ตอนที่ 12 เดินทาง
“ประตูเปิดแล้ว” ผู้เฒ่าอี้หันไปกล่าวกับเด็กๆ พริบตาที่ประตูเปิดออกแสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องออกมาทำเอาสายตาพล่ามัวไปครู่หนึ่ง
ผู้เฒ่าอี้เดินนำหน้าเข้าไป เด็กทั้งสามเดินเข้าไปพร้อมกันผู้ที่เกร็งมากที่สุดเป็เด็กชายหินเช่นเดิม ดวงตาสอดส่ายมองสำรวจไปทั่ว เห็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าตรงกลางมีประตูสีขาวสองบานสีดำสนิทหนึ่งบานตั้งอยู่ นอกจากประตูทั้งสามแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอยู่อีกเลย
เด็กชายหิน ดูเหมือนกล้าๆกลัว แต่ยังเดินวนรอบประตูทั้งสามบานซึ่งตั้งไว้ราวกับประตูตั้งโชว์ในห้างโฮมโปร เด็กชายสำรวจเหมือน้าเก็บรายละเอียดทุกซอกทุกมุมประตูทั้งสามดูธรรมดาเหมือนกับประตูบ้านหรูหลังหนึ่ง เพียงแต่สร้างจากโลหะที่ไม่ทราบชนิดเด็กชายก้มหน้าไปแทบจะชนเพื่อดูลวดลายที่อักษรโบราณที่เกาะสลักไว้ทั่วประตูยกเว้นประตูสีดำสนิทที่มองไม่ออกว่ามีลวดลายใดๆสลักอยู่หรือไม่ขณะจะลองเอามือััที่ประตูสีขาวดูว่าจะรู้สึกเช่นไร
“หยุด...เด็กเหลือขออย่าได้วุ่นวาย” ผู้เฒ่าอี้ส่งเสียงตระคอกใส่อย่างหมดความอดทนเด็กชายหินต้องสะดุ้งตัวโยน ดีดตัวออกห่างทันที มองไปรอบๆอย่างทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ยิ่งทำให้ผู้เฒ่าหัวแทบะเิด้วยโทสะไม่อาจระบายได้
“พวกตระกูลเฮง มีแต่ขยะทั้งนั้น...” ผู้เฒ่าอี้แค่นเสียงเบาๆหันหน้ากลับที่ประตูสีขาวบานแรก หยิบเอาแผ่นโลหะสีขาวประดุจสร้างจากหยกบริสุทธิ์ออกมาจากช่องๆหนึ่งของบานประตูก่อนจะหันหน้ากลับมาแต่ก็ต้องสะดุ้งขึ้นเมื่อเด็กชายหินยืนยิ้มอยู่ด้านหลังในระยะประชิดจนแทบชนกันสายตาจับจ้องที่แผ่นโลหะอย่างใคร่สนใจ
“อากง นั่นคืออะไรครับ” เด็กชายหินชี้นิ้วไปทางด้านหลังประตู ที่จู่ๆมีเส้นแสงแตกแขนงออกมาเหมือนต้นไม้ตรงปลายแขนงจะมีจุดสีเขียว บ้างก็เป็สีแดง ทุกจุดจะชื่อกำกับ ราวกับเป็ลักษณะแผนภูมิภาพแบบหนึ่ง
“ต้นผลแห่งชีวิต” ผู้เฒ่าอี้หันกลับไปมองกล่าวอย่างไร้อารมณ์ที่จะกล่าวเพราะเื่นี้ทุกตระกูลควรจะรู้ดีอยู่แล้ว
“มันมีไว้ทำอะไรครับ” เด็กชายหินพาซื่อถามต่อทันที
“ผลแห่งชีวิต ก็ต้องดูชีวิตสิ”ผู้เฒ่าอี้ต้องจะตวาดกลับอย่างงุ่นง่านด้วยเสียเวลามากไปแล้วแต่เห็นดวงตาใสแป๋วจ้องมองมาอดเสียงอ่อนลงนิดหนึ่งไม่ได้
“ผลชีวิต จะผูกผันกับพวกเราไปจนตายนะ” เด็กหญิงซูหงส์หนิงอดตอบแทนให้ไม่ได้“หากผู้ใดตายจะเป็จุดสีแดง ผู้ที่อยู่จะยังเป็สีเขียวพวกเราเมื่อข้ามไปแล้วจะอยู่ตรงรากด้านล่าง และเมื่อเข้าสำนักจะขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ” เด็กหญิงอธิบายพร้อมยกนิ้วชี้ให้ดูประกอบ
“หึ เพียงเื่นี้ก็ยังไม่รู้ ช่างสมกับเป็ขยะจริงๆ” โง้วลู่หานแค่นเสียงอย่างแยะเย้ย
“คุณหนู เวลาช้าเกินไปแล้ว” ผู้เฒ่าอี้แม้จะหงุดหงิกเด็กชายหินแต่กลับเด็กหญิงยังคงปฏบัติด้วยดี
“พบกันที่ฝั่นโน้นนะ” เด็กหญิงหันมายิ้มให้เด็กชายหินก่อนรับเอาเข็มเล็กๆจากผู้เฒ่าอี้มาจิ้มที่ปลายนิ้ว หยดเืลงไปบนแผ่นสีขาวราวกับหยกที่เตรียมไว้
ทันใดนั้นเองแผ่นหยกสีขาวก็กระจายแสงสีขาวเข้ามาโอบล้อมเด็กหญิงไว้ราวกับเป็สายน้ำสีขาววนรอบร่างกายบอบบางร่างกายเนื้อจืดจางลงราวกับเป็กลุ่มหมอกควันสีขาว ตรงบานประตูสีขาวพลันเหวี่ยงเปิดออกเห็นเป็วังวนดูดเอากลุ่มหมอกสีขาวหายไปอย่างรวดเร็ว
ปัง... ประตูสีขาวปิดลงฉับพลันพร้อมกับยุบตัวลงราวกับเป็กระดาษแผ่นหนึ่งแล้วพุ่งวาบ...เป็ประกายแสงไปทางต้นผลแห่งชีวิตหายไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะนั้นผู้เฒ่าอี้ชางสู่กับโง้วลู่หานจับจ้องมองที่ต้นผลแห่งชีวิตอย่างตั้งใจมองเห็นบริเวณด้านล่างสุด ที่มองคล้ายกับรากฟอยของต้นไม้ มีจุดขาวๆขึ้นหนึ่งจุดกระพริบวูบวาบอยู่นานจนผู้เฒ่าอี้เริ่มใช้มือทั้งสองถูกกันไปมาอย่างกระสับกระส่ายซึ่งเด็กชายหินรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดนี้จนร่วมลุ้นไปทั้งสองด้วย
“ฟู่... ข้ามไปได้แล้ว” ผู้เฒ่าอี้พ่นลมออกจากปากอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าจุดสีขาวแปรเปลี่ยนเป็สีเขียวในที่สุด
“รู้สึกว่า เวลายิ่งนานขึ้นจากที่ได้ฟังมาครั้งก่อนนะกง”เด็กชายโง้วมีสีหน้ากังวลชัดเจน หันไปกล่าวกับผู้เฒ่าอี้
“คุณชายอย่ากังวล คุณหนูผ่านไปแล้วย่อมไม่มีปัญหาอีกนับว่าปลอดภัยแน่นอนแล้ว” ผู้เฒ่าอี้ยื่นแผ่นหยกออกมาตรงหน้าเพื่อรอเืจากเด็กชายโง้วทันที
-เหอะ...ดูท่าอากง ส่งพี่สาวซูไปก่อน เป็เพียงหนูตัวหนึ่งนั่นเอง”เด็กชายหินมีความคิดเกินกว่าวัยปกติมาก ครุ่นในใจไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมา
“เฮ้ ไอ้หนูขยะ”แทนที่เด็กชายโง้วจะเจาะเืกลับหันมาทางเด็กชายหินตบไปที่แก้มกึ่งหยอกกึ่งจิงจัง แต่ดังเพี้ยะ..เบาๆ “โชคดีนะเ้าอาจจะโชคดีที่เป็คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ตายั้แ่ข้ามไป หึหึหึ...”
เด็กชายโง้วกล่าวจบหยดโลหิตลงในแผ่นหยก จากนั้นทุกอย่างเป็เช่นเด็กหญิงก่อนหน้าแต่เพียงพริบตาจุดสีเขียวก็ปรากฏที่รากต้นผลแห่งชีวิตอย่างไม่ต้องลุ้นมีเพียงเด็กชายหินที่ยังกุมแก้มที่ร้อนวูบวาบเล็กๆ
“ส่วนเ้า” ผู้เฒ่าอี้หันมามองเด็กชายราวกับจะกินเนื้อยื่นแผ่นโลหะสีดำออกมา พร้อมยื่นเข็มให้เด็กชายหิน “ขอเตือนไว้ก่อนผู้ถูกเลือกมีเพียงสองคนในรอบยี่สิบปี ประตูบานนี้ตั้งอยู่ที่นี่กว่าพันปีไม่มีผู้ใดใช้งานได้มาก่อน”
“แสดงว่ามีคนเคยใช้หรือครับ” เด็กชายไม่สนท่าทางดุร้ายถามอย่างไร้เดียงสากลับมา
“รีบเร่งเข้า เวลาจะหมดแล้ว” ผู้เฒ่าอี้ไม่ตอบแต่เร่งรัดให้เด็กชายรีบหยดเืลงไป ประกายปรากฏแววคาดหวังบางอย่าง
ประตูสีดำ ั้แ่ค้นพบสิ่งก่อสร้างโบราณแห่งา ประตูบานนี้ก็ตั้งอยู่ตรงนี้มาตลอดแต่ไม่ว่าจะเป็ผู้ใด หยดเืมากมายเพียงใด ก็ไม่เคยเคลื่อนไหวมาก่อนจวบจนเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนเฮงัเีได้ถูกเลือกและได้ลอบหยิบกุญแจนำทางสีดำไปด้วยกว่าผู้เฝ้ากุญแจจะรู้เฮงัเีก็ข้ามฝั่งไปแล้วและไม่รู้ว่าสาเหตุใดเฮงัเีสามารถย้อนกลับมาสู่โลกใบเล็กได้อีกครั้งเพียงแต่าเ็สาหัสมาก พร้อมกับนำกุญแจนำทางมาคืนเพียงบอกว่า “กุญแจใช้ได้แล้ว”หลังจากนั้นกลับไปอยู่ที่ตระกูลเฮงไม่นานก็เสียชีวิตลง
แม้กุญแจนำทางจะได้คืน แต่ยังเป็เช่นเดิมไม่มีผู้ใดใช้ได้แม้จะลอบนำเืของคนในตระกูลเฮงมาทดสอบก็ไม่บังเกิดผลใดๆจนในที่สุดประตูสีดำก็เป็ของโบราณที่ไม่อาจใช้ได้ หรือเรียกว่าประตูชำรุดบานหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดสนใจอีก
เด็กชายหินไม่อาจถ่วงเวลาต่อไป ได้แต่เจาะเืหยดลงไปในแผ่นโลหะสีดำ่เวลานั้นราวกับผู้เฒ่าแทบจับจ้องมองหยดเืนั้น อย่างไม่กระพริบตาแม้เศษเสี้ยววินาทีั้แ่เม็ดเืหลุดจากนิ้วมือจนััแผ่นโลหะ แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้เฒ่าอี้ชางสู่ราวกับลูกหนังปล่อยลมท่าทางที่ลุ้นยิ่งกว่าตอนเด็กหญิงเดินทางผ่อนคลายลง ราวกับยกูเาทั้งลูกออกจากอกมุมปากจะขยับเอ่ยเยาะเย้ยที่การเดินทางล้มเหลว ทันใดนั้นเอง
“เอ๋..”เด็กชายส่งเสียงขึ้นเมื่อพบว่าั้แ่ปลายเท้าเริ่มแตกสลายเป็ฝุ่นละอองสีดำก่อนจะลุกลามขึ้นมาถึงหัวเข่า พริบตาเดียวลามถึงคอ
“ลาก่อนนะอากง” สิ้นเสียงทั้งร่างของเด็กชายหินกลายเป็ฝุ่นละอองสีดำพุ่งเข้าหาแผ่นโลหะจนหายไปจนหมด
จากนั้นแผ่นโลหะสีดำปลดปล่อยพลังงานที่กล้าแข็งออกมากระแทกจนผู้เฒ่าอี้ชางสู่เซถลาออกห่าง ประตูสีดำไม่ได้เปิดออก แต่กลับยุบตัวลงกลายเป็แผ่นกระดาษบางแล้วม้วนตัวจนกลมพุ่งเข้ามาที่แผ่นโลหะหายไปอีกชิ้นหนึ่ง
“บัดซบ พวกตระกูลเฮง อย่าหวังจะข้ามไปได้อีก” ผู้เฒ่าอี้ใอย่างมากสองมือยกขึ้นเสมอหน้าอกผนึกพลังฝึกปรือชั่วชีวิตที่จะมีได้ฟาดใส่แผ่นโลหะอย่างสุดกำลัง
ตูม... แผ่นโลหะแตกะเิออก หายไปในอากาศธาตุไม่รู้ว่าหายไปเองหรือจากพลังฝ่ามือที่ฟาดมาแต่เวลาผ่านไปหลายอึดใจที่ต้นผลแห่งชีวิตมีจุดสีเขียวเพียงสิบหกจุดเท่ากับจำนวนคนที่ถูกเลือกทั้งหมดยกเว้นของเด็กชายหินที่หายสาบสูญไปไม่ปรากฏในแผนภูมิของต้นผลแห่งชีวิตอีกเลย
..........