ตอนที่76 รับการทดสอบ
“ใช่ค่ะหากคุณปล่อยฉันเข้าไปช้าและไม่ทันเวลานัดหมาย อาจมีผลเสียกับคุณได้นะ”ซูเวยเหล่ตามองพลางกล่าวข่มขู่ทหารเล็กน้อย พอทหารได้ยินคำขู่ของซูเวยซึ่งเป็นความจริงทำให้เขาส่งสัญญาณกับเพื่อนทหารอีกคนเพื่อเปิดทางให้กับซูเวยด้วยความเคลือบแคลงใจ
รถยนต์แล่นเข้ามาในเขตทหารตามพิกัดจากซูเวยจนมาถึงเขตพื้นที่รั้วปิดทึบที่อยู่เกือบชิดแนวเขตสุดท้ายโดยมีพื้นที่นอกรั้วเป็นป่าทึบเชิงเขามีป้ายเล็กๆเขียนบอกไว้หน้าประตูของป้อมยามทหารว่า “กองกำลังพิเศษ”
“ที่นี่หรือเวยเวย?” กัวจวินถามน้องสาวด้วยความแปลกใจเขาพบว่าสถานที่ที่นัดหมายน้องสาวให้มาพบนั้นเป็นสถานที่ลึกลับซึ่งเขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนสร้างความประหลาดใจให้ทั้งกัวจวินและหูจยงเป็นอย่างมาก
“ที่นี่แหละค่ะ”ซูเวยยิ้มเล็กน้อยพลางตอบกลับพี่ชายอย่างใจเย็น
มีทหารเฝ้าหน้าป้อมยามเดินมาสอบถามที่รถด้วยความแปลกใจว่า“แจ้งรหัสเข้าพบด้วยครับ?”
ซูเวยแจ้งรหัสที่ตนเองได้รับมาจากผู้บัญชาการหยางเฟยเจินกับทหารที่เฝ้าหน้าประตูทันทีว่า“ทริปเปิลเอส 0151”
ทหารที่มาสอบถามข้อมูลพลันชะงักก่อนพยักหน้ายอมรับเขารีบส่งสัญญาณมือให้เพื่อนทหารเปิดประตูรั้วเพื่อปล่อยให้รถยนต์ของซูเวยแล่นเข้าไปข้างในโดยตรง
ขณะที่ซูเวยกำลังจะลงจากรถยนต์เธอเหลือบมองเห็นพี่ชายยุ่งวุ่นวายกับโทรศัพท์ของเขาเหมือนกำลังค้นหาอะไรสักอย่างจึงถามด้วยความสงสัยว่า “พี่ชายจวินกำลังหาอะไรหรือคะ?”
“อ๋อ!พี่กำลังเข้าหน้าเว็บดูผลสอบของเวยเวยนะสิ ป่านนี้ทำไมทางกระทรวงยังไม่นำผลสอบอัปขึ้นเว็บก็ไม่รู้?” กัวจวินเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วตอบกลับน้องสาวด้วยความกังวล
“อ้อ! ช่างเถอะค่ะประกาศเมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ” ซูเวยยักไหล่อย่างไม่แยแสก่อนตอบพี่ชายด้วยความผ่อนคลาย
“ไม่ได้นะตอนนี้ทุกคนในบ้านกำลังลุ้นผลสอบของน้องอยู่เลย” กัวจวินส่งเสียงประท้วงอย่างไม่พอใจเขาต้องการรู้ผลสอบของน้องสาวเป็นคนแรกในครอบครัวดังนั้นเขาจึงต้องเฝ้าสังเกตหน้าจอและตรวจสอบผลอย่างใกล้ชิด
“ตามใจค่ะ”ซูเวยเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจกับความตื่นเต้นของผู้คนตระกูลกัวที่มีมากล้นทำให้เธอรู้สึกไม่คุ้นเคยเท่าใด
นัก
ครั้นทั้งสามคนเดินมาถึงหน้าอาคารสำนักงานของกองกำลังพิเศษแล้วมีทหารเดินเข้ามาแจ้งกับทั้งสามคนโดยตรงว่า
“อนุญาตให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการเชิญและนัดหมายเข้าไปส่วนญาติที่มาด้วยให้นั่งรอในห้องโถงรับแขกด้านหน้านะครับ”
“อ้อ! เวยเวยระวังตัวด้วยนะ”กัวจวินพยักหน้าเข้าใจ เขาไม่กล้าขัดขืนคำสั่งภายในเขตทหารเช่นนี้ทำให้เขาบอกน้องสาวด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ชายจวินกับอาจยงรออยู่ที่นี่แหละค่ะ” ซูเวยยิ้มรับอย่างเข้าใจพลางบอกพี่ชายและหูจยงให้นั่งรอตนเองตามคำแนะนำของทหาร
……….
จากนั้นซูเวยเดินตามทหารเข้าไปภายในอาคารเขาพาซูเวยเดินทะลุผ่านอาคารสำนักงานตรงหน้าที่มีห้าชั้น โดยตรงไปที่อาคารใหญ่ทางด้านหลังมีอาคารสูงห้าชั้นทั้งสองฟากฝั่งที่ตั้งขนานกัน โดยปล่อยให้มีพื้นที่สนามหญ้าตรงกลางระหว่างอาคารเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล มีทางเดินที่ปรับพื้นเรียบรอบสนาม
โดยมีทหารชายหญิงสวมเครื่องแบบครึ่งท่อนกำลังวิ่งอยู่รอบสนามกันอย่างแข็งขันจำนวนสิบคน
ซูเวยเดินตามหลังทหารตรงไปอาคารหลักที่มีป้ายโลหะติดเด่นชัดแสดงชื่อว่า“กองกำลังพิเศษ” เป็นอาคารห้าชั้นเช่นกัน โดยตั้งขวางระหว่างอาคารห้าชั้นสองหลังรวมมีอาคารทั้งหมดห้าหลัง อาคารสี่หลังตั้งวางในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีพื้นที่ตรงกลางเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่
ส่วนอาคารด้านหลังสุดที่ติดกับแนวเขตรั้วของกองทัพและอยู่ติดกับป่าทึบเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีห้าชั้นเช่นกัน เท่าที่ซูเวย กวาดสายตาดูคร่าวๆ นั้นเป็นเหมือนอาคารสำหรับพักอาศัยของบรรดาเจ้าหน้าที่กองกำลังพิเศษ
ทหารพาซูเวยมาถึงอาคารหลักซึ่งชั้นล่างมีเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบแตกต่างจากทหารทั่วไป โดยพวกเขาสวมชุดเครื่องแบบสีกรมท่าพร้อมกับมีตราสัญลักษณ์ที่แขนซ้ายนั่นคือ ตราสัญลักษณ์รูปดาวห้าดวง พร้อมกับสายฟ้า
“รายงาน! รหัสทริปเปิลเอส 0151 มาถึงตามกำหนดนัดหมายแล้วครับผม”ทหารที่เดินนำซูเวยหยุดชะงักและทำความเคารพพร้อมกล่าวรายงานทหารที่นั่งอยู่หน้าห้องโถงกว้างใหญ่โดยห้องโถงนั้นมีการปิดทึบด้วยวัสดุพิเศษรอบด้าน ซึ่งเป็นวัสดุที่จำกัดการมองเห็นของซูเวยเป็นอย่างมากทั้งที่เธอมีทักษะดวงตาสวรรค์ แต่ทว่าซูเวยสามารถมองผ่านเข้าไปข้างในได้เล็กน้อยเท่านั้นเรียกความสนใจจากซูเวยมากยิ่งขึ้นถึงความพิเศษของสถานที่แห่งนี้
ทหารในเครื่องแบบแปลกตานั้นพยักหน้าเข้าใจพลางเหล่ตามองซูเวยพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเขาบอกให้ทหารคนนั้นกลับออกไปทำหน้าที่เฝ้าระวังเหมือนเดิมว่า “เข้าใจแล้วกลับไปทำหน้าที่ได้”
“ครับผม!” ทหารทำความเคารพพร้อมกับพูดตอบรับเสียงดังจากนั้นเขาหันหลังเดินกลับออกไปโดยทิ้งซูเวยให้ยืนต่อหน้ากับทหารในเครื่องแบบคนเดียว
เขายื่นเอกสารชุดหนึ่งให้ซูเวยกรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-ชื่อแซ่ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ ชื่อบิดา-มารดา ระดับการศึกษาทัศนคติในการดำรงชีวิต ทักษะความสามารถพิเศษทั้งหมด เป็นต้น
ซูเวยยกยิ้มมุมปากด้วยความแปลกใจเธอกรอกข้อมูลเท่าที่กรอกได้ ยกเว้นเรื่องทักษะความสามารถที่ซูเวยระบุแค่คอมพิวเตอร์ เธอไม่ต้องการแสดงตัวตนว่ามีทักษะหลากหลายของเอสเปอร์แต่อย่างใดเธอต้องการพบผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษเพื่อประเมินสถานการณ์ดูก่อนเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ตนมาสถานที่แห่งนี้ดังนั้นเธอไม่ต้องการเชื่อใจหรือไว้วางใครร้อยเปอร์เซ็นต์
“เข้าไปข้างในได้แล้ว”ทหารพยักหน้าพอใจเมื่อเห็นว่าซูเวยกรอกเอกสารครบถ้วน พร้อมกับอ่านรายละเอียข้อตกลงของการทดสอบและการคัดเลือกเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองกำลังพิเศษเสร็จสิ้นแล้วเขาลุกขึ้นเดินนำเธอเข้าห้องโถงที่ปิดทึบในทันที
ซูเวยเดินตามเขาอย่างไม่ลังเลใจเนื่องจากเวลานี้เธอต้องการเห็นภายในห้องโถงที่ตนใช้ทักษะดวงตาสวรรค์ได้น้อยนิดเธอต้องการเข้ามาตรวจสอบภายในเพื่อดูว่ามีสิ่งใดที่น่าสนใจบ้าง ซึ่งเธอต้องการเห็นว่าภายในห้องนั้นมีใครหรืออะไรกำลังรอเธออยู่
เมื่อเธอเดินเข้ามาแล้วปรากฏว่าซูเวยมองเห็นแค่ชายวัยกลางคนหน้าเคร่งขรึมจ้องมองมาที่ตนเองด้วยความสนใจโดยที่ภายในห้องยังมีชายหนุ่มอีกคนที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหลายไว้ให้พร้อมใช้งาน
ซูเวยเดินไปนั่งตรงข้ามกับชายวัยกลางคนนั้นโดยมีโต๊ะทำงานตัวหนึ่งขวางกั้นระหว่างทั้งสองคนอยู่
หยางเฟยเจินก้มลงดูเอกสารตรงหน้าชั่วครู่หนึ่งก่อนสบตาซูเวยแล้วถามเธอโดยตรงว่า“ทริปเปิลเอสงั้นหรือ?”เขารู้สึกประหลาดใจที่พบว่า แฮ็กเกอร์ที่ลูกชายแนะนำจะกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่มีอายุพอๆกับหลานสาวตนเองทำให้เขารู้สึกสนใจซูเวยมากขึ้น ว่าเธอจะมีทักษะเก่งกาจกว่าลูกชายตนเองมากแค่ไหน
“ใช่ค่ะ”ซูเวยยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับสบตาชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความสงสัย
“สวัสดีฉันชื่อหยางเฟยเจิน เป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษปกติแล้วการคัดเลือกจะมีเจ้าหน้าที่มาทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าฉันอยากเห็นทักษะของเธอต่อหน้าจึงมาทดสอบเองสงสัยเรื่องข้อตกลงและสวัสดิการของกองกำลังพิเศษตรงไหนไหม?”หยางเฟยเจินพยักหน้ารับรู้เมื่อซูเวยยืนยันตัวตน เขาแนะนำตัวเองก่อนอธิบายถึงเหตุผลที่ตนมาทำหน้าที่ตรงนี้พร้อมกับถามซูเวยถึงเรื่องข้อตกลงทำงานให้กับกองกำลังพิเศษเป็นกรณีพิเศษ
เนื่องจากซูเวยยังอายุน้อยและเป็นนักเรียนอยู่ดังนั้นซูเวยไม่สามารถมาทำงานเต็มเวลาเหมือนคนทั่วไปได้ถ้าเธอผ่านการคัดเลือกซึ่งหยางเฟยเจินต้องการให้ซูเวยเข้าใจความแตกต่างในเรื่องนี้ด้วยเพราะไม่ต้องการให้มีปัญหาในภายหลัง
“ไม่สงสัยค่ะหนูเข้าใจแล้ว” ซูเวยเข้าใจรายละเอียดที่ตนต้องอ่านระหว่างกรอกข้อมูลส่วนตัวก่อนที่เข้ามาในห้องนี้ดังนั้นเธอจึงไม่มีข้อโต้แย้งใด ซึ่งเป็นผลดีกับตนเองเพราะเธอไม่จำเป็นต้องมาทำงานเต็มเวลาที่นี่แต่สามารถให้การช่วยเหลือจากระยะไกลได้ทำให้ซูเวยรู้สึกว่าสะดวกสำหรับตนเองมากกว่า
หยางเฟยเจินพยักหน้าพอใจเขาแจ้งเรื่องการทดสอบกับซูเวยโดยตรงว่า “ถ้าพร้อมแล้วก็ไปนั่งที่เก้าอี้จะมีโจทย์ขึ้นมาให้ทดสอบ หากสามารถทำผ่านได้ครบทุกข้อ ทางกองกำลังพิเศษยินดีต้อนรับเข้าร่วมงานในแผนกที่ห้า”
……….
เวลานี้ซูเวยนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะมากถึงสี่จอ โดยมีคีย์บอร์ดสองแป้นวางเรียงชิดกันเพื่อให้เธอสามารถใช้งานสองมือได้อย่างง่ายดายซึ่งเจ้าหน้าที่ชายหนุ่มจัดเตรียมให้เป็นพิเศษเมื่อเขาเหลือบมองเห็นคนที่มารับการทดสอบเป็นเด็กหญิงตัวน้อยไม่ใช่ผู้ใหญ่เหมือนกรณีปกติ
พลันมีโจทย์ปรากฏขึ้นพร้อมกันทีเดียวสองหน้าจอเป็นการต่อสู้กับตัวเองเพื่อสร้างโปรแกรมป้องกันการบุกรุกของปัญญาประดิษฐ์ที่มีเอสเปอร์มือกลเคยสร้างไว้สำหรับทดสอบและต่อสู้เพื่อทำลายโปรแกรมมัลแวร์ที่กำลังโจมตีเข้ามาเป็นการทำงานที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยแต่ละรายการมีเวลากำหนดที่ต้องสามารถป้องกันและทำลายให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน5 นาที
ครั้งแรกซูเวยใช้คีย์บอร์ดเดียวเพื่อพิมพ์คำสั่งทำงานทั้งสองอย่างพร้อมๆกันปรากฏว่าไม่ทันใจตนเอง ทำให้ซูเวยต้องแยกแขนแยกสมองในการควบคุมนิ้วมือและแขนแต่ละข้างเพื่อทำงานที่แตกต่างกันสุดขั้ว
ตั้งแต่ที่ซูเวยเริ่มพิมพ์คำสั่งเพื่อสร้างโปรแกรมป้องกันและทำลายในคราวเดียวกันด้วยการใช้ทักษะที่ต้องใช้มือและสมองคิดวิเคราะห์คำนวณอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นทักษะที่เก่งกาจเหนือมนุษย์ทั่วไปอย่างแน่นอน ทำให้หยางเฟยเจินและชายหนุ่มนั่งจ้องมองซูเวยด้วยความสนใจและรู้สึกทึ่งในความสามารถของซูเวยมากขึ้นเรื่อยๆ
“เป็นยังไงหัวหน้าเหอผิง?” หยางเฟยเจินถามชายหนุ่มที่นั่งข้างๆตนเองเกี่ยวกับการทดสอบซูเวยด้วยความสนใจเขาไม่คิดว่าจะมีคนที่มีทักษะใกล้เคียงกับลูกชายตนเอง โดยซูเวยสามารถใช้เวลาแก้ไขโจทย์สองโจทย์ภายในเวลาแค่3.45 นาทีซึ่งเท่ากับสถิติของลูกชายตนเองที่เคยทำไว้
“เก่งมากครับเจ้านายน่าทึ่งจริงๆ” หวังเหอผิงตอบหยางเฟยเจินด้วยตาเป็นประกาย เขาเป็นเอสเปอร์มือกลที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกที่ห้านั่นคือ แผนกเทคโนโลยี เขารู้สึกทึ่งที่ซูเวยมีทักษะใกล้เคียงกับหยางหยางลูกชายคนเดียวของผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ และเป็นว่าที่ผู้บัญชาการคนต่อไป
“ต้องดูว่าอีกแปดข้อที่เหลือจะเป็นยังไง?” หยางเฟยเจินยิ้มลึกลับพลางบอกหวังเหอผิงอย่างมีความหวังเขาสนใจทักษะของซูเวยและคิดว่าซูเวยยังมีโอกาสฝึกฝนทักษะตนเองให้เก่งขึ้นได้อีกหลายปีซึ่งแตกต่างจากลูกชายของเขาที่สามารถทำเช่นซูเวยได้ในอายุ 12 ปีมากกว่าซูเวยถึงสองปี
“ผมคิดว่าเธออาจทำให้พวกเราประหลาดใจมากกว่านี้ครับ”หวังเหอผิงบอกเจ้านายตนเองด้วยความมั่นใจ เขามองเห็นทักษะบางอย่างที่แตกต่างจากตนเองเป็นทักษะของการใช้มือกลในตำนาน นั่นคือความสามารถในการแยกใช้สมองอย่างเด็ดขาดรวมทั้งการควบคุมมือและนิ้วมือได้อย่างแม่นยำ
ระหว่างที่ทั้งสองคนเฝ้าสังเกตการณ์ทำงานของซูเวยอยู่เงียบๆแต่เต็มไปด้วยความสนใจและคาดหวังนั้น ซูเวยพบโจทย์ใหม่อีกสี่ข้อที่แสดงบนหน้าจอทั้งสี่จอพร้อมกันในทันทีเธอยกยิ้มมุมปากด้วยความสนุกสนานและคิดว่าเป็นการทดสอบที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองอย่างแท้จริงแต่ทว่ายังง่ายกว่าโจทย์ที่เคยฝึกบนดาวเอเอส อย่างน้อยในตอนนี้ก็ช่วยทำให้ซูเวยรู้สึกสนุกสนานมากกว่าเคร่งเครียด
“ต๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”มีเสียงเคาะแป้นพิมพ์เร็วรัวราวสายน้ำไหลอย่างรวดเร็วจากมือของซูเวยซึ่งเธอสามารถแก้โจทย์ทั้งสี่ข้อเสร็จภายในเวลาเร็วกว่าเดิมคือ 3.30 นาที
“โอ้! ไม่น่าเชื่อนะครับเจ้านาย” หวังเหอผิงอุทานด้วยความไม่เชื่อสายตาว่าซูเวยจะมีทักษะที่เก่งกาจกว่าตนเองรวมทั้ง
เก่งกว่า หยางหยางที่เขาเคยทำเสร็จภายในเวลา 3.40 นาทีสร้างความประหลาดใจให้กับหวังเหอผิงมากยิ่งขึ้น
“ไม่เลว!”หยางเฟยเจินยิ้มมุมปากอย่างพอใจที่เห็นทักษะของเด็กหญิงตัวน้อยที่เก่งกาจกว่าลูกชายตนเองเขาไม่คิดว่าจะมีใครสามารถโค่นล้มลูกชายได้ แต่เวลานี้มีเด็กหญิงตัวน้อยอายุแค่สิบขวบสามารถเอชนะลูกชายได้ทำให้เขาอยากเห็นสีหน้าของลูกชายที่รู้ว่าตนพ่ายแพ้ให้กับเด็กสิบขวบเสียจริง
เมื่อซูเวยเห็นโจทย์ยากในสี่ข้อสุดท้ายแต่อยู่ในระดับพื้นฐานค่อนไปทางปานกลางสำหรับตนเอง ทำให้ซูเวยแยกการใช้สมองและควบคุมนิ้วมืออย่างสนุกสนานเธอตื่นเต้นที่เห็นโจทย์ยากซึ่งยากเกินกว่าที่คาดคิดไว้ว่าผู้คนในโลกนี้จะมีทักษะและสามารถในการคิดค้นสร้างระบบป้องกันเครือข่ายได้แต่ทว่ายังอ่อนด้อยกว่าทักษะของเมกเกอร์บนดาวเอเอสมากนัก
ในที่สุดซูเวยสามารถผ่านโจทย์ทั้งสิบข้อด้วยการทำลายสถิติเดิมที่หยางหยางเคยทำไว้ทั้งหมด6 ข้อ แต่อีก 4 ข้อนั้นใช้เวลาเท่ากับหยางหยาง ทำให้หยางเฟยเจินลุกขึ้นยืนพร้อมกับปรบมือชื่นชมซูเวยอย่างจริงใจเขาบอกซูเวยว่า “เก่งมาก ยินดีต้อนรับสู่กองกำลังพิเศษ เจ้าหน้าที่ซูเวย ระดับ 5”
“ขอบคุณค่ะ”ซูเวยลุกขึ้นยืนพลางก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงทำความเคารพผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของตนเอง
โดยซูเวยเข้าใจก่อนหน้าแล้วว่าระดับตำแหน่งของกองกำลังพิเศษมีตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ ซึ่งผู้บัญชาการอยู่ระดับ 10 หัวหน้าแผนกต่างๆ อยู่ในระดับ 7-8 ดังนั้นการที่เธอได้ระดับ5 ในการทดสอบครั้งแรกถือว่าดีมากแล้ว