เกิดใหม่เป็นไอ้เจิด

    ตอนที่หนึ่งร้อยหกสิบเจ็ด เคล็ดวิชากับนิสัยใจคอ

    ตอนที่หนึ่งร้อยหกสิบเจ็ด เคล็ดวิชากับนิสัยใจคอ

    แม้อยากจะบ่นแค่ไหนว่าความสามารถของผมไม่ดีเท่าซูเปอร์แมนหรือลูฟี่

    แต่การที่เรามีความสามารถเหนือกว่าคนธรรมดาแม้จะมีจุดอ่อนเราก็แค่พยายามกลบจุดอ่อนและเพิ่มจุดแข็งของเราให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

    ฟู่ ผมพ่นลมหายใจจนหน้าท้องของผมแบนราบพ่นลมหายใจออกมาจนหมด

    ผมตั้งสมาธิอย่างมากในการฝึกวิชาต่างๆ

    เพราะเป็นมาตรการป้องกันการ

    “ของเข้าตัว”

    ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

    มีคำกล่าวว่า

    “คนที่โกหกไม่ทำชั่วเป็นไม่มี”

    อาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความชั่ว

    การโกหกเล็กน้อยและเริ่มจากสิ่งเล็กน้อยไปหาสิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

    หรือแนวคิด

    “นิสัยกำหนดอาชีพ”

    อย่างเรื่องนักเคมีหัวล้านที่กลายเป็นพ่อค้ายา

    “เพราะเราทำเรื่องนี้ได้ดี”

    บางครั้งเราต้องยอมรับความจริงว่าที่คนชั่วทำความชั่วเพราะมันสนุกและพวกเขาชอบมัน

    ทักษะการพูดจาอ่อนหวานไปอยู่ในมือของคนต้มตุ๋นหลอกลวง

    ทักษะการรวมกลุ่มไปอยูในมือของผู้มีอิทธิพล

    อาจจะดูเรซิสม์หรือออกแนว Profiling การทำโปรไฟล์อาชญากรรม

    ที่โดนโลกตะวันตกมองว่าเรซิสม์แต่ทางตะวันออกจะเข้าใจได้ดีกว่าในเรื่อการทำนายอาชีพของคนจากลักษณะนิสัย

    ว่านิสัยหนึ่งจะเป็นคนอาชีพหนึ่ง

    คนพูดจาอ่อนหวานมนุษยสัมพันธ์ดีมีแนวโน้มเป็นสิบแปดมงกุฎเพราะทางเทคนิคคนเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดจาดีต่อกัน

    คนที่สามารถอดทนพูดจาดีต่อคนอื่นได้คือคนที่หวังผลอะไรบางอย่างที่อาจจะเป็นสิบแปดมงกุฎ

    ปรกติคนเราอยู่กันห่างๆไม่ก่อความเดือดร้อนแต่คนที่สามารถรวมกลุ่มกันจนสามารถกดขี่ข่มเหงชาวบ้านได้คือผู้มีอิทธิพล

    เป็นเรื่องตลกร้ายในสังคมมฃมนุษย์อย่างงยิ่ง

    ที่การพูดจาดีและการรวมกลุ่มเข้าสังคมเก่งดันถูกเอาไปใช้ในกลุ่มสิบแปดมงกุฎ การเมืองหรือศาสนาเท่านั้น

    เป็นเคล็ดวิชาที่สาบสูญ The Lost Art ในหมู่คนธรรมดา

    คนที่เรียนได้มีแค่พวกสิบแปดมงกุฎผู้มีอิทธิพลหรือกุ๊ยต่างๆเท่านั้น

    นี่คือคำถามที่ผมถามตนเองมานานแล้วว่า

    หากต้องการสร้างสถานศึกษาแบบอื่นที่ไม่ใช่นิกายเจไดเราจะทำอย่างไร?

    ว่าจะไปขโมยวิชามาจากวิหารเจไดก็ทำไม่ได้เพราะพวกนี้เข้มงวดมาก

    ทำให้เราทำได้แค่เริ่มศึกษามาจากสายของซิธเท่านั้น

    อย่างที่ผมทำอยู่ตอนนี้

    พยายามเอามาแค่เคล็ดวิชาและเอาความหื่นกามที่นอนกับผีได้แต่ไม่คิดจะฝึกวิชาปาไฟร์บอลแต่อย่างใดของคนที่ฝึกอาคมในโลกนี้ออกไปจากตำราของซิธที่ผมได้มา

    ว่าทำอย่างดัมเบิ้ลดอร์และระบบการศึกษาที่ก้าวหน้าที่สุดอย่างฮอกวอร์ต

    ว่าบางครั้งเราต้องเอาตำราเวทย์มนต์มืดออกไปจากการเรียนการสอนของเด็ก

    อาจจะทำให้เวทย์ทรงพลังหายไปแต่อย่างน้อบเด็กๆที่เรียนเวทย์จะมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าไปจนจบการศึกษา

    คนที่หื่นมากเกินไปจนนอนกับผี

    ขอเพียงเขามีประสบการณ์มากพอในอนาคตหลายสิบปีข้างหน้า

    เราอาจจะได้อาจารย์คงเพิ่มมาอีกคนหากพวกเขาไม่หื่นเสียจนเสี่ยงชีวิตเพรานอนกับผีไปก่อน

    เท่าที่ผมสังเกตหลายคนเหมือนจะมีอาการaddict เสพติด แปลกๆ

    อย่างอาจารย์คงที่สูบบุหรี่ทีละหกมวนเป็นต้น

    ผมไม่ได้มองว่ามันคือข้อเสีย

    อาจจะมองว่ามันคือมาตรการปกป้องตนเองที่สูบบุหรี่ทีละหกมวนนนั้นเป็นสิ่งที่ปลอดภัยกว่าการไปนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นและคิดว่าตนเองคือจระเข้

    อย่างที่จอมเวทย์สายเคออสว่าเอาไว้

    เราต้องระวังจิตใจของตนเองในการป้องกันสิ่งของบางอย่าง

    ผมคิดว่าผมพยายามจะบาลานซ์สิ่งนั้นโดยการแก้ปัญหาโดยการออกกำลังกาย

    กับการเขียนตำรานั่นเอง

    ว่าหากผมตายไปก่อนเพื่อตำราของผมจะได้สืบต่อไปที่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

    ผมหลังจากออกกำลังกายแล้วได้ทำการเขียนหนังสือฝึกคัดพู่กันที่ซื้อมาจากเจ๊กฮงและซื้อตำราต่อมาจากบรรพชนของแกกับตำราต่างๆของตระกูลแกที่เจ๊กฮงขายให้ด้วยราคามิตรภาพ(แพง)

    ได้ตั้งสติและรวบรวมความรู้และเหตุผลต่างๆที่ได้ศึกษา

    สิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งกับนักวิทยาศาสตร์จริง

    คือเราจดบันทึกการทดลองมันเอาไว้หรือไม่นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นไอ้เจิด ที่คุณอ่าน