กว่าที่ทั้งคณะจะมาถึงบ้านของจอมพรานอันดับหนึ่งแห่งป่าพญาดงดิบ ตะวันก็ลับขอบฟ้าพอดี แสงตะเกียงในบ้านวับ ๆแวม ๆ ย่อมมีคนอยู่ในบ้านอย่างมิต้องสงสัย
“นายท่านรออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ ประเดี๋ยวผมจะเดินนำไปคนเดียวก่อน” พรานดำบอก
“ทำไมเล่า”
“เข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าในยามวิกาลเยี่ยงนี้ กลัวว่าจะโดนลูกซองเอานะซีเ้านาย”
“เรามาดี และฉันก็เชื่อว่าพรานมิ่งก็คงมีเหตุผลที่จะไม่ทำอย่างนั้น”
“แต่นี่มันป่านะเ้านาย ถึงจะไม่ลึกเท่าป่าพญาดงดิบ แต่คนที่นี่ก็ระวังตัวกันเป็นิสัย พวกเสือสมิงที่มากันเป็โขยงกลายร่างเป็คนมาบุกที่นี่ก็เคยมีมาแล้ว ประเดี๋ยวเ้าของบ้านเข้าใจผิดก็ส่องหัวเอาทีละคนเสียกระนั้น บ้านป่าที่นี่ก็น้อง ๆ ป่าพญาดงดิบเหมือนกันนะนาย”
“ถ้าอันตรายขนาดนั้น ทำไมตอนนี้พวกเราไม่เป็กระไรสักอย่างเล่านายดำ มิเห็นมีใครถูกเสือสมิงของนายดำกัดสักกะคนเดียว” อรสาถาม นายดำเพียงหัวเราะหึเบา ๆ เขารู้ดีว่าตลอดทางเขาแอบฟังและได้ยินพอทำเนาว่าเ้านายสาวผู้นี้เป็คนสมัยใหม่ และแอบได้ยินอีกว่าเพิ่งเรียนจบมาจากเมืองฝาหรั่ง เื่เล่าของเขาคงไปสะกิดต่อมถือดีของหล่อนเข้า และคงจะมองว่าเป็เื่งมงายน่าขัน ซึ่งเขาก็เข้าใจดี และดังนั้นไม่ใคร่จะบอกเตือนหากมันมิจำเป็จริง ๆ
“กันไว้ดีกว่าแก้ดีกว่านายหญิง ผมก็มิได้ขู่หลอก หรือหมายความให้หวาดกลัวใ แต่ธรรมเนียมของพรานป่าที่นี่ก็จะระวังตัวกันทั้งนั้น กันไว้ดีกว่าแก้นะนาย” นายดำอยากจักกร่างอวดอยู่เหมือนกันว่าที่ตลอดการเดินทางมิได้มีเื่ร้ายล้วนเป็เพราะใคร แต่ตามประสาจอมไพรผู้ซ่อนเล็บมิอยากอวดอุตริให้เปลืองดูแคลนอวด
“หากมองคิดอีกด้านหนึ่ง ถ้าจู่ ๆ มีใครโดยเฉพาะคนแปลกหน้าโผล่มาที่บ้าน เ้าของบ้านก็มีสิทธิ์ที่จะยิงโดยไม่ผิดกฎหมายคนในเมืองมิใช่ดอกหรือครับ” พรานดำพยายามประนีประนอมเป็ที่ตั้ง อันหยิบยกเหตุและผล
“งั้นก็ตามที่นายดำว่าก็แล้วกัน” หัวหน้าคณะบอก
“ฉันเริ่มกลัวแล้วน่ะอรสา ไหนเธอบอกว่าไม่มีกระไรน่ากลัวไง มันคือกระไรน่ะไอ้เสือสมิงที่ว่า” สงกรานต์เห็นว่าสาวที่หมายปองมีอาการขวัญอ่อนก็เข้าทางประชิดตัวทันที
“โธ่ผกา นิทานคนบ้านป่าน่ะ พวกเสือที่แปลงร่างเป็คนมาหลอกเอาคนไปเป็ผัว แล้วก็จับกิน” นั่นคือเสือสมิงในเื่เล่าตามอุดมคติของพวกคนกรุงหรืออย่างไร ในความจริงแล้วหาได้เอ่ยเล่าเพียงกำปั้นทุบดินได้เช่นนั้นไม่
“พูดกระไรน่ะสงกรานต์ ฉันกลัวนะ” ผกาที่มีหัวใจขวัญอ่อนกว่าเพื่อนสาวเริ่มทำหน้าเหยเก ตัวสั่นระริก
“ไม่ต้องกลัวดอก ถ้ามันมาจริงฉันจะจับทำเมียเสียให้เข็ด”
“ทะลึ่งแล้ว ไอ้สงอย่าไปแกล้งผกาซี” อานนท์ตำหนิแหย่
“ไม่มีกระไรดอกน่าผกา ไอ้หมอนั่นมันก็คงพูดไปอย่างนั้นเองแหละ ดีไม่ดีอาจจะไปเตี๊ยมต่อราคาค่าตัวกับเ้าของบ้านก่อนก็ได้ จริงไหมอรสา” อานนท์หันไปพูดกับหญิงสาวที่เขาหมายปอง แต่เธอกลับไม่สนใจ เธอเดินล่ะไปหาบิดา
“คุณพ่อแน่ใจหรือคะ ว่าเขาจะช่วยคุณพ่อได้ มันดู ...”
“พ่อไม่ได้้าให้ลูกมากับพ่อนะ และก็ ...” แล้วหันไปมองกลุ่มเพื่อน ๆของบุตรสาว
“เพื่อน ๆพวกนั้นของลูกอีก พวกเขาไม่ควรมาที่นี่เสียด้วยซ้ำ พ่อก็เตือนแล้วว่าถ้ามาก็อย่ามาชักใบให้เรือเสีย”
“พวกเราก็แค่เป็ห่วงคุณพ่อ จะให้เข้าป่าลำพังได้ยังไง ถึงจะมีนายถนัด มือขวาคนที่พ่อไว้ใจมาด้วยก็เถอะ” ชายที่อรสากล่าวถึงนั้น อยู่รั้งท้ายของขบวน
“ถ้าอย่างนั้นก็เลิกคิดที่จะเปลี่ยนใจพ่อได้แล้ว พ่อตัดสินใจแล้ว พ่อไม่อยากทรมานอีก”
“ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าเขาไม่ยอมช่วย พ่อต้องกลับบ้านทันทีนะ”
“เื่นี้พ่อไม่รับปากดอก มิ่งมงคล เป็เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพ่อ พ่อไม่ได้เจอเขามานานมากก็จริง แต่พ่อเชื่อว่ายังไงเขาก็ต้องช่วยพ่อ อย่างน้อยที่สุดเราก็เคยมีความหลังต่อกัน”
“แต่ถึงเขาจะช่วยพ่อ ก็ไม่มีกระไรรับประกันว่ามันจะได้ผลนะคะคุณพ่อ”
“ก็ยังดีกว่าให้พ่อนอนรอความตาย อรสา ... พ่อว่าเราคุยเื่นี้กันจบหมดแล้วนะ”
“ก็ได้ค่ะคุณพ่อ สาจะไม่พูดถึงเื่ที่คุณพ่อตัดสินใจไปแล้วอีก แต่ว่าถ้าสาเกิดมีคำถามหรือไม่สบายใจในเื่ใด สาขออนุญาตที่จะออกความคิดเห็นได้นะคะ” เธอเอื้อมมือไปจับมือของบิดา
“นะคะคุณพ่อ” เธอเร่งเร้าเอาคำตอบ น้ำเสียงวิงวอนสั่นเครือด้วยความเป็ห่วงสุดหัวใจอันผู้เป็บิดาก็รับรู้ได้
“ก็ได้ ๆ แต่ต้องอยู่ในวิสัยของมารยาทไทย ไม่ใช่เมืองนอกเมืองนา และต้องให้เกียรติเพื่อนของพ่อ และอย่าดูถูกภูมิปัญหาของเขาหรือคนที่นี่ รวมถึงกำชับเพื่อนของลูกด้วย มีหลายอย่างที่พ่อได้ยินพวกนั้นคุยกัน แม้จะไม่ชัดเจน แต่พ่อก็ไม่อยากให้มีปัญหาที่นี่”
“ตกลงค่ะคุณพ่อ สาขอโทษแทนเพื่อน ๆด้วย ความจริงแล้วสาอยากจะมาแค่คนเดียวแต่พวกนั้นก็ตามจนได้ แต่มันก็คงไม่ใช่ข้ออ้าง สาสัญญาว่าจะดูแลไม่ให้พวกนั้นแตกแถว ล่วงเกินลบหลู่คนที่นี่ค่ะ” บิดาพยักหน้าและพูดต่อไปว่า
“เอาเถิด ... และสัญญายังเป็เหมือนเดิมนะ ถ้าเกิดว่าพ่อต้องเข้าไปในป่าที่ลึกกว่านี้ ลูกต้องกลับไป” บุตรสาวนิ่ง กลั้นใจกัดริมฝีปากก่อนจะเอ่ยออกมา ดูเหมือนว่าจักมีข้อตกลงที่ได้ตระเตรียมกันมาก่อนแล้ว
“ค่ะคุณพ่อ แต่ก็ต้องหลังจากที่สาได้เจอเพื่อนของคุณพ่อ และมองความเป็ไปได้ก่อน”
“เื่นั้นพ่อจะเป็คนตัดสินใจเอง”
…….. …….. …….. & …….. …….. ……..
พรานดำ เด็กหนุ่มพื้นเมืองพรานป่าผู้นำทางหายไปได้สักพักก็เดินออกมาพร้อมกับไต้ในมือ สีหน้าของเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก
“มีกระไรหรือนายดำ” หัวหน้าคณะถาม
“พ่อมิ่งไม่อยู่ครับเ้านาย เหลือแค่พี่พรานวิรุณ”
“ใครกัน พรานวิรุณ” หัวหน้าคณะทำหน้าสงสัย
“พี่วิรุณเป็ลูกชายของพ่อมิ่งครับนาย” พรานดำค่อนข้างที่จะแปลกใจว่าเหตุใด ชายแก่หัวหน้าคณะผู้นิยมเดินป่าประหนึ่งเศรษฐีอยากสันทนาการผู้นี้ ถึงได้ไม่รู้จักพรานวิรุณ หากริจะเดินป่าแถบนี้แล้วไม่มีผู้ใดไม่รู้จักพรานหนุ่มผู้นี้ได้อย่างไรกัน แม้จะเป็ผู้หัดเดินป่าก็ตามที ในตอนแรกเริ่มนำทางนั้นก็มิได้เจรจามากความด้วยว่าไม่อยากละลาบละล้วงเื่ของนายจ้าง ด้วยตกลงกันไว้แล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าผู้เป็นายจ้างจักไม่รู้เื่ของลูกชายพรานมิ่ง
“กระไรนะ ! นะ ... นี่ไอ้มิ่งมีลูกแล้วรึ” การเอ่ยอุทานเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้เป็เกลอเก่าคงมิได้คบหาสมาคมกันนานโขเลยทีเดียว
“แล้ว เมียของไอ้มิ่ง ... เอ่อ ... พรานมิ่งเล่า เป็ผู้ใด”
“ฉันไม่รู้ดอก เกิดมาก็รู้แค่ว่าพี่วิรุณเขาก็กำพร้าแม่แล้ว” ไอ้ดำทำหน้าไม่ค่อยสู้ดี เหมือนจะลังเลก่อนจะเอ่ยออกมา ประหนึ่งว่าเป็เื่ต้องห้ามหากต้องเอ่ยถึงกำพืดของพรานรุ่นพี่
“เ้านายมีกระไรสงสัยก็ถามพี่เขาเอาเถิด”
“พวกของฉันเข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่ เ้าของบ้านอนุญาตแล้วใช่ไหมนายดำ” หัวหน้าคณะถามย้ำ
“ครับนาย” แล้วผายมือเป็เชิงให้อาคันตุกะเดินนำไปก่อนโดยเขาเดินเทียบตามไปติด ๆ เมื่อเดินเท้าไปอีกสักพักก็ถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าเป็กองไฟขนาดย่อมคุไหม้อยู่หน้าบ้าน อันเป็ธรรมเนียมและสิ่งจำเป็ของบ้านป่าเพื่อส่องแสงให้ทางในยามค่ำคืน และเหนือสิ่งอื่นใดคือช่วยป้องกันและไล่พวกสัตว์ป่ามิให้รบกวนประหนึ่งเทียบกับการปักบอกอาณาเขตไว้
เมื่อผ่านกองไฟนั้นไปก็ถึงกระท่อมอันเป็ที่หลับนอนอาศัยของเ้าของบ้าน กระนั้นหากมองลอดเข้าไปในตัวบ้านแม้ชินกันความมืดสลัวเพียงใดก็มิอาจมองเห็นร่างใบหน้าของผู้ที่เดินออกมาต้อนรับ อันอนุมานจากรูปร่างสูงใหญ่ว่าเป็ชายเ้าของบ้าน
“คนนี้แหละครับนาย ลูกชายพ่อมิ่ง พี่วิรุณ” พรานดำแนะนำ แล้วปล่อยให้หัวหน้าคณะเดินนำไป
แสงตะเกียงจ้าวพายุตรานกยูงในมือของชายเ้าของบ้าน ค่อย ๆเร่งแรงสว่างจ้าขึ้นเป็ลำดับ เขาออกมายืนต้อนรับแขกอยู่หน้าบ้าน กองไฟที่ปริ่มจะมอดในตอนแรกบัดนี้ถูกสุมให้ลุกโชน มิต่างจากกองเพลิงเข้าค่ายพักแรม
ทันทีที่หัวหน้าคณะเดินเข้ามาระยะใกล้พอที่จะเห็นเค้าหน้าของบุตรชายเกลอเก่า เขาถึงกับตัวแข็งทื่อ เนื้อตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกโพลง สบถร้องออกมาด้วยอาการลืมตัว
“นะนี่มัน อะ ... อะ ... ไอ้ ... ไอ้มิ่ง !”