ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 124 สิ้นแสงสุริยัน

     


              กลุ่มของเรย์ช่วยกันพาตัวเองออกมาจากเศษซากของสิ่งก่อสร้างที่พังทลายจากแรงระเบิดโชคดีที่ได้ยูกิมิสร้างโดมน้ำแข็งครอบตัวพวกเขาไว้อีกชั้น


              เรย์พยุงตัวทอดสายตามองสภาพโดยรอบสมรภูมิมีแต่ความโกลาหล


              เขาเห็นทั้งคนที่สภาพไม่สู้ดี ถูกเศษซากทิ่มแทงตามร่างบางส่วนก็ถูกอาคารถล่มทับจนระบุสถานะไม่ได้ฮันเตอร์บางส่วนที่รับหน้าที่สนับสนุนเร่งรุดเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น


              แผ่นดินไหม้เกรียมตรงหน้าความร้อนที่เริ่มชาและอากาศอันเบาบางกลับกำลังทำให้รากฐานของใจที่เคยตั้งมั่นสั่นคลอนจิตใจของเหล่าฮันเตอร์สลับซับซ้อน มีครบทุกอย่างต่างแสดงออกผ่านสีหน้าอย่างไม่เก็บซ่อนเกิดความยำเกรงต่อราชายักษ์ขึ้นเองอย่างห้ามไม่อยู่ ความเสียเปรียบทางสภาพจิตใจเช่นนี้ถึงกับลืมว่าควรรับมือต่อไปเช่นไร


              ตัวตนของราชายักษ์ได้สร้างแรงกระเพื่อมและความสับสนให้กับสภาพจิตใจของฮันเตอร์ทุกคนไปแล้ว


              “ความกลัวไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอก...เพราะความกลัวนี่แหละ มันได้พาฉันมาถึงจุดนี้”


              นอกจากจุนเปย์จะเอ่ยกับเรย์แล้วยังถือว่านี่เป็นการย้ำเตือนกับตัวเองด้วย


              อีกอย่างความกลัวนั้นเป็นเหมือนแส้ที่มักจะทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว แต่ถ้าใช้ดี ๆมันกลับบีบให้คนก้าวไปข้างหน้าได้


              ทางฝั่งประธานเซนซาเอม่อนและอากิฮิโระสภาพก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ พวกเขาถูกปลายหางของเปลวเพลิง เกิดเป็นแผลไฟไหม้อย่างน่ากลัวตามร่างกายหากพวกเขาไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันธาตุแบบเฉพาะทางหรือผิวหนังอันแข็งแกร่งของร่างอสูร ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดอาจไม่ใช่เพียงแค่นี้


              ราชายักษ์ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างองอาจราวกับกำลังเชื้อเชิญผู้ที่ยังมีความกล้าเข้าไปท้าทายมันอีกครั้ง


              ในยามปกติภาพที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีทางที่มนุษย์คนใดจะกล้าเข้าไปเฉียดใกล้ความตายเป็นหนที่สอง สภาพจิตใจดิ่งลงเหวแต่นั่นไม่ใช่สำหรับเซ็นซาเอม่อนและอากิฮิโระ ที่จะรู้สึกสิ้นหวังหดหัว ศิโรราบ ปรากฏว่าไม่มี ไม่มีเลยสักนิด จิตใจหนักแน่นมั่นคง ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการกระเพื่อม


              ไม่อารัมภบทพวกเขาแสดงกำลังใจอันกล้าแกร่ง ลุยอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ปรี่เข้าโอบขนาบจากสองด้านเป็นสัญญาณการต่อสู้โค้งสุดท้าย ภายในใจเรย์เกิดความเคารพเลื่อมใสยิ่ง นับถือความมุ่งมั่นห้าวหาญดุจเหล็กกล้าของพวกเขา


              “ฉันคิดว่าตัวเองพักมาเพียงพอแล้วล่ะ”


              เรย์กับจุนเปย์หันมาสบตาสื่อสารกันเพื่อยืนยันว่ามีความเห็นตรงกัน


              “นั่นสินะครับ”

     


              ท่ามกลางสนามรบซึ่งเต็มไปด้วยสะเก็ดเพลิงแลบแปลบปลาบประกายของสายฟ้าถล่มลงมาอย่างทรงพลัง


              ประธานเซนซาเอม่อน บุตรแห่งฟ้าร้องและราชายักษ์ต่างแลกการโจมตีกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านทิ้งร่องรอยบาดแผลบนร่างของทั้งสาม


              การเคลื่อนไหวของราชาไม่คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อนอักขระสีแดงบนร่างของมันดูสลัวจางลง แต่ทั้งประธานและอากิฮิโระก็รู้ดีว่าพวกเขาเองใกล้ถึงขีดจำกัดไม่ต่างกันที่ยังฝืนต่อสู้อยู่ได้เป็นเพราะพลังใจอันเข้มแข็งล้วน ๆ


              ประธานเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถูกหมัดอัปเปอร์คัตซัดตามด้วยเข่าลอยอัดกระแทกจนตัวกลิ้งไถลไปกับพื้น


              ฝั่งอากิฮิโระก็พุ่งมาถึงแล้วจากปีกข้างเรียกแส้สายฟ้ารัดแขนทั้งสามของมันไว้ไม่ปล่อยให้ตามประกบโจมตีตัวประธานราชาพลันหันขวับกลับมามันใช้กำลังที่ยังเหลือล้นกระชากแส้ที่เหนี่ยวรั้งจนตัวอากิฮิโระเป็นฝ่ายลอยหวือเข้าหา


              บุตรแห่งฟ้าร้องตอบโต้ด้วยการยิงเรลกันหมายชะลอการบุกของอีกฝ่ายแต่ราชากลับไม่สนใจปล่อยผ่านการโจมตีนี้ให้ทะลุช่วงไหล่ซ้ายจนเป็นรูโบ๋มันเสกบอลไฟขึ้นบนฟ้ามือแนบอัดใส่ร่างของศัตรูในระยะประชิด


              คู้ม!


              อากิฮิโระถูกแรงอัดจากบอลเพลิงซัดดีดปลิวไปอีกคนพร้อมด้วยลำแสงสีแดงเข้มถูกยิงตามหลังทว่ามันกลับถูกหยุดไว้ด้วยเกราะแขนของจุนเปย์ที่กางกั้นเป็นกำแพงตัวเกราะแขนเสียหายจนต้องปลดทิ้ง


              จังหวะนี้เองประกายดาบสว่างวาบ เรย์พุ่งตัวฟันที่ข้อพับด้านหลังของราชาแม้จะฟันไม่เข้าแต่ก็ทำให้มันเข่าทรุดลงข้างหนึ่ง


              ‘พลังป้องกันของมันลดลงกว่าเดิมมากจนการโจมตีของเราได้ผล’


              เรย์คิดขณะที่การโจมตีด้วยเพลงดาบกระหน่ำซัดตามมาแม้ไม่อาจฟันทะลวงผ่านผิวหนังของมันแต่เขายังสามารถทำสงครามพร่ากำลังกับอีกฝ่ายได้


              ราชาที่ตั้งหลักได้อีกครั้งหันมาตะปบคว้าตัวเขาที่กำลังคอยก่อกวนตอดเล็กตอดน้อย เรย์ที่ขาดกำลังภายในไม่สามารถใช้กระบวนท่าข่มศัตรูที่ระดับห่างกันเกินได้จำต้องดึงดาบกลับและเอี้ยวตัวหลบอย่างฉิวเฉียดทว่าความต่อเนื่องของกระบวนท่าศัตรูไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อคว้าวืดมันสลับเปลี่ยนท่วงท่าเป็นการหมุนตัวเหวี่ยงแขนอีกข้างในด้านตรงข้าม


              เรย์ถูกบีบให้ต้องม้วนกลิ้งลอดใต้วงแขนของราชาแต่นั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เมื่อขาของมันเปล่งอักขระแสงเข้มขึ้นส่งลูกเตะดักทางที่ตัวเขากำลังม้วนผ่านทางด้านนั้นพอดิบพอดี


              ‘แย่แล้ว’


              เขาเกร็งกายเตรียมรับแรงปะทะ


              ในขณะที่ระฆังแห่งความตายกำลังสั่นพ้องฝ่าเท้าของประธานก็พุ่งเข้ามายันหน้าแข้งของราชาไว้ ทำเอาอากาศสั่นไหวทั่วบริเวณ ก่อนเกิดการระเบิดของลมปราณขึ้น


              ร่างของทั้งสามถูกคลื่นผลักถอยออกไปคนละทิศคนละทางแต่ระหว่างนั้นเรย์ไม่ปล่อยให้โอกาสสูญเปล่าดาบในมือสะบัดปล่อยเกลียวคมแสงโหมกระหน่ำต่อเนื่องผสานกับพายุสะเก็ดน้ำแข็งของยูกิมิจากวงนอก


              ‘กระสุนลมหวน’


              ตามต่อด้วยบอลพลังธาตุของจุนเปย์เขวี้ยงอัดเข้าที่สีข้างของราชาระเบิดเชือดเฉือนออกมาเป็นคลื่นลมกรด


              “ตอนนี้แหละหัวหน้า!”


              พลันนั้นเองบรรยากาศรอบ ๆเต็มไปด้วยประกายของประจุไฟฟ้า เศษหินนับร้อยต่างลอยขึ้นเหนือพื้นพวกมันส่งกระแสฟ้าดังเปรี๊ยะ ๆ ออกมาพร้อมกัน


              อากิฮิโระในร่างอาภรณ์อสนีเทพหลบตาลงข้างหนึ่ง ตั้งนิ้วมือชี้เป็นรูปปืนเล็งใส่เป้าหมายประจุพลังงานไฟฟ้าไหลมารวมกันที่ปลายนิ้วชี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เมื่ออากิฮิโระทุ่มเทมาโซทั้งหมดไว้กับการโจมตีนี้


              ‘ปืนใหญ่อัสนีขยี้พสุธา’


              กระสุนพลังงานถูกปลดปล่อยหลังจากชาร์จอย่างเต็มสูบ


              ลำแสงประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่ยิงออกเป็นเส้นตรงผืนดินแหวกออกเป็นทางยาว กลบกลืนร่างของราชายักษ์หายเข้าไปในลำแสง วินาทีสุดท้ายที่พลังคลื่นก่อตัวกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านระเบิดออกรายรอบอย่างเจิดจรัสแปลบปลาบ


     

              จุนเปย์รีบเข้ามาพยุงร่างหัวหน้าของเขาที่กำลังล้มนั่งบนพื้นอย่างอ่อนระโรยหลังคลายอาภรณ์อสนีเทพ


              ‘—แฮ่ก ...แฮ่ก’


              “ถ้าคุณรินโดได้มาเห็นสภาพของหัวหน้าตอนนี้คงถูกหัวเราะเยาะแน่เลยครับ”


              นานแล้วที่จุนเปย์ไม่ได้เห็นหัวหน้าของเขาทุ่มสุดตัวหลังศึกที่โอกินาวะเมื่อสองปีก่อน


              “หึ”


              อากิฮิโระในสภาพสะบักสะบอมเพียงส่งเสียงขึ้นจมูกโต้ตอบพลานี้ตนไม่เหลือแรงต่อล้อต่อเถียงกับลูกน้องแล้ว


              ในขณะที่กำลังคิดว่าทุกอย่างได้จบลงท่ามกลางเศษซากของผืนดินที่แหวกเป็นทางยาวราชาที่อยู่ข้างใต้ระเบิดออร่ากระโดดสูงขึ้นไปบนอากาศแม้จะอยู่ในสภาพที่ครึ่งซีกซ้ายแหว่งวิ่นตั้งแต่หัวไหล่ถึงช่วงเอวทว่าแววตาของมันยังส่องประกายเจิดจรัสไม่ยอมจำนน เกราะสีทองของมันไหลมารวมกันอยู่ตรงบริเวณร่างกายซีกขวาที่เหลือพาเอาร่างที่คลุ้งไปด้วยเปลวควันและสะเก็ดเลือดดิ่งตัวลงสู่พื้นคลื่นพลังระเบิดออกจากผิวดิน กรวดหินดินทรายพวยพุ่ง


              “ให้ตายสิ! อะไรจะอึดถึกทนขนาดนี้นะ!”


              คำพูดของจุนเปย์แทนความในใจของทุกคน รู้สึกเป็นวิกฤตได้อีกในใจพวกเขาล้วนไม่เป็นรสชาติ


              “สมกับเป็นเผ่าอสุราระดับราชาพลังชีวิตช่างเหลือล้นจริง ๆ”


              ประธานกล่าวอย่างชื่นชม ขณะทะยานเข้าใส่อสูรเบื้องหน้าอีกรอบ


              ลำแสงถูกยิงออกจากนิ้วด้วยแขนข้างที่เหลือของราชาประธานในร่างอสูรกระเถิบตัวออกข้าง กางกรงเล็บแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนส่งเสียงดัง‘ฮูม’ ออกมา


              กรงเล็บแหลมคมจ้วงลึกเข้าช่องท้องราชาทะลุออกด้านหลังเลือดแดงฉานละเลงเปรอะเปื้อน แต่ในขณะที่ประธานเตรียมชักมือออกกลับถูกราชาใช้แขนส่วนล่างข้างที่เหลือจับตรึงแขนซึ่งฝั่งอยู่ในตัวมันไว้แน่นและตามต่อด้วยท่าเฮดบัตต์จนพื้นดินใต้เท้าสั่นสะท้าน


              ประธานที่ถูกการโจมตีนี้ตัวนิ่งด้วยอาการมึนงงเรย์ซึ่งเห็นท่าไม่ดีชักดาบฟันอย่างสุดกำลังใส่บริเวณตำแหน่งกลางท่อนแขนของมันหวังจับแยกราชาออกมา ทว่าก็ไม่อาจเจาะทะลวงผิวผ่านออร่าป้องกันของมันได้


              มันไม่แสดงความสะทกสะท้านไม่สนใจเหลือบมองเขาด้วยซ้ำ


              ยูกิมิที่กำลังร่ายมนตร์ถูกราชาใช้เนตรที่สามยิงลำแสงตีขัดแต่ก็ได้จุนเปย์เข้ามาบังการโจมตีไว้จนทั้งคู่ตัวปลิวไปไกลลิบ


              ราชาหันกลับมายังร่างของประธานที่ถูกจับล็อกไว้แน่นก่อนใช้สันมือฟาดลงมาใส่หน้าอกด้วยปราณอันเปี่ยมล้นที่หลงเหลือ


              ครูม!!


              คลื่นกระแทกซัดตัวเรย์ปลิวหายเข้าไปยังกองเศษซากของอาคารด้านหลังส่วนประธานที่กำลังตัวอ่อนเปลี้ยกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ราชาตบท้ายตามด้วยการแทงเข่าส่งร่างประธานลอยออกมาอีกคน


              ฮันเตอร์หลายคนที่ยังมีใจสู้รีบตามเข้ามาช่วยเหลือ


              ทว่าตัวราชากลับไม่ได้สนใจจะพุ่งประกบตามมันชูมือข้างขวาทั้งสองที่เหลือขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง เผาผลาญพลังงานในร่างจนอักขระบนตัวหายไปทั้งหมด


              ทุกคนเข้าใจถึงสิ่งที่มันกำลังจะทำซ้ำอีกครั้งรีบโจมตีสกัดกั้นท่ามกลางวิกฤต


              กระแสลมพายุเพลิงเริ่มก่อตัวขึ้นลมร้อนเร่งความเร็วจนถึงระดับนี้ ไม่ได้ต่างอะไรกับกำแพงเหล็กมันขยายวงรัศมีบดบังการโจมตีทั้งหมดที่พุ่งเข้ามาเปลวเพลิงพัดโหมกระหน่ำดับความหวังพังทลาย


              ทว่าทันใดนั้นพายุเพลิงกลับค่อย ๆอ่อนกำลังลงจนทุกคนที่เผลอถอดใจ ยืนรอรับความตายเริ่มเคว้งคว้างสับสนเป็นฉากจบที่เหนือความคาดหมาย ความรู้สึกหลากหลายอัดแน่นเมื่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ใจกลางพายุกันแน่ 


     

            คงต้องกล่าวย้อนกลับไปไม่ถึงนาทีก่อนหน้า


            เรย์ซึ่งล้มอยู่ในกองซากอาคารพาตัวเองออกมาจากเศษซาก เขาใช้เนตรมารวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของอีเธอร์ในบรรยากาศจากที่เฝ้าสังเกตรูปการอย่างละเอียดในอาคมนี้ของมันเมื่อครั้งก่อน ทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าพื้นที่รอบตัวของมันในระยะห้าสิบเมตรนั้นปลอดภัยด้วยเหตุผลบางอย่างเพราะไม่มีทางที่ตัวของมันเองจะไม่ได้รับผลกระทบเมื่ออยู่ภายใต้ความร้อนมหาศาลขนาดนี้


              และช่วงเวลาขณะที่มันรีดเร้นพลังเพื่อใช้ในการสร้างพระอาทิตย์จำลองนั่นระดับพลังงานในร่างจะถูกลดลงจนต่ำสุด แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆก็ถือเป็นจุดอ่อนอย่างร้ายแรง ซึ่งจากที่คำนวณคร่าว ๆ เขามีเวลาเพียงสี่สิบเจ็ดวินาทีระหว่างที่ตัวมันเริ่มร่ายจนถึงเวลาจุดระเบิดให้ฉกฉวย


              ถึงแม้จะไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จแต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย


              ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาที่คับขันที่สุดแล้วทว่าสติในหัวของเรย์กลับยังชัดเจนอย่างมากภายในใจเขาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าความรู้สึกต่าง ๆมันได้ถูกสมองกำจัดทิ้งไปหมดชั่วคราว


              ในหัวของเรย์ตอนนี้กำลังบรรเลงเพลงซิมโฟนีหมายเลข11 ที่แต่งโดยซอสตาโควิชเป็นเพลงที่แสดงออกถึงความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติที่ถูกปีศาจไล่ล่าและการล่มสลายของโลก มันช่างเป็นเพลงที่เหมาะเจาะกับเขาในตอนนี้เป็นที่สุด


              ‘หวังว่าสิ่งนี้จะใช้การได้ดีตามสรรพคุณของมันนะ’


              ในขณะที่ลมร้อนในอากาศเริ่มแผ่ขยายวงเรย์ทำการกลืนยาแคปซูลเสริมแกร่งที่อะงุนิเคยให้ไว้ กระแสความร้อนในร่างกายไหลเวียนเร็วขึ้นตามเสียงของหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรงสัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงอันมหาศาลที่กำลังทบทวีขึ้นเรื่อย ๆ


              เขาพุ่งเข้าใส่ศูนย์กลางของพายุที่กำลังก่อตัวคลื่นความร้อนถาโถมราวกับคลื่นทะเลยามค่ำบริเวณเส้นศูนย์สูตรน้ำในร่างกายกำลังระเหยไปอย่างรวดเร็วจากอุณหภูมิสูงหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหนึ่งนาทีก็เข้าสู่สภาวะขาดน้ำแล้ว


              เนตรมารสุญญาตาของเขามองเห็นกระแสธารของอีเธอร์ที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นม่านเพลิงได้อย่างแจ่มชัดโครงร่างอันก่อตัวจากกระแสอีเธอร์เปลี่ยนเป็นสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์บิดเบี้ยวทันทีเมื่อถูกเนตรมารและหัตถ์เทวะของเขาตั้งดาบแทงตรงไปบนอากาศธาตุเบื้องหน้า สร้างเส้นพื้นที่ที่มองเห็นให้เป็น ‘ความว่างเปล่า’


              เกิดเป็นรอยแยกเล็ก ๆไม่มีใครมองเห็นนอกจากเนตรมารของเขา ทำให้เรย์สามารถฝ่าเข้าไปในพายุเพลิงได้อย่างไม่ยากเย็นเมื่อรอยแยกของมิติที่เกิดขึ้นจากรอยดาบดูดทุกสรรพสิ่งที่เป็นพลังงานจากอีเธอร์เข้าไปทำให้พื้นที่ตรงหน้าที่เขาพุ่งผ่านกลายเป็นเหมือนความว่างเปล่า


              เรย์อาศัยแรงดูดของลมพายุทำให้หลุดเข้าไปยังใจกลางอย่างรวดเร็วและเห็นแผ่นหลังของเป้าหมายที่กำลังยืนร่ายมนตร์ กายวิภาคภายในของมันทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของเนตรมาร


              ราชาขณะนี้อยู่ในสภาวะยืนร่ายมนตร์มันไม่คิดเลยว่าจะมีสิ่งมีชีวิตใดสามารถเผชิญกับม่านพายุเพลิงแล้วมีชีวิตรอดได้แต่ตอนนี้มันสัมผัสได้ถึงศัตรูที่กำลังเข้าใกล้ต่อให้มีฝีมือสูงส่งกว่านี้อีกพันเท่าก็ไม่มีทางทำอะไรได้ในยามนี้


              สึก!!


              คมดาบอันเที่ยงตรงและเรียบง่ายเสียบทะลุหัวใจผ่านด้านหลังสู่ด้านหน้าในมุมเงย


              ช่างเงียบเฉียบ ราบเรียบ ไม่หวือหวา


              เลือดไหลทะลักกองรวมกันที่พื้น ความยิ่งใหญ่ของดวงอาทิตย์ท้ายที่สุดจักไม่ฉายซ้ำขึ้นที่นี่อีก


              ราชาเพียงหันมาชำเลืองมองเขา พร้อมกับแสยะยิ้มให้เล็กน้อยแด่ผู้ที่มอบความปราชัยให้แก่มันดวงตาทั้งสามอับแสงในท่ายืน ปิดฉากความยิ่งใหญ่ของอันธกาสูร


              เรย์นาทีนี้กลับสงบลงผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์แล้ว


              เขาสะบัดเลือดออกจากใบดาบและเก็บมันกลับเข้าฝักใช้มือข้างซ้ายที่กำลังส่องแสงเรืองรองสัมผัสไปที่ร่างไร้ชีวิตของราชา และเปิดใช้ความสามารถของหัตถ์เทวะ


              เขาคิดว่าครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมที่จิตวิญญาณต้องติดอยู่ภายในวังวนของโลกแห่งจินตภาพทำให้ร่างกายภายนอกต้องติดอยู่ในอาการจำศีลนานหลายปีเรย์คิดว่าตัวเองตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อน คงใช้เวลาไม่นานในการดูดกลืนความทรงจำของราชาตนนี้แต่ผลข้างเคียงที่เขากลัวก็คือการรับรู้ความรู้สึกนึกคิด จิตสำนึกความบ้าคลั่งหวาดกลัว สำนึกเสียใจอารมณ์รุนแรงสุดมืดมนประเภทนั้นที่เข้ามากัดกร่อนจิตวิญญาณของเขา


              แต่เขาจะมาหยุดตรงนี้ไม่ได้เขาจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อไม่ให้สูญเสียสิ่งสำคัญเป็นหนที่สอง และเสี้ยววินาทีนี้เองเขารู้สึกได้ถึงอะไรบางสิ่งกำลังไหลทะลักเข้ามาในร่างอย่างบ้าคลั่งชิ้นส่วนของจิตสำนึกนับถ้วนประดังกันเข้ามาในหัว ความเจ็บปวดอย่างหนักหน่วงกลืนกินสติสัมปชัญญะทั้งหมดจนดับวูบลง