิวตายอยู่ที่นี่ ดังนั้นหลังจากเดินไปได้ครึ่งทาง จงหลิงจึงตัดสินใจย้อนกลับไปทางเดิมอีกครั้งเพื่อไปหาศิษย์พี่ของนางและนางสตรีจิ้งจอกนั่น
ทว่าขณะที่นางผ่านมาทางนี้ จู่ ๆ ก็มีกลิ่นหอมลอยมาปะทะจมูก จึงลองวิ่งตามกลิ่นมา
“ลูกพี่ มีคนมาขอรับ!” เมื่อซู่เหยเห็นว่ามีคนมาก็กระโดดขึ้นไปบนบ่าของนายหญิงทันที
มู่เชียนจิ่วพยักหน้ารับ เป็นการบอกว่านางเองก็เห็นแล้วเช่นกัน
ตอนนั้นเองจงหลิงก็ได้สติ สายตามองมาทางมู่เชียนจิ่วและซู่เหย
“เอ่อ...ของ...ของนั่นเป็นของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าคิดว่าที่นี่ยังมีคนอื่นอีกอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ …เด็กคนนี้ทนหิวมากี่วันแล้ว ถึงได้ถามคำถามที่โง่เง่าเช่นนี้ออกมาได้
“เอ่อ ข้า...ข้าขอกินด้วยจะได้หรือไม่?” จงหลิงเอ่ยจบก็กลัวว่ามู่เชียนจิ่วจะปฏิเสธ จึงรีบหยิบหินวิญญาณออกมา “ข้าไม่ขอกินของเจ้าเปล่า ๆ แน่นอน ข้าจะจ่ายหินวิญญาณให้ ข้ามีเยอะมากเลยนะ!”
มู่เชียนจิ่วหัวเราะ “ไม่ต้องหรอก มากินด้วยกันสิ!”
“ขอบใจ ขอบใจมากนะ!” จงหลิงดีใจจนเกือบจะร้องไห้ ท่ามกลางความทรมานที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง ในที่สุดนางก็เจอแสงสว่างแล้ว!
เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองต้องประสบมาทั้งวัน จงหลิงก็รู้สึกว่าโลกนี้ช่างโหดร้ายยิ่งนัก ไหนจะศิษย์พี่ที่พึ่งพาไม่ได้นั่นอีก!
โชคดีที่นางยังไม่ได้ชอบเขาถึงขนาดเรียกว่ารัก เพราะเขาเป็นผู้ชายเช่นนี้ แค่เจอนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั่นพูดนิดเอ่ยหน่อยก็ถูกหลอกง่าย ๆ ซะแล้ว!
แต่หากนางได้พบกับนางจิ้งจอกนั่นอีกละก็ นางจะชกให้ฟันร่วงเลย!
“ลูกพี่ขอรับ เราจะกินอย่างไรหรือขอรับ?” ซู่เหยใช้กระแสจิตสื่อสารกับมู่เชียนจิ่ว ตอนนี้มีคนนอกอยู่ด้วย หากมันอ้าปากเปล่งวาจาออกมา อาจทำให้คนอื่นตกใจก็เป็นได้
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์หากต้องการพูดภาษามนุษย์ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ระดับราชาขึ้นไป
แต่มันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กลายพันธุ์ ดังนั้นแม้จะยังไม่มีตบะบารมีระดับราชามันก็สามารถพูดได้ เช่นนั้นปิดบังตัวตนเอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่า
ไม่เพียงแต่ซู่เหยเท่านั้น จงหลิงเองก็เตรียมชามและตะเกียบเอาไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน นางจับจ้องก้ามปูยักษ์พร้อมกับน้ำลายไหลยืด ทว่าหลังจากมองอยู่นาน นางก็ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มกินจากตรงไหนดี
“แกะออกก็กินได้แล้ว” มู่เชียนจิ่วหยิบค้อนอันหนึ่งออกมา ก่อนจะทุบลงไปอย่างแรงสามสี่ครั้ง
ก้ามปูแตกออก เผยให้เห็นเนื้อสีขาวด้านใน เนื้อขาว ๆ นั่นถูกย่างจนมีสีเหลืองอ่อน น้ำในเนื้อปูยังไม่แห้งไปจนหมด จึงทำให้เนื้อยังคงความชุ่มฉ่ำ
สองมนุษย์กับกระรอกอีกหนึ่ง กลืนน้ำลายลงคอพร้อม ๆ กัน
“กินได้!” มู่เชียนจิ่วเอ่ยจบก็เริ่มกินเป็นคนแรก
มื้อนี้ทั้งสามชีวิตต่างเพลิดเพลินกับอาหารนานกว่าครึ่งชั่วยาม แม้แต่กระดองของปูยักษ์ก็ถูกซู่เหยเลียจนเงาวับ!
“เอ่อ…อร่อยมากเลย!” จงหลิงลูบท้องที่นูนป่องออกมาของตนพร้อมกับเอ่ยชมสตรีใจดีตรงหน้า
ตอนที่กินปูยักษ์ด้วยกัน มู่เชียนจิ่วและจงหลิงสนทนากันหลายเรื่อง หลังจากรับรู้สิ่งที่อีกฝ่ายประสบมา มู่เชียนจิ่วก็ด่าบุรุษใจง่ายคนนั้นชุดใหญ่
อาจารย์ของนางดีที่สุดแล้ว เขาไม่มีทางถูกสตรีมอมเมาอย่างแน่นอน!
“พี่สาว ข้าไม่ขอกินของท่านเปล่า ๆ นะเจ้าคะ!” จงหลิงหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้มู่เชียนจิ่ว
“ต่อไปหากมีคนมารังแกท่าน ให้ท่านนำป้ายนี้ไปหาข้าที่สำนักกระบี่ แล้วข้าจะช่วยท่านเองเจ้าค่ะ!”
มู่เชียนจิ่วชะงักไปเล็กน้อย ท่าทางดูเปลี่ยนไป “เจ้า...เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ!” จงหลิงพยักหน้ารับ “บิดาของข้าคือผู้อาวุโสรองของสำนักกระบี่เจ้าค่ะ”
“หืม?” มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ
เป็นทายาทของ ‘คนรู้จัก’ หรือนี่!
ครั้นที่นางยังเป็นบรรพจารย์น้อยอวิ๋นไปขุดสุสานบรรพชนของสำนักกระบี่ ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้อาวุโสรองผู้นี้นี่เอง ที่พาเหล่าศิษย์ของสำนักกระบี่ไล่ล่านางถึงสามวันสามคืน!
.
.
.