เซนต์เซย่า ภาคนักรบคนสุดท้าย Saint Seiya The Last Hope

    ตอนที่ 38 แล้วพบกันใหม่นะ

            กล้าถึงกับสะอึก  เพราะเพิ่งหักอกของเด็กผู้หญิงมาหมาดๆ  แต่บางเศษเสี้ยวในสมองกลับนึกฉงน 


    “ อ้า…..นี่เรากำลังทำร้ายจิตใจของนานะใช่มั้ยเนี่ย  เด็กเนิร์ดขี้แพ้อย่างเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง ” 

              


            ระหว่างที่กล้าสงสัยไม่เลิกรา  นานะก็สลัดความเจ็บปวดทางจิตใจ  พร้อมยื่นมามาผลักอกของเด็กหนุ่ม 


    “ เอาล่ะ  ไปตามทางของนายได้แล้ว ” 


    “ อะ…เอ่อ…ดะ…ได้  เราไปแล้วนะ ” สีหน้าของกล้ายังมึนงงดุจเดิม  ทำให้ชาวแก๊งที่รอลุ้น  ขัดเคืองใจไปตามๆกัน  โดยเฉพาะโยเฮนั้นอินจัดจนถึงขั้นหยิบหมวกแก๊ปบนหัวมาขว้างลงพื้น 


    “ บ้าชะมัด  ทำไมคุณเซย่าถึงซื่อบื้อแบบนี้  นี่ถ้าเป็นเรานะ  จะเสียบหนักไม่นับแผลเลยทีเดียว ” (ไม่ได้  ไม่ได้  เขียนมากกว่านี้ไม่ได้  เดี๋ยวจะกลายเป็นนิยายติดเรท) 

               


             กระนั้นความโมโหโกรธาของพลพรรคก็ไม่ทำให้กล้าหายโง่งม  ด้วยเขาทำท่าจะเดินขึ้นเรือตามคำบอก  แต่พอเด็กเนิร์ดในร่างนักรบขยับได้ไม่กี่ก้าว  เด็กสาวก็ร้องทักขึ้นมาอีก 


    “ หยุดก่อน ” 

              


            กล้าหยุดชะงักทันควัน  ก่อนจะหันกลับมาหาเจ้าของเสียง  จึงพบว่านานะกำลังยืนก้มหน้าเล็กน้อย  สองแก้มเต่งตึงตามวัยสาวปรากฏรอยแดงซ่าน  หลังจากเจ้าหล่อนข่มความอายได้สำเร็จ  ก็ค่อยๆเค้นคำกล่าวอย่างยากลำบาก 


    “ อะ….เอ่อ….เซย่าจะกะ…กลับมะ…มาที่นี่อีกมั้ย ” 


    “ อ่า…..คงไม่กลับมาแล้วล่ะ  เพราะเมืองนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนเรื่องเซนต์เซย่าที่ผมกำลังตามรอยอยู่ ” กล้านึกอยู่อึดใจ  ก่อนจะเผลอตอบตามจริง  แต่พอเหลือบไปเห็นสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อย  เด็กหนุ่มก็รู้สึกผิด 


    “ เอ่อ…ขอโทษครับ ” 


    “ มะ….ไม่เป็นไร  ขะ…ขอบใจนะที่ตอบตรงๆ  ตะ…แต่ถ้านายว่าง  ไม่มีอะไรทำ  ยะ…อยากกลับมาเที่ยวที่นี่  ชั้นก็ไม่ขัดข้องนะ ” นานะยกมือปาดคราบน้ำตาที่หลั่งออกมานิดหน่อย  ก่อนจะพยายามปั้นน้ำเสียงให้สดใสที่สุด 


    “ คะ…ครับ ” กล้าก้มหน้ารับคำสั้นๆ  เพราะไม่รู้จะปลอบเด็กสาวตรงหน้ายังไง  ด้วยชีวิตที่ผ่านมามีแต่การพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องโปรดลงบนคอม  กับสะสมโมเดลของเล่น  และอ่านมังงะ  ดูอนิเมะเรื่องเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา 

               


            หลังจากละครดราม่าผ่านไปได้ระยะหนึ่ง  กล้าก็เตรียมจะขึ้นเรือ  ทว่าโยเฮกลับแสดงบทนักสืบผิดเวลา  ด้วยการเตร่มาถามตรงๆ 


    “ เออ…..ก่อนจากกัน  ผมมีเรื่องอยากสอบถาม  ที่คุณเซย่าพูดว่า……เมืองนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนเรื่องเซนต์เซย่าที่กำลังตามรอยอยู่  มันหมายความว่ายังไงครับ ” 

                


            คำถามนั้นสะกิดต่อมสงสัยของนานะเช่นกัน  เธอสลายความเศร้าในใจ  พร้อมเงี่ยหูฟังอีกคน 


    “ นั่นสิ  ที่นายพูดเมื่อครู่นี้  มันดูไม่เคลียร์เลย  สรุปมันแปลว่าอะไร ” 

               


            กล้าอยากตบกะโหลกตัวเองซักหลายที  โทษฐานที่พล่ามไปเรื่อย  ครั้นจะให้โกหก  มันก็ยากเกินไปอีก  เพราะเขาไม่ใช่หนุ่มกะล่อนที่เฉไฉได้ทุกเรื่อง  หลังจากที่อ้ำอึ้งอยู่นานสองนาน  ทุกคนก็ให้อภัย  และยอมปล่อยวาง 


    “ โอเค…ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องที่คุณเซย่าพูดไม่ได้  งั้นพวกผมก็ไม่ถามต่อ  ขอให้โชคดีนะครับ ” โยเฮสวมกอดอย่างอบอุ่น  ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีจนต้องกอดตอบ  หลังจากร่ำลาเสร็จสรรพ  กล้าก็เหลือบไปเห็นนานะ  ซึ่งเธอก็ดูจะเขินอายนิดๆ 


    “ แต่ชั้นไม่กอดอีก  เพราะเมื่อกี้  นะ…นายได้ยิ่งกว่ากอดไปแล้ว….” 


    “ คะ…ครับ ” กล้ารับคำ  เขาเองก็ดูขวยเขินไม่แพ้กัน 

                


            พอกล้าเข้ามาในเรือ  ก็รู้สึกใจหาย  ด้วยรู้ชัดว่าต้องจากผู้คนที่รู้จักอีกแล้ว  แม้จะพบเจอโยเฮไม่กี่อาทิตย์  แต่เขาก็จะจดจำนักเลงวัยเก๋าไปตลอด  นอกจากนี้ยังมี…..นานะ  ผู้หญิงคนแรกที่มาสารภาพรัก 


    “ อืม….จะว่าไป  นานะก็น่ารักดีเหมือนกัน  หรือพอเสร็จภารกิจตามรอยการ์ตูนเรื่องเซนต์เซย่า  เราจะกลับมาหาเธอที่นี่ ” พอนึกถึงตรงนี้  รอยยิ้มน้อยๆก็ผุดขึ้นมาใบหน้าคมสัน  ไม่นาน  กล้าก็รีบสลัดมันทิ้งไป 


    “ ไม่  เรามีอัยย์อยู่ทั้งคน  จะมาเหยียบเรือสองแคมแบบพวกชายเจ้าชู้ไม่ได้เป็นอันขาด ” 

                 


            ถึงกล้าจะพยายามปลูกฝังความคิดนี้ในหัวสมอง  ทว่ามันก็ไม่ได้ผล  เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ  จึงต้องการความอบอุ่นทางจิตใจเป็นเรื่องธรรมดา  สองเท้าเลยขยับขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือโดยไม่รู้ตัว  พร้อมโบกมือให้โยเฮและนานะที่โบกมือลาอยู่ที่ริมฝั่ง 


    “ ลาก่อน  แล้วพบกันใหม่ ” กล้าโบกมือตอบ  พร้อมร่ำลาอยู่ในใจ  ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ  ซึ่งก็ดูไม่ต่างจากชาวแก๊งที่ยืนส่ง  โดยเฉพาะนานะดูจะหนักกว่าใครๆ  เพราะน้ำตากำลังไหลพรากอาบสองแก้ม 


    “ ต้องกลับมาที่นี่อีกนะ  ชั้นจะรอนายตรงนี้ ” นี่คือเสียงตะโกนสุดท้ายที่นานะพยายามตะเบ็งออกมา  แต่มันก็ถูกเสียงวู้ด…..ของเรือกลบจนหมด  ทำให้ส่งไปไม่ถึงกล้าที่โบกมือลาอยู่บนดาดฟ้า  ไม่นาน  พาหนะขนาดมหึมาก็เคลื่อนตัวออกจากชายฝั่ง  เพื่อเดินทางสู่มหาสมุทรที่แสนยิ่งใหญ่ 

             


            พอเรือออกเดินทางได้ซักระยะ  ชายฝั่งก็ดูเล็กลงจนมองไม่เห็นอีกเลย  เด็กหนุ่มเลยเลื่อนสายตาไปจับยังขอบฟ้าแทน  ซึ่งตอนนี้ตัดกับพื้นน้ำที่เปล่งประกายระยิบระยับ  ด้วยมันกำลังสะท้อนแสงจากอัศดง  อันก่อเกิดทิวทัศน์ที่สวยงามจนทำให้กล้าสบายใจ 


    “ อืม…สู่การเดินทางครั้งใหม่แล้วสินะ  อะไรจะรอเราอยู่ ” 

             


            แน่นอนว่าสิ่งที่กล้าต้องเผชิญในลำดับถัดไป  เห็นจะหนีไม่พ้นคู่ต่อสู้ที่โหดหินไปอีกระดับ  ด้วยพวกคือนักสู้ระดับบรอนต์เซนต์  หาใช่นักเลงท้องถิ่นหรือลิ่วล้อที่ไร้คอสโมเหมือนที่ผ่านมา     


    ……………………………..

    (สามทุ่มของวันเดียวกัน)


            แสงจากจันทร์ดวงโตที่ลอดผ่านหน้าต่าง  ช่างดูอบอุ่น  นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสว่างภายในห้องกว้าง  ทำให้ประจักษ์กับร่างสะโอดสะองของเด็กสาวนางหนึ่ง  ซึ่งมีผมยาวสลวยถึงกลางหลัง  สีของมันออกไปในโทนม่วงอ่อนๆ  ชวนให้ดูลึกลับและงามสง่า  อันเข้ากับใบหน้าสะสวย  ราวกับรูปปั้น  และเธอกำลังจ้องมองไปยังกล่องเหล็กใบใหญ่ที่เปล่งประกายสีทองอยู่ริมกำแพง 


    “ ความฝันของท่านปู่ใกล้สัมฤทธิผลแล้ว  มันต้องเป็นการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมเท่าที่โลกนี้เคยจัดมา ” 

              


             เด็กสาวปริศนาจะเป็นใครนั้น  เรายังไม่เฉลยในตอนนี้  เพราะอีกไม่นาน  เธอจะปรากฎตัว  และมีความสำคัญต่อเรื่องราวนี้ถึงที่สุด  ไม่นาน  รอยยิ้มน้อยๆก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้า  ก่อนที่เจ้าหล่อนจะนำร่างงามระหงในชุดราตรีสีขาวออกจากห้องนี้  ทิ้งให้กล่องเหล็กสีทองอาบแสงจันทร์อยู่ตามลำพัง 


    …………………………………


    “ ฮัดเช้ย……” กล้าจามอย่างรุนแรง  ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงในห้องนอนเล็กๆ  จากนั้นเด็กหนุ่มก็เหลือบมองไปที่หน้าต่างรูปไข่  ทำให้พบว่ายามนี้เป็นเวลาเช้าแก่ๆแล้ว (หรือเรียกอีกอย่างว่า…ตอนสาย) 


    “ ฮ้าว……นอนยาวเลยนะ  ก็ช่วยไม่ได้นี่นา  เตียงของที่นี่มันนิ่มโคตรๆ  เลยทำให้เราหลับเพลิน ” กล้าหาวยาวๆซะหนึ่งที  ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ  จึงพบกับใบหน้าคมสันของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในกระจกบานใหญ่  ผมสีน้ำตาลเข้มบนศีรษะหยักศกและดกหนา  แน่นอนว่าภาพนั้นทำให้เขารู้สึกตกใจ   


    “ ให้ตายสิ  มองกระจกทีไร  ก็ไม่ชินซักที  เพราะนี่มันไม่ใช่หน้าเรา  แต่เป็นของเซย่า  พระเอกหนุ่มในการ์ตูนเรื่องนี้ ” 

              


           อันที่จริง  กล้าก็แอบดีใจที่ได้สวมบทบาทเป็นเซย่า  แต่นั่นก็ยอมรับไม่ได้  เพราะถึงเขาจะเป็นเด็กเนิร์ดขี้แพ้  แต่ก็อยากกลับโลกเดิมอยู่ดี   


    “ เฮ้อ….เมื่อไหร่จะได้กลับไปซะทีนะ ” ทว่าเด็กหนุ่มก็เศร้าได้ไม่นาน  เพราะรู้สึกร่างกายใหม่ของตัวเองกำลังเรียกร้องบางอย่าง  ซึ่งนั่นก็คือ…..ความหิว 


    “ โครก………” 


    “ โอ้โห….ถึงกับท้องร้องเลยแฮะ  ท่าทางเราจะหิวอย่างจริงจังนะ  รีบอาบน้ำแล้วไปหาของกินดีกว่า ”   


    …………………………..

              

           กล้ามาถึงห้องอาหาร  ซึ่งดูกว้างขวางสมกับเป็นระดับเฟริสคราส  อันเป็นอภินันทนาการจากโยเฮ  มาเฟียใหญ่ประจำเมือง  และทันทีที่เด็กหนุ่มนั่งลงบนโต๊ะขนาดสิบคน  บริกรก็นำของกินมาเสิร์ฟถึงสิบอย่าง 


    “ โอ้โห….แต่ละอย่าง  น่ากินชะมัด  มีทั้งยากิโซบะ  ปลาดิบ  ซูชิ  ลิ้นย่างเนย  ทาโกะยากิ  สุกี้ก็มี  ทานละนะ  ขอบคุณครับ ” สีหน้าของกล้าแสดงออกว่าดีใจขั้นสุด  เพราะเขาแทบไม่เคยกินอาหารแต่ละอย่างที่วางบนโต๊ะ  ด้วยเงินในกระเป๋าสตางค์ของเด็กหนุ่มไม่เคยเอื้ออำนวย 

             


            และเวลาแห่งความสุขก็ดำเนินได้ไม่นาน  สรรพอาหารก็ถูกส่งเข้าท้องที่หิวโซจนเรียบวุธ  เหลือไว้เพียงจานเปล่าเปื้อนคราบซอส   


    “ อ่า….อิ่มจังเลย  ขอบคุณนะครับ  คุณโยเฮ ” กล้าเอนหลังพิงเก้าอี้  สองมือกุมหน้าท้องที่ปูดขึ้นมาหน่อยๆ  เพราะฝืนยัดอาหารเข้าไปเกินกำลัง  แต่สบายใจได้เดี๋ยวเดียว  ก็มีใครบางคนทักทายจากทางด้านหลัง 


    “ สวัสดีครับ  ผมเป็นกัปตันของเรือลำนี้  ขอรายงานว่าเราจะถึงท่าเรือของเมืองโตเกียวในอีกสองชั่วโมง "



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2

    คล้ายกับเรื่องเซนต์เซย่า ภาคนักรบคนสุดท้าย Saint Seiya The Last Hope ที่คุณอ่าน