เื่ที่เกิดขึ้นไม่ยากที่จะเชื่อ ฉันพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็แค่ฝัน มันไม่ใช่ฝันร้ายแต่อย่างใด แต่มันเป็ฝันที่สุดจะประหลาด แต่แล้วความจริงก็พรากความคิดนั้นไป
ฉันลุกขึ้นยืน พร้อมกับถือคบเพลิงที่ใกล้จะดับ ในสถานการณ์แบบนี้ มันคงจะดีกว่าถ้ามีอาวุธติดตัว ฉันเดินไปหยิบมีดเล่มนั้น และมองดูมันอย่างถี่ถ้วน มีดเล่มนี้ มีรูปทรงที่ค่อนข้างแปลก มันดูเหมือนจะอาไว้ใช้ ประกอบพิธีกรรมมากกว่า เอามาใช้ป้องกันตัว แถมด้ามของมันเต็มไปด้วยเศษดิน ส่วนใบมีดก็เต็มไปด้วยสนิม ถ้าเอาไปขายในร้านขายของเก่าคงจะได้ราคางาม หวังว่าบาดทะยักจะไม่กลับมาฆ่าฉันในภายหลังนะ
เพล้ง! เพล้ง!
เสียงกระจกแตกดังมาจากทางด้านหลังของห้องสมุด
อีกแล้วเหรอ!จะไม่ให้พักหายใจหน่อยหรือยังไง แต่ก็ช่างมันเถอะ ฉันไม่สนแล้วว่าพวกมันเป็ตัวอะไร เพราะถ้ามันเข้ามาทำร้ายฉันอีกล่ะก็ ฉันจะแทงมันด้วยมีดขึ้นสนิมนี่แหละ
ฉันได้ยินเสียงเดินมาจากตำแหน่งเดิม ที่ชายในหน้ากากใช้เดินมา แต่รอบนี้เสียงเดินมันมากขึ้น น่าจะมีคนสองถึงสามคน ที่กำลังเดินมา
“เกิดอะไรขึ้น ที่นี่มันที่ไหน ทำไมมันมืดอย่างนี่” นั้นเสียงบีม ดูเหมือนว่าจะได้สติแล้ว
“โอ้ย!ขาฉัน” โป้งก็ได้สติแล้วเหมือนกัน
“โทษทีเพื่อน ฉันไม่ได้ตั้งใจ ที่นี่มันมืดจนมองอะไรไม่เห็นเลย”
ฉันเข้าไปหาพวกเขา แล้วเล่าเื่ก่อนหน้านี้ให้ฟังอย่างเร่งรีบ บีมกับโป้งฟังเื่ราวโดยที่ทักท้วงใด ๆ พวกเขาสองคนเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด แถมยังคิดว่าตัวเอง เข้ามาอยู่ในหนังแฟนตาซีสักเื่ ฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายต่อยังไงให้พวกเขาเข้าใจ แต่มันคงจะดีแล้วแหละ ถ้าจะให้พวกเขาเข้าใจแบบนี้
“พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว รีบหาอาวุธเร็วเข้า อะไรก็ที่ใช้ป้องกันตัว” ฉันบอกให้ทุกคนเตรียมสู้ ขอแค่ศัตรูไม่มีปืน พวกเราก็พร้อมที่จะสู้ไม่ถอย
โป้งเดินไปหยิบไม้ม็อบ ส่วนบีมเดินหยิบไม้เบสบอล เดียวนะ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในห้องสมุดนี้ จะมีไม้เบสบอลอยู่ด้วย
“นายไปเอามันมาจากไหน” ฉันถามบีม
“มันอยู่ในห้องบรรณารักษ์ ฉันแอบเห็นมันตอนเข้าไปซ่อมคอม” บีมตอบ
“สนใจแลกมันกับมีดขึ้นสนิมนี้หรือเปล่า”
“ไม่มีทาง” บีมปฎิเสธอย่างไม่ไยดี
ฉันทำหน้าบึ้งใส่บีม ก่อนจะเดินเอาคบเพลิงไปตั้งพิงไว้ที่เสากลางห้อง และวางผ้าคลุมใกล้กับบริเวณนั้น ฉันทำอย่างนี้เพื่อที่จะดึงความสนใจพวกหน้าชายในหน้ากาก หลังจากที่พวกมันเข้ามาในห้อง พวกมันจะต้องรีบเดินมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของมันอย่างแน่นอน และหลังจากนั้น บีมกับโป้งก็จะโจมตีพวกชายในหน้ากากจากทางด้านหลัง ส่วนฉันจะหาจังหวะเอามีดเข้าไปแทงพวกมัน ฉันไม่อยากรับประกันเลย ว่าแผนนี้มันจะได้ผล เพราะแผนก่อนหน้านี้ มันก็ทำให้ฉันเกือบจะเสียมือไป
“พวกมันมาแล้ว” ฉันให้โป้งกับบีมเข้าประจำตำแหน่ง
ชายในหน้ากากสามคน เดินเข้ามาถึงในห้องโถง และรีบตรงไปที่คบเพลิงตามแผนที่คิดไว้ พวกเขาทั้งสามคน มีลักษณะที่คล้ายกับคนก่อนหน้านี้มาก ไม่ว่าจะเป็ชุด ท่าเดิน หรือแม้กระทั่งคบเพลิง
“เอาเลย” ฉันให้สัญญาณเพื่อนของฉันจากในมุมมืด
บีมกับโป้งเข้าโจมตีชายในหน้ากากสองคนจากทางด้านหลัง บีมใช้ไม้เบสบอลฟาดไปที่หัวของชายในหน้ากากไปอย่างแรง โป้งใช้ไม้ม็อบรัดคอของชายอีกคน ส่วนฉันก็วิ่งเข้าไปกระแทกชายอีกคนเข้ากับเสากลางห้อง ทุกอย่างเป็ไปตามแผน จนกระทั้งฉันได้ยินเสียงเสียงขู่ของตัวอะไรสักอย่าง ดังมาจากด้านหลังของห้องสมุด เสียงของมันทำให้ฉัน เสียวสันหลังไม่ใช่น้อย
“พวกนายได้ยินเสียงนั้นไหม” บีมถาม ในขณะที่เอาไม้ฟาดหัวของชายหน้ากากที่กำลังถูกโป้งเอาไม้ม็อบรัดคอ
ฉันหันไปตอบบีมโดยที่ใช้ท่อนแขนกดคอของชายหน้ากากเข้ากับเสา “เต็มสองหูเลย” จากนั้นฉันก็ควักมีดเอามาจากกระเป๋า และปักมันไปที่หน้าผากของชายในหน้ากาก ชายในหน้ากากเหมือนจะพูดอะไรบ้างอย่าง ด้วยภาษาที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน ก่อนที่ร่างเขาจะสลายไป ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันทำลงไป มันถูกต้องหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ฉันไม่ได้ฆ่าคน
เสียงของขู่นั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ฉันบอกให้โป้งกับบีมถอยห่างจากทางเดินที่เชื่อมไปหลังห้องสมุด และให้พวกเขาหยิบคบเพลิงที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาถือ เพราะยังไงสัญชาตญาณของสัตว์ส่วนใหญ่มันก็กลัวไฟ หวังว่า
ฉันกับเพื่อนเตรียมตัวต่อสู้ด้วยใจเต็มร้อย จนกระทั้งเ้าเสียงขู่นั่น เข้ามาจนถึงในห้องโถงนี้ ยอมรับเลยว่า มันทำให้พวกเราขวัญผวากันไม่ใช่น้อย มันเป็น้องหมาบ้าเื ที่สูงจนแทบจะติดเพดาน มันมีรูปร่างผอมกะหร่อง เขี้ยวและกรงเล็บของมัน มีลักษณะผิดรูปผิดร่างแต่รับประกันได้เลยว่ามันต้องคม หนังของมันเรื้อนและเต็มไปด้วยาแ สำหรับฉันมันดูน่าสงสาร หมายถึงก่อนที่มันจะกระโจนใส่โป้ง แล้วนั้นก็ทำให้ฉันรู้แล้วว่ามันไม่กลัวไฟ
มันอ้าปากหมายที่จะงับหัวของโป้ง แต่โป้งก็ได้ใช้คบเพลิงค้ำปากของเ้าหมาตัวนั้นไว้ได้ทัน คบเพลิงช่วยรับแรงกัดได้ประมาณห้าวินาทีก่อนที่มันจะหัก จากนั้นมันก็ใช้หลังเท้าของมันตบโป้งจนกระเด็น ฉันใช้จังหวะที่มันเล็งเป้าไปที่โป้ง ระดมแทงมีดใส่มันอย่างบ้าคลั่ง แต่มีดขึ้นสนิมเล่มนี้ กลับสร้างาแอให้มัน ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“ฉันแทงมันไม่เข้า หนังมันหนาเกินไป”
“งั้นฉันเอง” บีมพูด จากนั้นก็วิ่งเอาไม้เบสบอลไปหวดใส่หน้าของเ้าหมาตัวนั้น มันดูเหมือนจะได้ผล แต่ก็ไม่เลย เหมือนนั่นจะทำมันโกธรกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ฉันบอกให้บีมถอยมาตั้งหลัก “ถอยออกมาก่อน นายอยู่ใกล้มันเกินไปแล้ว”
พวกเราสามคนถอยห่างจากเ้าหมาตัวนั้น เพื่อตั้งหลัก ฉันตั้งใจว่าจะใช้ตัวเองเป็เหยื่อล่อ แล้วให้โป้งกับบีม พาบีหนีออกไปจากที่นี่ แต่โป้งกับบีมยืนอยู่จุดที่ไม่สามารถวิ่งไปหาบีได้ เลยเป็ฉันเองที่ต้องพาบีหนีออกไปจากที่นี่
ฉันะโบอกแผนให้โป้งและบีมฟัง “โป้ง!บีม!พวกนายสองคน ช่วยล่อมันไว้ทีได้ไหม ฉันจะแบกบีออกไปจากที่นี่ และเมื่อฉันก้าวเท้าออกจากประตูได้สำเร็จ พวกนายค่อยวิ่งตามฉันออกมา”
โป้งพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับหมุนหัวไหล่ “ให้ไวเลย” โป้งและบีมเข้าไปหวดกับหมาตัวนั้นอย่างไม่เกรงกลัว เพื่อซื้อเวลาให้ฉันได้พาบีออกไปจากที่นี่
ในขณะที่หมาตัวนั้นกำลังสนใจทางอื่น ฉันรีบวิ่งไปที่บี แล้วพยายามที่จะแบกเขาไว้ที่บ่าไหล่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี หลังจากที่แบกบีขึ้นบ่าไหล่ได้สำเร็จ ฉันเสียการทรงตัวเล็กน้อยเพราะน้ำหนักตัวที่มากของบี ฉันกำลังแบกเพื่อนตัวโตที่มีน้ำหนักตัวเกือบจะถึงร้อยกิโลวิ่งไปที่ประตูเท่าที่จะเร็วได้ และเมื่อฉันวิ่งไปถึงที่ประตู ในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไปสู่ด้านนอก ร่างกายของฉันก็รู้สึกหนักอย่างบอกไม่ถูก และรู้สึกเหมือนมีมือนับสิบมือพยายามดันฉัน ให้ถอยห่างจากประตู
“ปาร์คมัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ออกไปสักที” โป้งะโมาจากด้านหลัง
ถ้าทำได้ก็ทำไปแล้ว นั้นคือที่ฉันอยากจะะโกลับไปตอบ แต่ติดตรงที่ปากของฉันมันไม่ยอมขยับ
ฉันพยายามก้าวขาไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล มันเหมือนกับตอนที่วิ่งแข่งกับเพื่อนในความฝัน ร่างกายมันอ่อนแรงอย่างน่าหงุดหงิด โธ่เอ้ย มันจะอะไรหนักหนาชีวิต
ในตอนแรกฉันรู้สึกได้ว่าเหมือนมีมือกำลังดันฉันให้ถอยหลัง แค่ความรู้สึกน่ะนะ แต่ตอนนี้ฉันว่า ฉันเริ่มมองเห็นมือจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่แค่มือแต่มาทั้งแขน สิ่งนี่มันทำให้ฉันขนหัวลุกไม่ใช่น้อย ฉันหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพที่เกิดขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงอะไรบางอย่างมาจากด้านหลังของมือพวกนั้น
“เ้าไม่ควรออกจากที่นี่ โดยไร้แสงสว่างหนุ่มน้อย” มันเป็เสียงของผู้หญิง “อยู่ข้างในนี่แล้วเ้าจะปลอดภัย ความช่วยเหลือกำลังจะมาถึง”
หลังจากที่เสียงปริศนานั้นหายไป ฉันก็ถูกมือนับสิบผลักกระเด็นกลับมาที่เดิม ที่ ๆ บีเคยนอนหมดสติ
“เกิดอะไรขึ้น” โป้งที่วิ่งเข้ามาดูอาการ
“มีบางอย่างไม่ให้ฉันออกไปจากที่นี่”
“หมายความว่ายังไงบางอย่าง” โป้งยื่นมือมาให้ฉันที่กำลังนอนทับร่างของบีอยู่
“ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไงดี แต่ฉันได้ยินเป็เสียงของผู้หญิง พูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับแสงสว่าง” ฉันจับมือของโป้งและลุกขึ้นยืน
โป้งพยักหน้าเข้าใจ เขาไม่ทักท้วงเื่ที่ฉันพูดแต่อย่างใด เขาทำหน้าเหมือนกับว่ามันก็แค่เป็ฝันร้าย ก่อนที่โป้งจะพูดบางอย่างพร้อมหันไปมองที่สุนัขตัวนั้น “งั้นตอนนี้พวกเราคงต้องใช้แผนเดิม”
“ก็คงมีแค่ทางเดียว”
ฉันกับโป้งวิ่งเข้าไปช่วยบีมสู้กับเ้าหมาตัวนั้น พวกเราสู้อย่างตามมีตามเกิด โป้งทำหน้าที่ล่อเป้าเพราะเขาเป็คนเดียวที่ยังถือคบเพลิง ฉันหาจังหวะใช้มีดแทงตามจุดสำคัญ ส่วนบีมคอยใช้ไม้ฟาดไปที่หน้าของมัน เวลาที่มันมีท่าที่จะงับหัวใครสักคน มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าไอ้อ้วนนั้นลุกขึ้นมาล่อเป้าแทนโป้ง
ในระหว่างที่ล่อเป้าโป้งได้พลาดท่าโดนกัดที่แขนขณะที่วิ่งหลบ โป้งร้องอย่างเ็ป โป้งใช้มืออีกข้างที่ถือคบเพลิงฟาดใส่หน้าของเ้าหมาตัวนั้นอย่างเอาเป็เอาตาย ด้วยความดิ้นรนอย่างสุดชีวิตทำให้เขาหลุดออกมาจากคมเขี้ยวของเ้าหมาตัวนั้น มานอนกองกับพื้น ฉันใช้แขนทั้งสองข้างรัดขาหลังของมันไว้ไม่ให้มันกระโจนไปสร้างาแให้โป้งได้อีก แต่มันยังคงพยายามที่จะกระโจนไปข้างหน้าเหมือนกับว่า้าจะเอาให้ตาย แต่เพราะมีฉันรั้งมันไว้จากทางด้านหลัง ทำให้มันจบชีวิตโป้งไม่ลงสักที มันหันหลังกลับมาเล่นงานฉันแทน ฉันรีบปล่อยขาของมันในทันที ในตอนที่มันหันหัวและแยกเขี้ยวมาทางฉัน
ตอนนี้ฉันตกเป็เป้าที่มันอยากขย้ำเป็ที่เรียบร้อย ฉันพยายามหลอกล่อเ้าหมาตัวนั้นออกห่างจากโป้ง และให้บีมเล่นงานมันจากทางด้านหลัง แต่คงเป็เพราะความเหนื่อยทำให้บีมหวดไม้ได้เบาลงและช้ามาก
แรงของฉันยังเหลืออยู่นิดหน่อย แต่ความรู้สึกสิ้นหวังที่มันเกิดขึ้นภายในใจ ทำให้เรี่ยวแรงของฉันมันหายไป ฉันยังไม่อยากตาย ฉันอยากมีชีวิตต่อไป ฉันมีหลายสิ่งที่อยากทำ และมีหลายสิ่งที่อยากเจอ
แสงสว่างจากคบเพลิงในมือของโป้งได้ดับลง ภายในห้องสมุดมืดสนิท ฉันมองไม่เห็นแม้กระทั่งมือของตัวเอง ฉันรู้สึกสิ้นหวังและทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของฉันมันเริ่มสั่นกลัวขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่โดนชายคนนั้นเอาปืนมาจ่อที่หัว ฉันรู้สึกสมเพชตัวเอง ที่พอคิดว่าตัวเองจะต้องตายก็จะตัวสั่นจนทำอะไรไม่ถูก มันคงไม่ใช่เื่ผิดทุกคนมีสิทธิ์ที่จะกลัวตาย
มันช่างเป็วินาทีที่สิ้นหวัง เสียงขู่ของสุนัขใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของฉัน ถึงจะมองไม่เห็นแต่ฉันก็ยังรู้สึกได้ว่ามันกำลังจ้องมองฉันอยู่ มันไม่ได้กระโจนเข้ามากัดฉันในทันที แต่มันกลับยื่นจมูกของมันมาพ่นลมหายใจเหม็นๆ ใส่ฉันแทน
มือของฉันยังกำมีดอยู่ นี้คงจะเป็โอกาสสุดท้ายที่ฉันจะได้แทงมันจากทางด้านหน้า ในระหว่างที่ความลังเลและความสิ้นหวังกำลังต่อสู้กันภายในใจ ก็ได้มีแสงสว่างส่องมาจากทางประตูหน้า มันเป็แสงสว่างสีขาวที่เจิดจ้าจนฉันต้องหลับตา เพราะว่าดวงตาปรับแสงไม่ทัน ฉันลืมตาอีกครั้งเห็นเ้าหมา กำลังหันหน้าไปสนใจแสงสว่างที่ทางประตูหน้า นี้แหละคือโอกาสที่ฉันรออยู่ ฉันแทงมีดไปที่คางของมันหวังจะสร้างรอยแผลให้กับมันให้ได้
ในที่สุดการโจมตีของฉันก็สามารถสร้างาแให้กับเ้าหมาตัวนี้ได้สักที แต่รอยาแแค่นี้คงจะไม่ได้ทำให้มันเ็ปสักเท่าไหร่ ฉันจับมีดด้วยมือทั้งสองข้างและพยายามดันมีดให้เข้าไปลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันพยายามที่จะยืนขึ้นโดยที่ยังสู้แรงกับเ้าหมาตัวนี้อยู่ เพราะความได้ใจของฉันที่้าจะสร้างาแให้ได้มากที่สุด ทำให้ตัวเองเปิดช่องโหว่โดยที่ไม่รู้ตัว
อยู่ดีๆ ฉันก็รู้สึกว่าที่บริเวณสีข้างด้านซ้ายของฉันมันรู้สึกชาและเปลี่ยนมาเป็ความรู้สึกหนาวในฉับพลัน
ฉันก้มมองที่สีข้างของตัวเอง เห็นรอยแผลที่น่าจะเกิดจาการข่วนถึงสามรอย เืในตัวของฉันพุ่งทะลักออกมาจากาแราวกับน้ำพุ ฉันไม่รู้ว่าฉันปล่อยมือจากมีดั้แ่เมื่อไหร่ แต่สิ่งเดียวที่ฉันรู้คือฉันหนาวและกำลังจะตาย...
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” ฉันได้ยินคำๆ นี้มาเกือบเป็ร้อยรอบ ในทุกครั้งที่ฉันกำลังจะหลับ
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” จะสวัสดีอะไรหนักหนา จะกี่โมงก็ช่าง ฉัน้าที่จะนอน ฉัน้าที่จะพักผ่อน ฉัน้าที่จะรักษาแผลที่ท้อง เดียวก่อนพูดนะ พูดถึงแผลที่ท้อง ฉันพึ่งจะตายเพราะถูกหมาที่ตัวสูงเกือบสามเมตรฆ่าตายด้วยกรงเล็ม ฉันใช้มือลูบคลําบริเวณสีข้างที่ๆ มีรอยแผลที่เกิดจากการข่วน โดยที่ฉันยังหลับตาอยู่ แต่พยายามลูบหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” หุบปาก!ฉันเปล่งเสียงไม่ออกเลยทำได้แค่พูดในใจ
ฉันพยายามจะยันตัวเองลุกและลืมตาในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่ฉันลุกได้ ฉันก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกลับมานอนตัวตรงเหมือนทุกๆ ครั้งที่ได้ยินคำว่า ‘สวัสดียามเช้าเ้าหนู’ อะไรหนักหนากันเนี่ยชีวิตฉัน ทำไมโลกหลังความตายมันถึงน่าเบื่อขนาดนี้เนี่ย
ฉันหมดความพยายามที่จะลุก ลืมตา และเปล่งเสียง ฉันนอนฟังคำว่า ‘สวัสดียามเช้าเ้าหนู’ จนฉันแทบจะบ้าตาย ฉันรู้ว่าคำพูดนี้พูดว่าอะไร แต่ฉันกลับจำเสียงคนที่พูดไม่ได้ แม้จะตั้งฟังแล้วก็ตาม ฉันทนฟังอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ๆ จนในที่สุดฉันก็เริ่มมองเห็นทุกอย่างทีละน้อย
ฉันค่อยๆ ลืมตาอย่างช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือเพดานที่แสนจะคุ้นเคย มันเหมือนกับเพดานที่บ้านเก่าของฉัน แต่มันมีบางอย่างที่ดูผิดแปลกไป
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” ฉันควรจะหงุดหงิดที่จะได้ยินคำพูดนี้ แต่เพราะคราวนี้ฉันได้ยินเสียงของเ้าของคำพูด มันเป็เสียงที่อบอุ่นของชายชรา ที่ฉันไม่ได้ยินมันมานานมาก
ฉันพยายามที่จะเปล่งเสียงอย่างสุดชีวิต และดันตัวเองลุกอีกครั้ง มันต้องไม่ผิดแน่ฉันจำเสียงนี้ได้ นี้คือเสียงของ “ปู่” ฉันใช้แขนทั้งสองดันตัวจากที่นอน “นั้นปู่ใช่ไหม”
น้ำตาของฉันแทบจะไหลออกจากตาเหมือนกับเด็กอนุบาลตอนที่คุณพ่อมารับในวันแรกที่เข้าเรียน ฉันเกือบจะเป็อย่างนั้น ถ้าคนที่ฉันเห็นตรงหน้าคือปู่จริงๆ แต่นั้นไม่ใช่เขา ถึงจะเห็นแค่ลางๆ ก็เถอะ
ที่นี้ที่ไหน!
ฉันสำรวจตัวเองพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่มีผ้าปูที่นอนสีดำ และห่มด้วยผ้าห่มที่นุ่มฟูสีเทา มองดูดีๆ แล้วที่ผ้าห่มมีลวดลายที่สวยงามแค่เห็นก็รู้เลยว่ามันจะต้องแพงมากแน่ๆ ที่ข้างหัวเตียงมีโต๊ะสีดำสำหรับตั้งโคมไฟทั้งสองข้าง ต้องบอกว่าสำหรับตั้งเชิงเทียนถึงจะถูก ฉันมองดูรอบๆ ห้องแล้ว พบว่าผนังห้องมีโทนสำดำ ทางขวามือมีรูปภาพแขวนอยู่สามรูป ทั้งสามรูปเป็แค่เพียงภาพสีดำแขวนเว้นช่องสำหรับเชิงเทียนติดผนัง ส่วนทางซ้ายมือมีผ้าม่านสีเทามัด เว้นช่องสำหรับเชิงเทียนติดผนังเช่นกัน ฉันมองดูที่หลังของตัวเอง หมายถึงส่วนของหัวเตียง ที่ผนังมีรูปสัญลักษณ์แปลกๆ นู้นออกมาจากผนังอยู่เต็มไปหมด มันดูคล้ายกับศิลปะอียิปต์โบราณ กำลังบอกเล่าเื่ราวอะไรบางอย่าง ที่จุดกึ่งกลางของรูปภาพ มีรอยวงกลมขนาดเท่าร่มกันฝนลึกเข้าไปในผนัง และครึ่งหนึ่งของภาพทั้งหมดบนผนังก็ถูกปกคลุมด้วยผ้าม่าน
นับเป็อีกหนึ่งเื่ประหลาดที่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันตื่นมาในสถานที่ประหลาด บนเตียงที่มีราคาแพง ผ้าห่มที่แค่เห็นเฉยๆ ก็ร้อนแล้ว ไหนจะการตกแต่งห้องที่ดูชวนขนหัวลุก เหมือนกับเป็ห้องนอนของผีดูดเืในภาพยนตร์ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ฉันรู้สึกว่าที่นี้มันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ฉันนั่งเอาหลังพิงหัวเตียง หลังจากที่พยายามจะลุกออกจากเตียง ฉันเปิดผ้าห่มมองเห็นขาของตัวเอง แต่ขาของฉันมันไม่มีแรงเลย ฉันลองขยับขา แต่มันก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับอย่างที่ใจนึก
“ฟูววว~” ฉันเป่าลมออกจากปากด้วยความเซ็ง
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” ฉันมองหาต้นต่อของเสียง คนที่พูดคำๆ นี้ น่าจะเป็คนที่นั่งอยู่หน้าฉัน เขานั่งห่างจากเตียงประมาณสามเมตรเห็นจะได้ ฉันมองเห็นเก้าอี้ที่เขานั่ง หรือแม้กระทั่งประตูบานใหญ่ที่อยู่หลังชายคนนั้น เพียงแต่ว่าั้แ่หัวจรดเท้าของชายคนนั้นมันดูเลือนราง เกิดอะไรบางอย่างกับระดับสายตาของฉัน ฉันขยี้ตาตัวเองก่อนจะเพ่งตามองอย่างชัดๆ แต่ก็มองเห็นเขาไม่ชัดอยู่ดี
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” ฉันว่าฉันควรทำอะไรบางอย่างกับคำๆ นี้
“อะแฮ่ม~” ฉันกระแอมเพื่อเรียกเสียงก่อนที่จะพูดกับชายคนนั้น “สวัสดียามเช้า เอ่อคุณ~ คุณช่วยบอกผมทีได้ไหมว่าที่นี้ที่ไหน แล้วคุณเป็ใคร ผมตายแล้วจริงๆ ใช่ไหม”
ไม่มีสัญญาณตอบรับมาจากคู่สนทนา
“เฮ้~ ได้ยินผมไหม ฮัลโหลๆ” ฉันเอามือป้องปาก “นี้ช่วยพูดอะไรสักอย่างหน่อยสิ อย่างน้อยก็ช่วยบอกผมทีว่าที่นี่มันที่ไหน มันใช่นรกหรือเปล่า หรือว่า์”
“ที่นี่คือบ้านของข้าเ้าหนู ไม่ใช่ทั้งนรกและไม่ใช่ทั้ง์” ว้าวในที่สุดเขาก็พูดคำอื่นสักที คงจะเป็คำถามโดนใจ
“หมายความว่ายังไงที่บอกว่าไม่ใช่ทั้งนรกและ์ ผมควรจะอยู่ในสถานที่ทั้งสองนั้นไม่ใช่หรือยังไง แต่ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี้ ในบ้านของคุณ”
ไม่มีสัญญาณตอบรับมาจากคู่สนทนาครั้งที่สอง แสดงว่าคำถามคงไม่โดนใจ
“ฮัลโหล!ได้ยินที่ผมพูดไหม”
“ข้าได้ยินทุกอย่างที่พูดเ้าหนู แต่ข้าจำเป็ต้องใช้พลังงานมากในการตอบคำถามของเ้า” เสียงของเขาดูหนุ่มลง “สาเหตุที่เ้าไม่ได้อยู่บน์และในนรก นั้นก็เพราะว่าเ้ายังไม่ตาย และถึงแม้เ้าจะตาย์หรือนรกก็ไม่ใช่...” เสียงของเขาขาดหายไป
“เมื่อกี้ประโยคสุดท้ายคุณพูดว่าอะไรนะ ผมฟังจับใจความไม่ทัน”
นี้เขาใช้เน็ตของค่ายไหนกันเนี่ย ทำไมถึงได้ช้าขนาดนี้ กว่าเขาจะตอบฉันคงจะลืมคำถามของตัวเองไปแล้ว มันหมายความว่ายังไงกันนะ ที่บอกว่าฉันยังไม่ตาย ถ้ามันใช่อยากที่ฉันคิดจริงๆ กลับไปฉันจะชกหน้าบีมสักสามที เพื่อเป็การขอบคุณพระเ้า
“ไม่มีเวลาแล้ว ฟังนะ”
อ้าว!แล้วสรุปประโยคสุดท้ายของเขาพูดว่าอะไรกัน
“จงจำไว้เ้าหนูเวลาของโลกนี้เหลือไม่มากแล้ว หามันให้เจอก่อนที่เธอจะเจอมัน” เสียงของเขาเริ่มแหบลง “จงร่วมมือกับเหล่าอัศวินพวกเขาจะเป็มิตรเพียงหนึ่งเดียวที่เ้ามี…” หลังจากที่พูดจบ ตัวของเขาก็หายไปราวกับอากาศ เหลือไวเพียงเก้าอี้ที่เขานั่ง ฉันไม่ใในสิ่งที่เห็นเลยแม้แต่น้อย เพราะวันนี้ทั้งวันฉันเจอมาหนักมาก
แล้วที่เขาพูดมาเมื่อกี้มันอะไรกัน เขาบอกให้ฉันหาอะไร อัศวินมาอยู่ในเื่นี้ได้ยังไง แล้วทำไมฉันได้ง่วงขนาดนี้เนี้ย บ้าจริง!ฉันเหมือนถูกอะไรบางอย่างบังคับให้หลับอยู่ บางอย่างนั้นทำให้หัวของฉันแทบจะะเิออกมา
ฉันปล่อยให้ความง่วงครอบงำ และหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ จากนั้นฉันก็เห็นแต่ความมืด
ฉันบอกกับตัวเองว่าฉันได้ตื่นมาจากฝันร้าย เพื่อมาพบเจอความจริงที่ร้ายกว่า มันไม่เหมือนกับในระคร ฉันจำทุกเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นได้ ั้แ่ตอนที่สู้กับเ้าหมาตัวนั้นในห้องสมุด แล้วฉันก็พลาดท่าให้มัน หรือจะเป็ตอนที่ฉันอยู่ในห้องที่ดูน่าขนลุกนั้นก็ตาม แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะยังไม่ตาย และได้มีโอกาสได้ลืมตามองหลอดไฟที่ห้อยต่องแต่งไปมา มันช่างเป็ความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก น้ำตาของฉันมันไหลออกมาก่อนที่ฉันจะลืมตาเสียอีก ฉันดีใจที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันคิดถึงพ่อและแม่ ให้ตายสิ!ฉันไม่เคยอยากเห็นหน้าของพวกเขาเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
“บีนั้นมันของฉันนะ” ฉันว่าฉันได้ยินเสียงของโป้ง “นายจะกินหมดทุกอย่างเลยหรือยังไงกัน”
ฉันมองไม่เห็นเขาเพราะสิ่งที่ฉันมองเห็นได้ตอนนี้มีเพียงเพดานและหลอดไฟ
“ก็ฉันหิวนี้ ใครบอกให้นายไม่ยอมกินเองล่ะ” ส่วนนั้นก็เสียงของบีไอ้อ้วนนั้นแย่งขนมของโป้งอีกแล้ว
พวกเขาสองแย่งขนมกันเสียงดังเหมือนกับเด็ก ไม่เกรงใจคนเจ็บบ้างหรือยังไงคนพวกนี้ แต่พวกก็ไม่ได้เสียงดังจนทำให้ฉันตื่นแต่อย่างใด แต่คงเป็เพราะแรงสั่นะเืมากกว่าที่ปลุกฉัน ฉันเดาได้เลยว่าตัวเองกำลังอยู่บนรถไฟเพราะมันมีจังหวะที่สั่นสม่ำเสมอกัน มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตอนขึ้นรถไฟใหม่ๆ เลย แต่จังหวัดนี้ไม่เคยมีรถไฟมาก่อน และฉันมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง
“เฮ้!หนุ่มๆ ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างพวกเธอนะ เพื่อนของพวกเธอเขาได้สติแล้ว” นี้มันเสียงของใครกัน เสียงราวกับคุณป้าใจร้ายเลย
ฉันที่มีสภาพเป็ผักกำลังนอนมองหลอดไฟบนเพดาน และกำลังถูกเบาะดันให้นั่งอย่างช้าๆ โป้งกับบีรีบตรงดิ่งมาหาฉันอย่างไม่รอช้า พวกเขาสองคนคงจะดีใจมากที่เพื่อนคนนี้ยังไม่ตาย ถึงขนาดที่โยนขนมทิ้งกันเลยทีเดียว มิหน่ำซ้ำแย่งกันพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์
“เดียวก่อนสิหนุ่มๆ แย่งกันพูดแบบนั้น เขาจะฟังรู้เื่ได้ยังไง” เสียงของคุณป้าใจร้ายอยู่ใกล้ฉันๆ แต่ฉันมองไม่เห็นเขา “เพื่อนเธอนี่ดวงแข็งจริงๆ เลยนะ แผลสาหัสซะขนาดนั้นยังรอดมาได้ ฉันไม่ได้จะอวยตัวเองหรอกนะว่า น้ำยาที่ฉันปรุงขึ้นมาเองดีหรืออะไรหรอกนะ แต่น้ำยาของฉันเข้ากับร่างกายของเพื่อนเธอได้ดีมาก เอาล่ะฉันจะไปรายงานเื่เพื่อนของเธอให้ผู้นำเหล่าอัศวินได้รับรู้ว่ายังไม่มีใครตายในรถไฟขบวนนี้ ในระหว่างนั้นพวกเธอก็ค่อยเล่ารายละเอียดให้เพื่อนของเธอฟังก็แล้วกัน ไว้เจอกันหนุ่มๆ ” หลังจากที่คุณป้าใจร้ายพูดจบ ฉันก็เห็นเด็กในชุดพยาบาลเดินเปิดประตูออกไป
“ฉันพูดก่อนหรือนายจะพูดก่อน” โป้งถามบี
“ฉันต้องพูดก่อนอยู่แล้ว”
“ไม่ ไม่ต้องพูดทั้งสองคนนั้นแหละ” ฉันพูดเบรกพวกเขา “ฉันดีใจนะที่เห็นพวกนายยังปลอดภัย”
“เราก็เช่นกัน”
ฉันมองดูรอบห้อง เป็ที่แน่นอนแล้วฉันกำลังอยู่บนรถไฟจริงๆ ห้องที่พวกเรากำลังอยู่เป็ห้องเล็กๆ ต้องเรียกว่าโบเก้สิ ในนี้มีเพียงแค่เตียงคนป่วยหกเตียงฝั่งละสาม ฉันนอนอยู่ตรงกลาง บรรยากาศในนี้เย็นๆ ชื้นๆ เหมือน่เวลาหลังฝนตก ที่นี้ไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเราสามคน
“เดียวก่อนนะ!บีมไปไหน” ฉันถาม
“เขาถูกดึงตัวไปโปเก้อื่น ไม่ต้องห่วงเื่เขาหรอก” โป้งตอบ
“ใช่ๆ ไม่ต้องห่วงเื่เขาหรอก” บีพูดตามโป้ง
แขนของโป้งข้างที่โดนหมากัดถูกพันด้วยผ้าพันแผลั้แ่ข้อมือถึงหัวไหล่ โป้งไม่ได้ใส่เสื้อแต่ใช้ผ้าขนหนูคลุมตัว ยังใส่กางเกงตัวเดิม ส่วนบีนั้นยังใส่ชุดเดิมอยู่
“แขนของนายเป็ไงบ้าง” ฉันถามโป้ง
“ทางนี้ต่างหากที่ต้องถาม” โป้งไม่ได้ตอบแถมยังถามฉันกลับ “จำได้ไหมว่านายโดนอะไร”
ฉันพยักหน้า “จำได้รางๆ” ก่อนจะเอานิ้วมือจิ้มๆ บริเวณสีข้างที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผล “บอกตามตรงฉันแทบไม่รู้สึกว่ามีตัวอยู่เลยด้วยซ้ำ”
“ดีเลยถ้าไม่มีตัวน้ำหนักก็ลดไปหลายกิโล ฮ่าๆ” บีเล่นมุขแถมยังหัวเราะออกมาปลอมๆ
“นี้ว่าแต่นายไม่อยากรู้หรอว่าที่นี้ที่ไหน เื่ทั้งหมดมันเป็มายังไง” โป้งถามฉัน
ฉันถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดพ้อออกมา “เอาจริงๆ ตอนแรกฉันก็อยากรู้นะ แต่ตอนนี้ฉันไม่สนห่าอะไรแล้ว”
“นายไม่อยากรู้ก็ไม่เป็ไร แต่ฉันจะเล่าให้นายฟัง” โป้งเดินไปนั่งที่เตียงผู้ป่วยข้างๆ “เอาล่ะ!จะเริ่มจากตรงไหนดี ผู้หญิงคนที่รักษานายเมื่อกี้เธอมีชื่อโรแรนด้า”
“ชื่อไม่เหมือนคนไทยเลย เธอเป็เด็กเหรอ”
“เปล่า เธอเป็คนแคระ”
“ใช่ๆ เธอเป็คนแคระ”
‘ฉันเล่าต่อนะ เธอเป็พยาบาลประจำรถไฟขบวนนี้”
“ข้ามเื่นี้ไปก่อนได้หรือเปล่า” ฉันพูด “ถ้าจะเล่าก็ช่วยเริ่มตอนที่พวกตัวประหลาดพวกนั้นโผล่มาได้ยังไงจะดีกว่า นั้นจะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะเลย”
“’ งั้นฉันจะสรุปให้นายฟังก็แล้วกัน พ่อคนมีเวลาน้อย ด้วยวันที่พอดี และด้วยเวลาที่พอเหมาะ พวกเราทั้งสี่คนจึงถูกพามาอีกโลกหนึ่ง”
บีกำลังจะอ้าปากพูดตามโป้งแต่เพราะฉันหันไปหาเขา พร้อมกับทำมือที่แสดงออกว่าอย่าทำอย่างนั้น บีเข้าใจความหมายของได้ดี เขาทำท่ารูดซิปปาก จากนั้นก็เดินไปนั่งที่เตียงคนไข้ที่อยู่ตรงข้ามฉัน
“ดูนายไม่ตื่นเต้นเลยนะ พวกเรากำลังอยู่ในโลกแฟนตาซี อย่างที่พวกเราชอบพูดกันไง”
ทำไมไอ้คนที่โดนหมากัดแขนเกือบขาด ถึงได้ตื่นเต้นได้ขนาดนี้เนี้ย
“ก็...” ฉันคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “เฮ้~ เดียวก่อนเมื่อกี้นายบอกว่าสี่คนใช่ไหม แล้วโอปป้าล่ะ เขาอยู่ที่นี้ด้วยหรือเปล่า”
โดยปกติแล้วฉันจะเรียกโอปอว่าโอปป้า เพราะเขาเกาหลีกว่าใคร
“เื่นั้นฉันก็ไม่รู้ “โป้งตอบ” ฉันไม่เห็นเขาั้แ่ตอนที่เขาบอกว่าจะไปห้องน้ำเหมือนกันกับนายนั้นแหละ คิดในแง่ดีไว้เพื่อน เขาคงไม่ได้มาที่นี้กับเรา และพอเหตุการ์ณทุกอย่างจบลง เขาจะโผล่มาแล้วพูดว่า ทำไมพวกนายเล่นไม่รอฉันเลย” โป้งพูดโดยที่เลียนเสียงโอปอ
“นายดูหนังมากไปหรือเปล่า” บีพูด
“มันเกี่ยวหรอกว่าดูมากหรือดูน้อย” โป้งพูด “พล็อตเื่สิ้นคิดแบบนี้ มันก็มีอยู่เต็มตลาดนั้นแหละ”
“แต่นี้มันไม่ใช่หนัง”
บีกับโป้งมีท่าทีว่าจะวางมวยกันรอบที่ล้าน ดีที่รอบนี้ฉันไม่ใช่คนห้ามพวกเขา นั้นก็เพราะมีชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอัศวินสีเงินเปิดประตูเข้ามาในห้อง จากนั้นโป้งและบีมก็ยืนตรงพร้อมกับโค้งคำนับชายคนนั้น
เขาสวมชุดเกราะสีเงินคลุมด้วยขนสัตว์ สวมหมวกเหล็ก ที่เอวมีดาบและมีดเหน็บไว้ ดาบหนึ่งเล่มและมีดอีกหนึ่งเล่ม
ชายคนนั้นทำมือให้พวกเขาสองคนนั่งลง และเดินตรงมาคุยกับฉัน “แผลเป็ไงบ้าง”
ชายคนนี้เป็ใครกัน เข้ามาก็ถามถึงแผลฉันเลย ไม่คิดจะแนะนำตัวหน่อยหรือยังไง ตอบดีๆ ไปก่อนแล้วกัน เพราะฉันยังไม่อยากโดนเขาเอาดาบที่เอวฟันตัวขาดเป็สองท่อน ว่าแต่ฉันก็ยังเห็นแผลของตัวเองเลย รู้สึกได้แค่ว่ามันชาๆ ในใต้ผ้าพันแผลเนี้ย
“เอ่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็ยังไง แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันเจ็บหรือปวดอะไร มีแค่รู้สึกชาตรงบริเวณที่โดนข่วน” ฉันพูดพร้อมกับคลำที่สีข้างของตัวเอง “ว่าแต่ผมต้องลุกทำแบบสองคนนั้นไหม”
“เื่นั้นไม่จำเป็หรอก ตราบใดที่นายยังลุกไม่ได้หรืออยู่ในห้องนี่ นายมีร่างกายที่น่าสนใจเ้าหนู ถ้าเป็อย่างที่ฉันคิดจริงๆ เรามีเื่ที่ต้องคุยกัน”
“ครับ!” มีเื่ชวนให้ปวดหัวเพิ่มอีกหนึ่งเื่แล้วสิ