“เคยได้ยินมาบ้าง” อิ่งซาตอบกลับ
“อันที่จริงก็ผ่านมานานแล้ว” ฟางถานเซิงจุดบุหรี่อิ่งซาขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ปริปากพูด “คดีที่เผ่าปีศาจเกือบสิบเผ่าบุกทำร้ายข้าราชการระดับสูงของมณฑลที่เป็เื่อึกทึกครึกโครมในปีนั้น...เป็เหตุให้ภรรยาของผู้ว่าการมณฑลตายจาก ผู้ว่าการมณฑลโกรธแค้นเป็ที่สุดเขาจึงสู้รบฆ่าฟันกับพวกเผ่าปีศาจชั่วช้าด้วยตัวเอง จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้คนเห็นความเหี้ยมโหดไร้ปรานีของผู้ว่าการมณฑลคนนั้น เอ๊ะ ไม่สิตอนนี้เป็รองผู้ว่าการแล้ว ลืมสนิทเลย...”
เขายิ้มพลางชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “พวกเขามีครอบครัว”
เขาปัดชุดสูทเข้ารูปเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นต่อ“ผู้ว่าการมณฑลท่านนี้มีหลานชายหนึ่งคน ซึ่งวันต่อมาเขาถูกส่งเข้าไปที่เทียนเต้าผมจำได้อย่างชัดเจน... ว่าเป็ที่นครเทียนเฟิง”
คิ้วของหั่วหยุนเลิกขึ้น แววตาของอิ่งซาพลันเริ่มคล้อยตามเล็กน้อย
“สลับหน้าจอไปช่องหมายเลขสี่” ฟางถานเซิงออกคำสั่งโดยไม่ขออนุญาตจากใครวินาทีต่อมา ช่องของฉู่เจาหนานก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอโดยเผยให้เห็นด้านข้างลำตัวของเขา เป็มุมที่ก่อนหน้านี้มองไม่เห็นและเมื่อขยายภาพใหญ่ขึ้นก็เผยให้เห็นสิ่งของที่อยู่ในมือและเหน็บอยู่ที่เอวของเขา
“นี่มัน...” เพียงชั่วพริบตา อิ่งซาอดพูดเสียงแ่ขึ้นมาไม่ได้ ตัวเขาผุดลุกขึ้นมาเป็คนแรก
หั่วหยุนยืดตัวตรงขึ้นเช่นกัน ดวงตาส่องประกาย พลันเงียบขรึมไม่พูดจา
“ถึงแม้ผมจะไม่สามารถดูดซับพลังได้ เพราะเป็แค่คนธรรมดาแต่ด้วยตำแหน่งข้าราชการระดับสูงของคุณพ่อผมทำให้ผมคุ้นเคยกับของพวกนี้เป็อย่างดี” ฟางถานเซิงคลี่ยิ้มเอ่ย “ปืนสั้นบาเร็ตต้า92-F... ผมขอพูดต่อหน้ารุ่นพี่ทั้งสองเลยแล้วกันการประลองจัดอันดับครั้งนี้ นอกจากฉู่เจาหนานเพื่อนของผมแล้วไม่มีใครคว้าที่หนึ่งได้ทั้งนั้น และคงไม่สามารถโจมตีเขาได้ถึงสามครั้ง”
“ส่วนเขา...” เขาเหลือบตามองช่องของสวีหยางอี้ “โจมตีสิบทีก็แพ้แล้วอีกทั้งยังแพ้อย่างน่าอนาถเพราะพวกเขาทั้งสองไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันั้แ่แรก”
“ส่วนผม...” เขาคลี่ยิ้ม “ก็อยู่ที่นี่เพื่อมาดูเพื่อนที่โตมาด้วยกันไม่งั้น คุณหนูแห่งมณฑลเป่ยหยวนอย่างผมจะถ่อมาไกลถึงที่นี่ทำไม?”
“รองผู้ว่าการคนนั้นก็แซ่ฉู่เหมือนกัน” เขาเปิดประเด็นขึ้นก่อนยิ้มกระหยิ่มไม่พูดจา
บรรยากาศในตอนนี้ค่อนข้างเงียบสงัด
“ไม่ นี่ไม่ใช่เื่โกหก” หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีอิ่งซาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “มือขวาของคุณฉู่หยาบกร้านกว่ามือซ้ายมากตรงกลางนิ้วชี้มีรอยแผลเป็เต็มไปหมด ถ้าฉันมองไม่ผิด...”
“ฉันมองผิดไปแล้ว...” หั่วหยุนยกแก้วกาแฟขึ้นจิบหนึ่งคำความคาดหวังในดวงตาเลือนหายทันที“ดูจากหน้าจอก็พอจะรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังของอีกฝ่ายได้บ้างไม่ว่าจะเป็ระดับตบะหรือคุณสมบัติร่างกายของเ้าหนูแซ่สวีก็สูงกว่าคุณฉู่เป็เท่าตัวตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะได้ที่หนึ่งซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่า...”
สายตาของเขาเหลือบไปมองที่ฉู่เจาหนานพร้อมพูดขึ้นหนักแน่น“เขาจะได้รับการฝึกศาสตร์ต่อสู้ด้วยปืนมา”
“ปืนสั้นบาเร็ตต้า 92-Fอย่างน้อยคงมีะุะเิิญญาสามนัดที่มีราคาเกินห้าหมื่นหากถูกยิงเข้าจะไม่สามารถโคจรพลังได้ภายในครึ่งชั่วโมง เหอะๆรองผู้ว่าการฉู่ช่างใจปล้ำจริงๆที่สอนศาสตร์วิชามูลค่าเป็พันล้านให้หลานชายตัวเองในโรงเรียนทีนี้เ้าหนูแซ่สวีคงแพ้ราบคาบ”
แต่... ายังไม่จบ อย่างเพิ่งนับศพทหาร!
ยังไม่ทันเริ่ม พวกเขาก็ด่วนสรุปกันแล้ว สำหรับพวกเขาการต่อสู้ของผู้ฝึกตนที่ใช้ลมปราณครั้งนี้แทบไม่ต้องดูก็รู้ผลแพ้ชนะแล้วต่อให้จะประเมินจากหน้าจอ แต่ความคลาดเคลื่อนก็ไม่น่าเกิน 1%
วิชาเรียนของเทียนเต้าก็ง่ายเหมือนวิชาเลขระดับประถม แม้จะไม่รู้ว่าฉู่เจาหนานฝึกศาสตร์การต่อสู้ด้วยปืนมาจากสำนักไหนจะเป็สำนักถาน สำนักจู หรือสำนักฉี แต่เทียบระดับความยากกับวิชาเลขแล้วทักษะของเขาคงอยู่ประมาณ ม.3 หรือไม่ก็ ม.4
ศาสตร์วิชาในระดับสูงไม่ง่ายเหมือนอ่านแบบเรียน ระดับวิชายิ่งสูงการควบคุมสมดุลระหว่างพลังจิตกับร่างกายก็ยิ่งต่างจากศาสตร์วิชาระดับต้นอย่างสิ้นเชิงในทำนองเดียวกัน ระดับวิชายิ่งสูง การสับเปลี่ยนกระบวนท่าก็ยิ่งยากราคาค่าเรียนก็ยิ่งแพง นี่จึงเป็สาเหตุว่าทำไมนักศึกษาฝึกงานถึงใเมื่อได้ยินอวี้หลินเว่ยบอกว่าจะมอบคอร์สเรียนให้ตอนอยู่บนเครื่องบิน
ผู้ฝึกตนที่เรียนแค่ศาสตร์วิชาระดับประถม ระดับตบะยังไม่สูงคุณสมบัติร่างกายยังไม่พร้อม ประสบการณ์ยังไม่มี แล้วจะเป็คู่มือกับคนที่เรียนศาสตร์วิชาระดับมัธยมต้นได้อย่างไร?
สุดท้ายก็ต้องถูกบดขยี้อย่างสมบูรณ์ และพ่ายแพ้ไป
“งั้นพวกเราตกลงตามนี้ รางวัลคือการรับเข้าเป็ศิษย์ หากไม่มีอะไรผิดคาดอันดับหนึ่งของมณฑลหนานทงคงตกเป็ของเขา” หั่วหยุนกวาดสายตามองหน้าจอ“เ้าหนูแซ่สวีก็ไม่เลว แต่น่าเสียดาย... ถ้าไม่มีคุณฉู่เขาคงเป็มือวางอันดับหนึ่ง การบรรลุเป็จินตันเจินเหรินผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่หนึ่งคนต้องเพียรพยายามต่อสู้ถึงสามสิบสี่สิบปี”
“จะว่าไป เขาฆ่าพวกบ้าคลั่งด้วยตัวคนเดียว” อิ่งซาพูดขึ้นไม่ช้าไม่เร็ว“เ้าหนูแซ่ฉีแห่งนครฉาวหยาง หวางจัวแห่งนครอั้นลู่ จ้าวอีิแห่งนครผิงเฟิง... พวกนั้นได้ที่หนึ่งมาในระดับความยากธรรมดา”
“สำหรับขั้นเลี่ยนชี่ ก็ถือว่าเป็ที่ภาคภูมิใจของพวกเขาแล้วล่ะ แต่ว่า...ก็ได้แค่นี้เท่านั้น” หั่วหยุนถอนหายใจ “เหอะๆ...ทำไมฟ้าต้องส่งยอดฝีมือทั้งสองมาเกิดพร้อมกันด้วย”
อิ่งซานิ่งเงียบไปสักพัก จนในที่สุดก็พยักหน้าเอ่ย“เหมืองพลังงานขนาดเล็กแหล่งเดียวไม่พอ”
“งั้นเพิ่มน้ำแห่งชีวิตให้อีกหนึ่งขวด” นาทีนี้หั่วหยุนไม่ลังเลแม้แต่น้อยเขามองช่องของฉู่เจาหนานด้วยแววตาเป็ประกายพร้อมพูดขึ้นอย่างหนักแน่น“หนึ่งขวดสามารถย่นเวลาการฝึกตนได้สามปี ให้ฉันเดิมพันแบบนี้มันไม่ง่ายเลย”
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง ผ่านไปหนึ่งนาที อิ่งซาก็พยักหน้า “ได้”
ไม่มีใครสนใจสวีหยางอี้อีก ั้แ่ฟางถานเซิงพูดถึงฉู่เจาหนานและแสดงจุดยืนของตัวเองออกมา สวีหยางอี้ก็ไม่มีความสำคัญกับพวกเขาอีกต่อไป
สำหรับผู้ฝึกตนขั้นจู้จี... อันดับสองก็ไม่ต่างอะไรจากอันดับสิบ
มีเพียงอันดับหนึ่ง หรือที่หนึ่งของมณฑลใหญ่เท่านั้นที่มีค่ามากพอจะให้พวกเขาสนใจรับเข้าเป็ศิษย์!และมีค่ามากพอให้พวกเขาทุ่มทรัพยากรที่มีไปกับการขัดเกลาฝึกฝน!มีค่าพอที่จะได้รับการถ่ายทอดวิทยาการองค์ความรู้!
ในเมื่อมีนักปราชญ์ที่เก่งกว่า แล้วนักปราชญ์ธรรมดาจะยังมีประโยชน์อะไร?
สวีหยางอี้ไม่รู้เื่ทั้งหมดของที่นี่ตอนนี้เขาเดินตามจั่วหยุนอยู่ในโถงทางเดินโล่งกว้างสว่างโพลง
ทางเดินลาดเอียงลงไป ่แรกยังพอมีพัดลมระบายอากาศสองสามตัวมีผู้คนสองสามคน แต่หลังจากผ่านไปหลายนาที ก็เห็นเป็เพียงพื้นที่อ้างว้างราวกับเป็ทางเดินไม่มีที่สิ้นสุดเสียงฝีเท้าจากรองเท้าคอมแบทร่วมสิบคู่ดังสะท้อนเข้ามาในโสต
ในที่สุดก็สิ้นสุดทางเดิน และเมื่อเขาเดินออกไปก็ถึงกับตกตะลึง
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเขา... ก็คือสนามประลองขนาดมหึมา!
เป็สนามประลองที่สร้างจากหินบริสุทธิ์คนที่เคยอ่านการ์ตูนดราก้อนบอลจะต้องรู้สึกแบบเดียวกันนี้เมื่อมาอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่เหมือนสนามประลองในเื่ไม่มีผิด!
สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนก็คือก้อนหินทุกก้อนบนอัฒจันทร์แถวแรกล้วนสลักยันต์ลายฉวัดสีฟ้าครามเรียงเป็แนวทั้งหมดประกอบขึ้นเป็ค่ายกลขนาดใหญ่ล้อมรอบสังเวียนเพดานเหนือศีรษะขึ้นไปมีตัวอักษรขนาดใหญ่หลายร้อยเมตร ดูดึงดูดสายตาเป็ยิ่งนัก!
หนึ่งในใต้หล้า!
ที่นี่แตกต่างจากบรรยากาศอันโหวกเหวกวุ่นวายของสาขาย่อย้าอย่างสิ้นเชิงก้อนหินทุกก้อนแผ่ซ่านความเก่าแก่คร่ำคร่าออกมาหินจำนวนไม่น้อยมีคราบตะไคร่เกาะกรังบนหน้าหิน ประหนึ่งเป็โลกสองขั้วที่มีทางเดินพิศวงเชื่อมต่ออดีตและปัจจุบัน้าเป็โลกแห่งเทคโนโลยี ด้านล่างเป็โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร!
ไม่มีการตกแต่งหรูหราฟุ่มเฟือยมีเพียงหินก้อนสมส่วนเท่ากันราวไม้บรรทัดวัดเรียงกันเป็แนวและสังเวียนขนาดกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ลองจินตนาการดู หากมีการประลองที่นี่แล้วมีผู้คนนั่งเต็มอัฒจันทร์ เมื่อโหมพลังโจมตีขึ้นอย่างรุนแรงเพียงหนึ่งนัดเสียงะโโห่ร้องของผู้จะกึ่งก้องแค่ไหน!
โล่ง กว้าง ใหญ่จนน่าครั่นคร้าม
“น่าสะพรึงใช่หรือไม่?” ถึงแม้จั่วหลุนจะมาที่นี่แล้วหลายครั้งแต่ ณ เวลานี้ก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความยิ่งใหญ่ของสังเวียนเช่นกันน้ำเสียงอันแหบพร่าของเขาเจือแววตื่นเต้นเร้าใจ “ครั้นสถาปนาประเทศ่บุกเบิก์แห่งยุคสมัยใหม่ก่อกำเนิด เทือกเขาแห่งหนานทงไร้นามมีเพียงท่านจินตันเจินเหรินนามว่าฝูอวิ๋น มือดุจดาบแหลม แขนดุจดาบคมสิบนิ้วกรีดกรายงามสง่า เพียชั่วข้ามคืน เขาไร้นามกลายเป็ก้อนหินหลายล้านก้อนยาวหนึ่งเมตร กว้างครึ่งเมตร หินหลายล้านก้อน ไร้คนขนย้าย หากแต่ปล่อยล่องลอยผ่านสายธาราจนกระทั่งถึงเมืองเฟิงอี้ ก่อร่างสร้างฐานกลายเป็สนามประลอง ‘หนึ่งในใต้หล้า’”
น้ำเสียงของเขาเหมือนบทเพลงคล้ายบทกลอน ผนวกกับสังเวียนอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาในโลกแห่งจินตนาการ
เขาราวกับตกอยู่ในภวังค์แห่งเกรียติยศของเจินเหรินผ่านไปพักใหญ่จึงผ่อนหายใจยาวๆ “ทุกสนามประลองในฮวาเซี่ยทั้งยี่สิบสี่แห่งล้วนสร้างมาจากน้ำมือของจินตันเจินเหรินและสนามประลองหนึ่งในใต้หล้านี้ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ติดสิบอันดับแรก แต่ก็ติดหนึ่งในสิบห้าอันดับแน่นอน”
ดูเหมือนอารมณ์ของเขาจะส่งไปถึงทุกคน เพราะทุกคนต่างจ้องมองสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าแห่งนี้ด้วยแววตาเป็ประกาย
สวีหยางอี้เม้มปาก ลองจินตนาการถึงผู้เฒ่าเซียนในชุดคลุมยาว หรือชุดจีนโบราณไม่ก็ชุดสูทคอจีนที่ปล่อยพลังใส่เขาทั้งลูกจนแตกเป็เสี่ยงจากนั้นก้อนหินหลายล้านก้อนที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ร่วงลงสู่แม่น้ำและถูกพัดพาโดยแม่น้ำเชี่ยวกรากยาวพันลี้ จากเหนือสู่ตะวันตกจนกลายเป็สนามประลองหนึ่งในใต้หล้าอันยิ่งใหญ่มโหฬารแห่งนี้!
ต้องระห่ำแค่ไหน?
ต้องทรงพลังแค่ไหน?
ต้องอธิบายอย่างไร?
หลอมรวมกายใจเข้ากับธรรมชาติ ไม่ตกเป็เหยื่อกิเลสตัณหาทางโลกแสวงหาและเคารพในจิตใจและเจตจำนงของตัวเอง
“ชีวิตมีแค่นี้... ยัง้าอะไรอีก?”
เขากำหมัดแน่น บัดนี้ไฟแห่งความปรารถนาในพลังอำนาจลุกโชติอย่างไม่เคยมีมาก่อน!
หลายนาทีผ่านไป จั่วหลุนก็ตั้งสติกลับมา มือซ้ายปัดขึ้นเบาๆนกกระเรียนกระดาษสีแดงตัวนั้นแยกร่างเป็สิบตัว ครั้นเมื่อเขาเดินลอยชายกรายแขนก้อนหินทั้งสิบก้อนของผนังอัฒจันทร์ที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเผยเป็ประตูมืดสนิททั้งสิบกว่าช่อง
จากนั้น นกกระเรียนกระดาษทั้งสิบตัวก็บินเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบจั่วหลุนยิ้มเอ่ย “นี่เป็บัตรผ่านประตูของพวกนาย อย่าทำหายล่ะ”
“ภายในห้าวันนี้ ทำตัวตามอัธยาศัย แต่เมื่อครบห้าวันพิธีจบการศึกษาจะเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ ว่าที่ผู้สำเร็จการศึกษาแห่งมณฑลหนานทงทั้งสิบคนต้องมาถึงที่นี่อย่างครบครัน”
พูดจบเขาก็จากไปอย่างไม่เหลียวหลัง
ดวงตาสวีหยางอี้คุวาวรำไร เขาเหลือบมองฉู่เจาหนานอย่างไรซุ่มเสียง
จั่วหลุนไม่ได้พูดเกี่ยวการแข่งขันชิงอันดับแต่อย่างใด
เื่สำคัญแบบนี้แต่อีกฝ่ายกลับยอมไม่พูด เขาไม่รู้สึกแปลกใจทั้งยังคิดว่าสมเหตุสมผล
สำหรับผู้ฝึกตน ใครบ้างที่ไม่ต่อสู้กับโชคชะตา? ใครบ้างที่ไม่ฝ่าฝืนชะตาลิขิต?ผู้ฝึกตนที่ปล่อยตัวเอง ภายภาคหน้าคงยากที่จะประสบความสำเร็จถึงแม้เขาไม่เคยพบกับรุ่นพี่ขั้นจู้จีแต่พอจะเดาได้ว่าทุกคนล้วนแต่ฝีมือโดดเด่นล้ำเลิศ เพียรพยายามและเจตจำนงแน่วแน่การที่จะบรรลุเป็จินตันเจินเหรินได้ ไม่ใช่แค่อาศัยความพยายามแต่ยังต้องอาศัยโอกาสและโชคชะตาด้วย
ทั้งสิบกว่าคนนี้ล้วนแต่เหมาะสมกับการเป็ “ยอดฝีมือแห่งยุคสมัย” อันทรงเกียรติทั้งนั้น!
ดังนั้น เขาจึงได้ข้อสันนิษฐานอันสมเหตุสมผลมาหนึ่งข้อ ซึ่งก็คือทั้งหมดนี้เป็การประเมิน
“มีคนกำลังจับตาดูอยู่เหรอ...” เขาหรี่ตากวาดมองสนามประลองขนาดใหญ่ที่มองไม่ทั่วถึงแห่งนี้อย่างเงียบๆ
“เป็ใครกัน? CSIB? อวี้หลินเว่ย? คนจากตู้มหาสมบัติ?” เขาเดินล้วงกระเป๋ากางเกงไปตามที่นกกระเรียนกระดาษนำทาง“เพื่อคัดเลือกสุดยอดฝีมือที่แท้จริง ถึงกับต้องลงทุนขนาดนี้เลย”
“การแข่งขันชิงอันดับครั้งนี้สิถึงจะเป็จุดสุดยอดของพิธีจบการศึกษาที่แท้จริง!”