เมื่อได้ยินดังนั้นจูเยว่ครุ่นคิดขึ้นมาก่อนที่จะกล่าวตอบกลับไป
“ข้าต้องขอภัยเจ้าด้วยที่ได้กล่าววาจาเช่นนั้นออกไป เป็นเพราะว่าข้าไม่ทราบ และต้องการยืนยันให้แน่ใจ”
เมื่อจูเยว่ทราบว่าแสงสีเขียวนั้นคือสิ่งใด จึงได้กล่าวขออภัยไปตามตรงเพราะรู้สึกได้ว่า เขาได้กล่าวถามในเรื่องที่ไม่สมควรออกไปอีกทั้งต้องการระงับอารมณ์เกรี้ยวโกรธของนาง ให้เบาบางลงเพราะมีอีกหลายสิ่งที่ต้องการสอบถาม
หลังจากที่ได้รับฟังคำขออภัยอย่างซื่อตรงจากจูเยว่แสงสีเขียวกลับรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ราวกับไม่คิดว่าบุรุษผู้นี้จะกล่าวคำเหล่านั้นออกมาอย่างง่ายดาย ถึงแม้จะทำให้นางอารมณ์เย็นลงไปบ้างแต่ไม่ได้ทำให้น้ำเสียงที่นางสนทนากับเขา ดีขึ้นแต่อย่างใด
“เชอะ!ถึงแม้เจ้าจะขอโทษข้าแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีทาง..ที่ข้าจะอภัยให้เจ้า!เพราะยายแก่นั่น จับข้าผนึกไว้ในแท่นหินถึง 16 ปี!และยังมาบังคับผูกสัญญาทาสเช่นนี้ กับเจ้าอีก!” ไม่ทันที่นางจะได้กล่าวประโยคต่อไปจูเยว่ได้กล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง
“ยายแก่ที่เจ้าเรียก...คงหมายถึงมารดาของข้าใช่หรือไม่? หากเจ้ายังคงเรียกนางเช่นนั้นข้าสาบานได้ว่า… เจ้าจะไม่มีโอกาส ที่จะออกมาเผชิญโลกภายนอก..ได้อีกครั้ง!”จูเยว่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงข่มขู่ไปยังนาง
เพราะหากว่าไม่ทราบในสิ่งที่นางกล่าวก็ไม่เป็นไรแต่เขาทราบแล้ว ว่านางได้ต่อว่ามารดาตน หากยังคงให้นางกล่าวต่อไปมิใช่ว่าตัวเขาเป็นบุตรอกตัญญูหรอกรึ?
สิ้นคำขู่ของจูเยว่ไปเพียงชั่วครู่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวได้ดังขึ้นทันที
“จะ..เจ้า!!”
นั่นเป็นเพราะนางพึ่งมีโอกาสออกจากแท่นผนึกจึงไม่ต้องการถูกกักขัง ไว้ดังเช่นในอดีตอีกครั้ง!
จูเยว่ที่สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวภายในน้ำเสียงของนาง จึงไม่รอให้นางได้กล่าวสิ่งใดและเร่งกล่าวประโยคต่อไปออกมาทันที
“หากข้ามั่นใจได้ว่า...เจ้าไม่เป็นภัยต่อข้า หรือข้ามีระดับขั้นพลังที่เหนือกว่าเจ้าเมื่อใดข้าจะปลดปล่อยเจ้าออกไปให้เป็นอิสระ” จูเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนอยู่ภายใน คล้ายต้องการที่จะปลอบนางให้สงบลง
เมื่อนางได้ยินดังนั้นเสียงของเด็กสาวที่ฟังดูน่ารักสดใสได้ดังขึ้นมา น้ำเสียงช่างแตกต่างจากยามที่เกรี้ยวโกรธก่อนหน้า
“จะเจ้า...จะปลดปล่อยข้าออกไป จริงๆใช่ไหม?!”
แต่เมื่อเอ่ยคำถามนั้นออกไปได้เพียงชั่วครู่ตัวนางกลับคิดได้ว่า ดีใจต่อคำกล่าวของบุรุษผู้นี้เร็วเกินไปเมื่อนึกย้อนถึงเรื่องราวในอดีต ที่มารดาของเขาได้กระทำต่อนางอารมณ์ของนางก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“ข้าไม่เชื่อเจ้า!ยะยาย... อะเอ่อ มารดาของเจ้า ก็กล่าวแก่ข้าว่าจะมีผู้มาปลดปล่อยข้าอย่างแน่นอน... แต่ดูสิ่งที่นางกระทำต่อข้า!นางได้หลอกลวงขังข้าไว้ถึง 16 ปี!แต่เมื่อปลดปล่อยออกมา กลับบังคับให้ทำสัญญาทาสเช่นนี้... แล้วจะให้ตัวข้านั้นเชื่อเจ้าได้เช่นไรกัน?! แล้วที่บอกว่า จะปลดปล่อยข้าไปเมื่อยามระดับพลังเหนือกว่า ข้าต้องอยู่กับเจ้าอีกกี่ร้อยปีกันแน่?!”
เมื่อนางไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจึงรู้สึกได้ทันทีว่า คำกล่าวของบุรุษผู้นี้ หาได้น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะหากตัวเขามีระดับพลังไม่เหนือไปกว่านางมิใช่ว่าตัวนางต้องอยู่กับบุรุษผู้นี้ไปจนตาย? และหากเขาตายไป นางก็ต้องตายตามไปด้วย!บุรุษผู้นี้คิดว่าตัวนาง โง่เง่าหรืออย่างไรกัน!
“อะเอ่อ...”
จูเยว่ถึงกลับกล่าวอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินสิ่งที่นางกล่าวถาม เพราะตัวเขาไม่คิดที่จะให้สิ่งใดมาหลอมรวมกับดวงจิตของตนเองโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะจิตวิญญาณที่อันตรายเช่นนี้จึงได้กล่าวเช่นนั้นออกไป
ส่วนระดับพลังของเขาแม้ตอนนี้จะอ่อนด้อยอยู่บ้างเมื่อเทียบกับตัวนางแต่เขาที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกที่จากมา ในฐานะอัจฉริยะด้วยระยะเวลาไม่ถึงร้อยปีไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลาถึงหลายร้อยปีดั่งเช่นที่นางกล่าวเพื่อที่จะมีระดับพลังเหนือกว่านาง จูเยว่ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงได้กล่าวออกไปอีกครั้งด้วยความมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้น...หากภายใน 50 ปี ไม่ว่าข้าจะอยู่ในระดับพลังขั้นใดก็ตามข้าจะปลดปล่อยเจ้าไปให้เป็นอิสระ และหากระดับพลังข้านั้นเหนือกว่าเจ้าก่อนถึงระยะเวลา 50 ปี ข้าจะปลดปล่อยเจ้าไปเช่นเดียวกันด้วยระดับพลังเช่นเจ้า ข้าคิดว่า... ไม่น่าเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไปเจ้าคิดว่าเช่นไร?” เพราะด้วยพลังทำลายที่นางปลดปล่อยก่อนหน้าระดับขั้นพลังของนางย่อมสูงมากพอ ที่จะทำให้มีอายุได้หลายร้อยปีเป็นอย่างน้อยจูเยว่จึงคิดว่าระยะเวลาดังกล่าวไม่มากเกินไป
“50 ปี...” นางกล่าวพึมพำออกมาพร้อมกับไตร่ตรองคำกล่าวของบุรุษผู้นี้อยู่ภายใน
เวลา 50 ปีนั้นยาวนานมากก็จริงแต่หากนางช่วยชี้แนะ อาจเป็นไปได้ว่า จะเร็วกว่าช่วงเวลาที่ได้กล่าวไว้แต่หากกระทำเช่นนั้น เมื่อเขามีระดับพลังที่เหนือกว่านาง แล้วรังแกตัวนางเล่า!นางจะร้องกล่าวให้ใครช่วยเหลือตัวนางได้
ดังนั้นนางจึงต้องมั่นใจเสียก่อนว่าบุรุษผู้นี้มีความซื่อสัตย์และจริงใจ ดังเช่นที่เขากล่าวออกมา หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ช่วงเวลาหนึ่งนางได้กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเป็นอย่างมาก
“ขะข้า...จะเชื่อเจ้า..ได้อย่างไรกัน?”
เมื่อจูเยว่ได้ยินคำกล่าวถามจึงยกมุมปากยิ้มขึ้นมาอย่างเบาใจ พร้อมกล่าวออกไปด้วยความหนักแน่น
“ข้าเฟยจูเยว่!พูดคำไหนคำนั้น ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้าดิน!!” เสมือนคำกล่าวของเขาเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่จะกระทำอย่างแน่นอน
หลังจากนางได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจ ที่แฝงอยู่ในสิ่งที่บุรุษผู้นี้ได้กล่าวออกมาเมื่อนางใจเย็นลงและคิดอย่างถี่ถ้วน ก็พบว่า หากตัวเขาไม่ต้องการทำในสิ่งที่กล่าวเพียงแค่ใช้สัญญาเชื่อมโยงจิตวิญญาณ บังคับให้นางทำตามคำสั่งไม่ต้องเสียเวลาในการอธิบาย และกล่าวสัญญากับตัวนางถึงขั้นนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงได้เอ่ยออกไป คล้ายน้ำเสียงเด็กสาวที่อ่อนหวานอย่างแผ่วเบา
“ขะข้า...เชื่อเจ้าก็ได้...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจูเยว่จึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจเพราะดูเหมือนว่านางจะยอมรับตนเองขึ้นมาบ้าง เขาจึงได้กล่าวถามนางออกไป
“เจ้ามีนามว่าเช่นไรกัน?”เพราะมันไม่สะดวกที่จะเรียกเพียงว่าแม่นาง
เมื่อได้ยินในสิ่งที่บุรุษผู้นี้กล่าวถามออกมาเสียงของนางเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ
“เรียกข้าว่า...ลี่อิน”