ตอนที่ 138 เดี๋ยวผมจัดการให้เอง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ร่างของเด็กหนุ่มก้าวทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว วิชาตัวเบาของเขาในตอนนี้ไปถึงขั้นสุดแล้ว ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเขาจึงเหมือนกับสายลมแรงที่พัดผ่าน จนทำให้กระต่ายดำที่อยู่ข้างๆ ต้องตกใจ
สถานการณ์ในตอนนี้สามคนนั้นกำลังต่อสู้กับงูยักษ์ตัวหนึ่งอยู่และมีท่าทีว่าจะสามารถกำจัดงูยักษ์ตัวนั้นได้ในเร็วๆ นี้
ทว่ายังมีงูยักษ์อีกสี่ตัวกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอยู่ไม่ไกล และไม่นานพวกมันก็จะตามมาสมทบ ซึ่งจะทำให้การต่อสู้นี้มีความยากมากขึ้น
คนในกลุ่มไม่คิดเลยว่าเฟิร์สจะพูดว่าตนเองจะออกไปจัดการกับงูทั้งสี่ตัว
“นี่เขาคิดจะถ่วงเวลามอนสเตอร์เหล่านั้นด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้นหรอ?” ดาวเงินเอ่ยอย่างสงสัย
แน่นอนว่าพวกเขาไม่คิดว่าดาราแดงหนึ่งแฉกอย่างเฟิร์สจะสามารถจัดการงูทั้งสี่ด้วยตัวคนเดียวอยู่แล้ว ขนาดพวกเขาทั้งสามคนยังต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งกว่าจะกำจัดมอนสเตอร์ตัวนี้ลงได้
พวกเขาจึงคิดว่าเฟิร์สต้องการจะล่อมอนสเตอร์เหล่านั้นเพื่อถ่วงเวลาให้กับพวกเขาจัดการกับมอนสเตอร์ตัวนี้
แต่การปล่อยให้เด็กคนหนึ่งที่พึ่งลงเทรดอบิสสีแดงครั้งแรกออกไปเป็นตัวล่อเช่นนี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าละอายใจ
“อย่าให้ความเสียสละของเขาเสียเปล่า พวกเรารีบจัดการมอนสเตอร์ตัวนี้แล้วรีบไปช่วยเขากันเถอะ” แว่นใหญ่เอ่ยออกมาอย่างมีสติ ร่างอันมหึมาของเขากำลังพันธนาการงูยักษ์ตัวนั้น
“ผิวหนังของมันแข็งแกร่งมาก การโจมตีของพวกเราทำอะไรมันไม่ได้เลย” ดาบใหญ่ตะโกนออกมา
“ถ้าอย่างนั้นก็จัดการมันข้างใน” แว่นใหญ่ใช้ร่างอันใหญ่ยักษ์ของตน ง้างปากของงูยักษ์ให้กว้างขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันงูยักษ์ตัวนี้กลับมีสองหัวซึ่งอยู่หัวท้ายของร่าง หัวอีกหัวหนึ่งจึงต้องการจะโจมตีที่ไปร่างอันใหญ่โตนั้น
ทว่าดาวเงินกลับใช้แส้สีแดงของเขาพันธนาการอีกหัวหนึ่งไว้
“ตอนนี้แหละ! ดาบฟ้าโจมตีเข้าไปข้างใน”
“ได้”
ดาบฟ้าเปิดใช้ทักษะของเขา ดาบยักษ์ในมือเปล่งแสงสว่างจ้า ก่อนที่จะกลายเป็นลำแสงยักษ์พุ่งทะลวงออกไป
ตูม!
เสียงการระเบิดของงูยักษ์ดังขึ้นอย่างอื้ออึง
งูยักษ์ตัวนี้ไม่สามารถจัดการที่ร่างกายของมันได้เพราะเกล็ดที่ห่อหุ้มร่างนั้นทนทานเกินไป แต่เมื่อถูกทำลายจากภายใน มันจึงสิ้นฤทธิ์เพราะเหตุนี้
“รีบไปช่วยเฟิร์สวันกันเถอะ” แว่นใหญ่เอ่ยออกมา
แต่ทว่าเมื่อมองไปยังสีหน้าของกระต่ายดำที่เป็นซัพพอร์ตแล้ว เธอกลับมีสีหน้าที่ดูตกตะลึงเป็นอย่างมาก
“เกิดอะไรขึ้นกระต่ายดำ?” ดาบฟ้าถามอย่างสงสัย
แต่เมื่อกระต่ายดำชี้ออกไป สายตาของทุกคนก็หันไปมองและแสดงท่าทีที่ไม่ต่างไปจากกระต่ายดำเลยแม้แต่น้อย
“นะ ... นั่นมันอะไรกัน?” ดาวเงินเอ่ยด้วยนำ้เสียงที่ตกตะลึง
แต่คงไม่มีใครที่มีอาการเช่นนี้เกินไปกว่ากระต่ายดำแล้ว เพราะเธอเป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์นี้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ในช่วงเวลาที่เฟิร์สพุ่งตัวออกไปอย่างไม่บอกกล่าว กระต่ายดำก็เป็นห่วงเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก เธอจึงคอยดูทั้งสามคนที่ต่อสู้และเฟิร์สที่ทะยานออกไปด้วย
แต่ภาพที่เธอเห็นกลับทำให้เธอต้องอ้าปากค้างคางยานจนจะถึงพื้น
เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มที่พุ่งออกไปยกแขนขวาขึ้นแล้วโบกมือออกไปครั้งหนึ่ง เศษดินหินก็ลอยขึ้นมารวมอยู่ที่มือนั้นแล้วก่อรูปร่างกลายเป็นกระบี่ศิลาเล่มหนึ่ง
กระบี่เล่มนี้ดูหยาบกร้านเป็นอย่างมาก มันไม่ต่างไปจากวัตถุโบราณยุคหินที่พึ่งขุดพบเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อมันอยู่ในมือของเด็กหนุ่มกลับเปล่งประกายอย่างน่าประหลาดใจออกมา
เด็กหนุ่มเผชิญหน้ากับงูยักษ์สองหัวตัวหนึ่ง ร่างของมันเปล่งแสงสีแดงและอ้าปากเตรียมที่จะปลดปล่อยคลื่นลาวาร้อนออกมา แต่ว่ามันยังไม่ทันที่จะทำอะไรแบบนั้น เด็กหนุ่มแค่ยกกระบี่ศิลาแล้วแทงออกไป
ท่วงท่านี้ช่างดูเรียบง่าย ราวกับว่าเขาจงใจออกท่าทางไปส่งๆ อย่างไรอย่างนั้น
แม้การแสดงของเด็กหนุ่มจะดูอวดดี แต่หลังจากที่แทงกระบี่ออกไป จู่ๆ อากาศเบื้องหน้าก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เมื่อกระทบกับการหักเหของแสง สายตาของกระต่ายดำก็ราวกับเห็นภาพมายา
มันคือภาพของกระบี่ศิลาที่ขยายใหญ่ขึ้น ... ใหญ่ขึ้น ... และใหญ่ขึ้น!
วูม ...
ร่างเงาของกระบี่ศิลาพุ่งทะลวงออกไปด้านหน้าก่อนจะมุดเข้าไปในปากของงูยักษ์
ทำให้กระต่ายดำเห็นภาพของร่างกายงูยักษ์ที่ขยายใหญ่ขึ้นราวกับกำลังกลืนอะไรเข้าไปและลำแสงสีแดงที่เตรียมจะทะลักออกมากลับถูกผลักให้ถอยกลับไป
จนกระทั่ง ...
ตูม!
ลำแสงสีแดงพุ่งทะลุหัวของงูยักษ์ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ก่อนที่ร่างของมันจะถูกตัดเฉือนเป็นชิ้นๆ
เหตุการณ์นี้พูดแล้วเหมือนจะนาน แต่มันเกินขึ้นภายในไม่กี่อึดใจเท่านั้น
แล้วร่างของเด็กหนุ่มก็เคลื่อนไหวเร็วมาก เพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวร่างก็จะไปปรากฏอยู่ตรงหน้ามอนสเตอร์อีกตัวแล้ว
มอนสเตอร์ตัวนั้นยังไม่ทันที่จะตั้งท่าโจมตีเขาด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มก็วาดกระบี่ออกไปด้วยท่วงท่าทีสง่างาม
กระบี่ถูกสะบัดออกไปสองครั้ง
แล้วภาพอัศจรรย์ที่ทุกคนได้เห็นจนอ้าปากค้างก็ปรากฏขึ้น
เกล็ดวาววับอันน่าภาคภูมิใจของมอนสเตอร์ตัวนี้ถูกเลาะผ่านออกมาด้วยพลังกระบี่ที่โจมตีช่องว่างอันน้อยนิดได้อย่างแม่นยำ
หนึ่งกระบี่เลาะเกล็ด หนึ่งกระบี่เจาะทะลวง
ตูม!
ท้ายที่สุดมอนสเตอร์ตัวนี้ก็ตายตกด้วยการกวัดแกว่งกระบี่เพียงสองครั้ง
เด็กหนุ่มเคลื่อนไหวดุจภูติผีมอนสเตอร์อีกสองตัวที่ยังมาไม่ถึงจุดที่กลุ่มของเขาต่อสู้อยู่ก็ตายตกเพราะคมกระบี่ของเขา
ตูม! ตูม!
แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดก็จบสิ้นภายในไม่กี่ลมหายใจ
ต้องรู้ไว้ว่ามอนสเตอร์ของที่นี่มีพลังรบที่ไม่ต่างไปจากราชาหรือนางพญาในอบิสสีขาวระดับสูง ซึ่งเด็กหนุ่มแทบจะกวาดผ่านมานับไม่ถ้วน ดังนั้นแล้วการที่เขาจะจัดการมอนสเตอร์ทั่วไปของอบิสแห่งนี้จึงไม่ต่างไปจากการเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน
มีเพียงแต่ราชาหรือนางพญาเท่านั้นที่พอจะทำให้เขาสนใจได้บ้าง
สำหรับมอนสเตอร์เหล่านี้น่ะหรือ? เขาไม่ได้ชายตามองเลยแม้แต่น้อย
‘อย่างน้อยๆ ฉันก็สามารถจดจำมันไว้ขัดเกลาในโลกสีเงินได้บ้าง ... ฉันชักอยากจะไปยังอบิสระดับถัดไปซะแล้วสิ’ เฟิร์สบ่นพึมพำในใจ
เขานั้นรู้อยู่แล้วว่าอบิสสีแดงระดับต่ำแห่งนี้ไม่มีค่าในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เขาต้องมาที่นี่ก็เพื่อพิสูจน์ฝีมือให้ผู้กำกับพิเชษได้เห็น
ในตอนแรกเฟิร์สต้องการกวาดล้างเพียงผู้เดียวเหมือนการลงเทรดอบีสครั้งก่อนๆ แต่ตอนนี้เขากลับต้องการลงเทรดอบิสที่มีระดับสูงกว่านี้แล้ว นั่นเพราะการปรากฏของโลกสีเงินที่ได้เปลี่ยนความคิดของเขา
“ปะ ... เป็นไปได้ยังไง?”
“เขามีฝีมือขนาดนี้ได้ยังไงกัน นี่มันไม่ต่างอะไรไปจากพวกระดับสูงของแคลนเลย”
“เขาใช่คนที่พึ่งทะลวงขอบเขตดาราแดงได้จริงๆ หรอ?”
ผู้มองดูเหตุการณ์ทั้งสี่คนต่างพากันอ้าปากค้าง
เฟิร์สยืนเหยียบเข็มสีแดงเล่มเล็กๆ อยู่กลางอากาศแล้ววาดฝ่ามือออกไป แกนสปีริตทั้งสี่พุ่งออกมาจากร่างของมอนสเตอร์แล้วลอยมาวางบนมือของเขา
“นะ ... นั่นเขาเป็นผู้ใช้พลังจิตได้ด้วยอย่างนั้นหรอ?”
แว่นใหญ่เห็นเฟิร์สควบคุมวัตถุได้จึงคิดว่าเด็กหนุ่มเป็นผู้มีความสามารถพิเศษด้านพลังจิต ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นเป็นพลังของอำนาจอักขระขั้นสีฟ้า
อำนาจอักขระเป็นพลังที่ไร้รูปร่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจนึก ทั้งนี้ความแข็งแกร่งของมันก็ขึ้นอยู่กับขั้นพลังอักขระของผู้ใช้
เฟิร์สทะยานร่อนลงมาโดยที่เท้าเหยียบเข็มสีแดง ตามจริงแล้วเขาไม่สามารถลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ แม้จะสำเร็จวิชาตัวเบาเดินชมจันทร์แล้วก็ตาม แต่ด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุดนี้การจะยืนเหยียบบนวัตถุก็หาใช่เรื่องที่ยากเย็นอันใด
ดังนั้นการที่เขาสามารถเหาะเหินได้อย่างที่เห็นก็เป็นเพราะไอเทมสปีริตที่เขาควบคุมอยู่ทั้งสิ้น
“แกนสปีริตนี้ควรเก็บไว้ที่ส่วนกลางสินะครับ” เฟิร์สยื่นให้กับกระต่ายดำซึ่งเป็นซัพพอร์ตของกลุ่ม
‘ดูเหมือนว่าอบิสสีแดงระดับต่ำจะไม่ใช่ที่ที่ฉันจะบ่มเพาะได้ คงต้องแสดงฝีมือให้ผู้กำกับพิเชษได้เห็น อย่างน้อยๆ อบิสสีแดงระดับกลางหรือระดับสูงนั้นน่าจะมีมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งกว่านี้’
สมาชิกในกลุ่มต่างรู้สึกอึ้งและตกใจ ใบหน้าของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยคำถาม แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปากออกมา เฟิร์สก็ชิงพูดแทรกขึ้นมา
“พวกคุณมาที่นี่เพราะต้องการแกนสปีริตสินะครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะทำให้พวกคุณได้รับแกนสปีริตเยอะๆ เอง ... เพียงแค่ตามผมมา”
เฟิร์สไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาเอ่ยถาม ร่างของเขาก็ทะยานออกไป
“ตะ ... ตามไปดูเขากันเถอะ” แว่นใหญ่ที่ได้สติขึ้นมาเป็นผู้เอ่ย ก่อนที่จะนำสมาชิกที่เหลือวิ่งตามเฟิร์สไป