เย็นวันนั้น มู่เฟยเซียนได้ต้อนรับแขกสำคัญโดยไม่คาดคิด นางตกใจอย่างมากที่จู่ๆบุรุษร่างสูงผู้หล่อเหลาและสูงศักดิ์เหนือผู้ใดในใต้หล้าปรากฏตัวขึ้นกลางเรือนของนาง
รัศมีราชันย์ที่ฉายชัดและปราณอันแกร่งกล้าจากร่างของเขาทำให้นางรู้สึกสงสัย ต่อเมื่อรู้ฐานะและเหตุผลที่เขามาขอพบก็ยิ่งแตกตื่นตกใจ สตรีผู้เคร่งครัดด้านมารยาทถึงกับยืนนิ่งจ้องหน้าราชาแห่งต้าเยว่ด้วยความลืมตัว
“ทรง..ว่าอะไรนะเพคะ ?”
“ข้ากับเชียนเชียนรักกัน จะขอหมั้นหมายไว้ก่อน ท่านเป็นผู้ใหญ่ของนางข้าจึงมาเจรจากับท่าน” เสียงทุ้มเอ่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสุภาพ ทว่าความหมายที่ตรงไปตรงมาก็ยังทำให้ ‘ผู้ใหญ่’ ของนางนิ่งอึ้งไป
“เรื่องสำคัญเช่นนี้ ฝ่าบาททรงตรัสกับบิดาของหม่อมฉันจะเหมาะสมกว่าเพคะ” สตรีที่เป็น ‘ผู้ใหญ่’ พยายามบอกปัด นางไม่เคยพบผู้ใดมีรัศมีสูงศักดิ์ทั้งแรงกดดันรุนแรงเช่นนี้มาก่อนในชีวิตท่าทางจึงค่อนข้างลนลานและไม่มั่นใจ
“คนตระกูลมู่คนอื่นข้าไม่อยากพบ” ใบหน้าราวเทพของเขา ยามนิ่วหน้าก็ยังคงหล่อเหลาเหนือผู้ใด ทว่าย่อมไม่มีผู้ใดไม่ทราบถึงความไม่พอใจ ที่แฝงในกระแสเสียงเย็นเยียบนั้น
เยว่เทียนหงยังโกรธที่พวกตระกูลมู่เคยละทิ้งนาง !
มู่เฟยเซียนพอเดาได้ถึงสาเหตุจึงถอนหายใจเอ่ย “เชียนเชียนเป็นเด็กสาวที่มีความรักและรับผิดชอบต่อคำว่า ‘ครอบครัว’ มาก ขอเพียงพวกเขาไม่ล้ำเส้นเกินไปนางมักจะอดทนและให้อภัยเสมอมา”
“ท่านเลี้ยงดูนางได้ดี…” อาจเพราะได้รับความรักจากอาสาวอย่างเต็มเปี่ยม หรืออาจเพราะกำพร้าจึงได้ให้ความสำคัญกับญาติมิตร ไม่ว่าอะไรหรือสิ่งใดที่ทำให้นางเป็นนางในทุกวันนี้ เยว่เทียนหงก็รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง ทว่า….
“ข้ารู้ว่าเชียนเชียนไม่ถือโทษโกรธพวกเขา.. แต่ความเสียใจของนางในอดีตก็เป็นเรื่องจริง” ที่นางถูกครอบครัวทิ้ง เนรเทศไปอยู่ลำพังไร้คนสนใจ ถูกสมาชิกในครอบครัวดูถูกดูแคลน มีเพียงน้องชายและอาหญิงเท่านั้นที่คอยประคับประคองให้กำลังใจนาง
จนกระทั่งวันหนึ่งที่นางประสบความสำเร็จพวกเขากลับค่อยมาทำดีด้วย ใช้คำว่าครอบครัวเสวยสุขที่นางแลกมาด้วยความยากลำบาก … คนเช่นนี้เยว่เทียนหงไม่มีทางยอมรับได้ !
“เรื่องในอดีตนางอยากลืมก็ลืมไป ข้าจะขอจดจำไว้แทนนางเอง !”
ฟู่หลิงที่อยู่ด้านข้าง ถึงกับตัวสั่นด้วยสุรเสียงเด็ดขาดนั้น… บางทีเทียบกับการถูกราชาแห่งต้าเยว่ผู้นี้จดจำไว้ … พวกสกุลมู่คงยินดีถูกมู่เชียนถือโทษมากกว่า
มู่เฟยเซียนมองร่างสูงที่เปล่งรัศมีแห่งความเป็นราชันย์ออกมา ใบหน้าหล่อเหลา ความสามารถเลิศล้ำ และความโดดเด่นทั้งมวลล้วนประกอบขึ้นมาเป็นเขา… บุรุษผู้นี้มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้มู่เฟยเซียนรู้สึกไม่สบายใจนัก
และในเมื่อคนตรงหน้ามีใจต่อหลานสาวนาง นางก็ไม่มีทางเลือกต้องทำหน้าของตนให้ดีที่สุด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมา
“ถึงหม่อมฉันไม่ใช่มารดาแท้ๆแต่ก็รักนาง เพียงหวังให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ชีวิตในวัง…ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับหญิงสาวใสซื่ออ่อนโยน… หม่อมฉันไม่ต้องการให้หลานสาวได้รับความคับแค้นใจใดๆ”
ฟู่หลิงที่ยืนอยู่ด้านข้างลอบกลืนน้ำลาย อาหญิงผู้นี้คงไม่เคยเห็นยามมู่เชียนฆ่าคนสินะ
หญิงสาว ‘ใสซื่ออ่อนโยน’ ผู้นั้น ถึงเวลากลับฆ่าคนได้ไม่กระพริบตา พนันได้เลยว่า หากสมันสาวในวังเหล่านั้น กล้าเข้าใกล้หรือข่มเหงนาง คงถูกนางฉีกเป็นชิ้นๆก่อนแน่ !
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกนางไม่ได้มียันต์คำว่า ‘ครอบครัว’ แปะหน้าผากไว้เช่นเดียวกับคนสกุลมู่ !
แต่สำหรับเยว่เทียนหง เขามิได้มีความเห็นแย้งอันใดกับคำว่าอ่อนโยนของมู่เฟยเซียน เชียนเชียนของเขาเป็นสมบัติล้ำค่า คู่ควรแล้วที่ได้รับการปกป้องอย่างดี คิดถึงรอยยิ้มของนางดวงตาสีเทาก็อ่อนแสง ก่อนจะแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้งด้วยความปรารถนาจะทำลายล้าง
“ข้าให้สัญญาจะมีนางเพียงผู้เดียวตลอดชีวิต .. หากผู้ใดกล้าล่วงเกินหรือทำร้ายนางแม้เพียงนิดเดียว…ข้าจะไม่ปล่อยมันไปแน่ !”
สุดท้ายด้วยความจริงจังของราชาผู้สูงศักดิ์ มู่เฟยเซียนจึงได้แต่พยักหน้ายอมรับการหมั้นหมายปากเปล่าของเขาอย่างจนใจ อย่างไรเชียนเชียนของนางก็เป็นถึงธิดาเทพยุทธ์ บุรุษที่จะเคียงข้างนางย่อมไม่อาจเป็นคนธรรมดา….ใต้หล้านี้อาจมีเพียงคนตรงหน้าเท่านั้นที่จะปกป้องหลานสาวของนางได้
เช้าวันต่อมา กองทัพเจ็ดธาตุที่มารอมู่เชียนที่ลานกว้างมีจำนวน 20000 นายเท่าเดิม ไม่ขาดไม่เกิน .. ใบหน้าพวกเขาแต่ละคนที่เคยลังเล หวาดหวั่น ไม่มั่นใจ ล้วนกลายเป็นเด็ดเดี่ยวแน่แน่วทั้งสิ้น !
“พวกเราจะเดินทางวันนี้ จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ?!”
“ขอรับ !” เสียงประสานก้องกังวานโดยไร้ความลังเลใจ
กองทัพเจ็ดธาตุสองหมื่นนาย ก่อตั้งจากสมาชิกเผ่าเยี่ยนถูพวกเขาทุกคนเกิดมาก็ถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังนาย คือเทพโอสถ จนเมื่อลวี่ซานถงมอบพวกเขาให้มู่เชียนความภักดีนั้นก็ถ่ายทอดให้นางจนหมดสิ้น ยิ่งนางปรุงโอสถเปลี่ยนพวกเขาให้แข็งแกร่งขึ้นก็ยิ่งรู้สึกปลื้มใจในตัวนายหญิงของตน
ความนับถือและเชื่อมั่นพอกพูนขึ้นเรื่อยๆจนเปลี่ยนเป็นความศรัทธาอย่างไร้เงื่อนไข ต่อให้ทราบว่านางจะพาพวกเขาไปตายพวกเขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ
เมื่อวานหลังจากมู่เชียนประกาศออกมา พวกเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามนางไป แต่ละคนแยกย้ายกันไปบอกลาครอบครัว และคนที่ตนเองห่วงใย ตัดสินใจทิ้งชีวิตแต่หนหลังไว้ มอบชีวิตที่เหลือทั้งหมดให้กับมู่เชียนอย่างเต็มที่
มู่เชียนเห็นประกายตามุ่งมั่นของพวกเขาก็คลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ นางไม่เอ่ยวาจามากมาย พาพวกเขาทั้งหมดเข้าไปปรากฏตัวในมิติทันที
หอรวมปราณยามนี้ถูกนางขยายขนาดขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพวกเขา มีเพียงชั้นแปดขึ้นไปเท่านั้นที่นางรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องขยายขนาด เพราะนั่นเป็นพื้นที่สำหรับนางเท่านั้น
นางพาพวกเขาเข้าไปฝึกในหอรวมปราณ เอ่ยว่าให้พวกเขาฝึกปรือในสถานที่แห่งนี้จะพัฒนาได้เร็วขึ้นนับสิบเท่า พวกเขาต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดี มองนางด้วยดวงตาปลาบปลื้มและเลื่อมใส
“ในหนึ่งปีข้าจะให้พวกเจ้าทั้งหมดบรรลุราชันย์ยุทธ์ให้ได้” หญิงสาวประกาศก้อง
พวกฟู่หลิงและองครักษ์ตระกูลหู่ได้ยินก็หน้าซีดขาว กองทัพเจ็ดธาตุจำนวนสองหมื่นนาย ที่เป็นราชันย์ยุทธ์ทั้งหมดหรือ นั่นมันน่ากลัวเกินไปแล้ว !
คนสนิททั้งหกของเยว่เทียนหงล้วนมีระดับเพียงราชันย์ยุทธ์เช่นกัน หากให้คนนับหมื่นตามทันได้ ยังจะกล้าเรียกตนเองว่าหน่วยองครักษ์อันดับหนึ่งของแผ่นดินได้อย่างไร
‘คงต้องหาโอกาสเอ่ยปากกับฝ่าบาทเพื่อเข้าไปฝึกด้านในหอรวมปราณนั่นบ้างแล้ว !’
ขณะที่ผู้ติดตามของเยว่เทียนหงได้เข้าไปฝึกในหอรวมปราณสมใจ มู่เชียนและเทพอสูรทั้งสองกลับยังปรึกษากันวุ่นวาย อยู่ด้านนอกในเรื่องของจุดหมายปลายทาง แน่นอนว่านั่นไม่ได้รวมหลันอู่ซือที่หนีไปนอนเพิ่มปราณอยู่ในดอกบัวนานแล้ว
“พี่ใหญ่อยู่แคว้นเฟิงเฟย น้องสี่อยู่เกาะฉีหลิน จะไปที่ใดก่อนดีเล่า ?” ลวี่ซานถงเอ่ยอย่างลังเลใจ
“อืมม.. ระหว่างพี่สี่กับพี่ใหญ่ เลือกยากอยู่บ้าง” เสี่ยวจิ้งเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจจนมู่เชียนรู้สึกสงสาร
ทว่ามีเพียงเทพอสูรทั้งสองที่รู้ว่าความลำบากใจที่กำลังเอ่ยอยู่นั้นหมายถึงสิ่งใด ‘ทำไมตัวเลือกถึงต้องเป็นสองคนที่ไม่อยากพบที่สุดด้วยนะ !’
“เอาเถอะ พวกเราไปหาพี่ใหญ่ของข้าก่อนดีกว่า”เสี่ยวจิ้งเอ่ยกับมู่เชียนในที่สุด ‘อย่างน้อยก็สบายหูกว่ามาก’ ทว่ามู่เชียนกลับเอ่ยถามออกมา
“ระหว่างพวกเขาเจ้าคิดว่าใครน่าจะเดือดร้อนกว่ากัน”
“พี่ใหญ่ของเราเก่งกาจรอบรู้อย่างมาก แต่น้องสี่…นาง…” จู่ๆลวี่ซานถงก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ “ระหว่างพวกเขาสองคนหากจะมีใครสักคนเดือดร้อนก็คงเป็นนางแน่นอน”
“อ้าว…เช่นนั้นก็ไปหานางก่อนสิ เทพอสูรธาตุดิน นางอยู่ที่เกาะฉีหลินใช่หรือไม่ ?” มู่เชียนเอ่ย พลางกระโดดขึ้นหลังของเสี่ยวจิ้งไป
“เฮอะ… บางทีให้นางลำบากสักหน่อยอาจจะดีกว่า” เสี่ยวจิ้งบ่นพึมพำออกมา ทำให้มู่เชียนรู้สึกแปลกใจ
“ทำไมล่ะ ?”
“เดี๋ยวพบนางเจ้าก็รู้เอง”
หนึ่งเดือนต่อมา คณะของมู่เชียนก็เดินทางมาถึงแคว้นหลิง.. มู่เชียนและมู่เฉิงหลินเดินเตร็ดเตร่อยู่บริเวณท่าเรือ… กำลังหาทางไปที่เกาะฉีหลิน
เกาะแห่งนั้นไม่มีอยู่ในแผนที่ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าอยู่ที่ใด เล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ไม่ทราบ ดังนั้นต่อให้นางเป็นราชันย์ยุทธ์ก็ไม่อาจบินข้ามผืนน้ำไปอย่างไร้จุดหมายได้…
ชาวแคว้นหลิงค่อนข้างเปิดเผยและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพียงพวกนางเอ่ยปากด้วยสำเนียงต่างถิ่น แต่ละคนก็ล้วนกระตือรือร้นอยากช่วยเหลือ ทว่าเมื่อนางเอ่ยเกาะฉีหลินท่าทางของพวกเขาก็เปลี่ยนไป บางคนก็หัวเราะลั่นเอ่ยว่าให้นางเลิกคิดเสียแล้วเดินจากไป บางคนก็บอกว่าไม่รู้จักแต่กลับเอ่ยปากไล่นางด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว บางคนส่ายหน้าเอ่ยว่าซวยที่พบคนบ้าแล้วก็พยายามสาดน้ำขับไล่
ท้องทะเลของทวีปตะวันออกกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถสำรวจได้ครบถ้วน นางย่อมไม่อาจเอาชีวิตคนหลายหมื่นในมิติของตนไปเสี่ยง มู่เชียนไม่มีทางเลือกจึงได้แต่พยายามสืบหาข่าว รวมถึงหานักเดินเรือที่สามารถพานางไปที่นั่นได้ต่อไป แต่พยายามอยู่ทั้งวันพวกนางกลับยังไม่พบใครสักคนที่ยอมให้โดยสารไปด้วยได้
“หรือเราต้องหาทางไปเองจริงๆ …” มู่เชียนเอ่ย
“เสี่ยวเชียนเชียน พบกันอีกแล้วนะ…”