“อาหนิงหลี่จือชิงมาหาลูกไม่มีอะไรใช่ไหม”
“เธอหน้าด้านอยากมาขอตำแหน่งงานค่ะแต่ฉันปฏิเสธเธอไปตามตรงแล้ว แม่คะ ต่อไปถ้าเจอหลี่เชี่ยนเชี่ยนกับกู้จวิ้น แม่ไม่ต้องอดทนเพราะเห็นแก่หน้าฉันถ้าสมควรด่าก็ด่าไปเลยค่ะ”
“ได้ แม่เข้าใจแล้ว”
ตกบ่ายหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ก็ส่งคนมาบอกกับสวีหว่านหนิงว่าการคัดเลือกพนักงานรอบแรกเสร็จสิ้นแล้ว
สวีหว่านหนิงกินอาหารเที่ยงเสร็จก็ไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
“พวกเราคัดเลือกพวกชาวบ้านที่มาลงชื่อสมัครจากเกณฑ์ที่คุณกำหนดไว้มีคนผ่านเข้ารอบทั้งหมด 54คน รายชื่ออยู่ตรงนี้ คุณลองดูสิ”
สวีหว่านหนิงอยู่หมู่บ้านนี้มานานพอสมควรแต่ก็ยังรู้จักคนไม่ครบทั้งหมู่บ้าน
โดยเฉพาะรายชื่อของชาวบ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะใช้ชื่อซ้ำกัน เช่น ต้ายา เจาตี้ เป็นต้นทำให้เธอแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
เมื่อเห็นสวีหว่านหนิงทำหน้างงหยางซู่หัวก็ช่วยแนะนำให้
“นี่คือลูกสะใภ้ของเหล่าจางเพิ่งแต่งงานมาอยู่หมู่บ้านต้าเจียงได้ไม่ถึงหนึ่งปีแต่บ้านแม่เธออยู่ที่หมู่บ้านข้างๆ ฉันเคยเจอเธอมาก่อน เรื่องนิสัยใจคอไม่มีปัญหา”
“เธอมีลูกหรือยังคะ”
“ยัง! เพราะเกือบปีแล้วยังไม่มีสัญญาณว่าจะตั้งท้องเลยถูกแม่สามีรังแกไม่น้อย”
สวีหว่านหนิงเงียบไป
ความคิดของคนยุคใหม่เริ่มเข้าครอบงำเธออีกครั้ง
ผู้หญิงที่เรียนจบหลายปีแล้วยังไม่แต่งงานมีลูกมักจะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษในสถานที่ทำงาน
แต่ยุคสมัยนี้ต่อให้ตั้งครรภ์ก็ยังต้องแบกท้องลงไปทำไร่ทำนา
เมื่อก่อนสวีหว่านหนิงเคยได้ยินรุ่นพี่เล่าให้ฟังว่าแม่ของเธอคลอดเธอกลางไร่ข้าวโพด
“ถ้านิสัยไม่มีปัญหาก็ให้ตำแหน่งงานกับเธอแล้วกันค่ะ”
มีงานนี้แล้วอย่างน้อยก็คงทำให้เจ้าตัวมีความมั่นใจมากพอที่จะทัดทานการกลั่นแกล้งของครอบครัวสามีได้บ้างต่อให้ไม่ตั้งครรภ์ แม่สามีก็คงเห็นแก่เงินเดือนสิบกว่าหยวนของเธอ ไม่กล้าทำอะไรเกินเลย
“ยังมีคนนี้อีกคน...”
สวีหว่านหนิงเลือกแล้วเลือกอีกสุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกพนักงานมาได้ทั้งหมด 19 คน
“ทำไมฉันไม่เห็นชื่อของเอ้อร์ยาเลยล่ะ”
“เอ้อร์ยา?เอ้อร์ยาไหนหรือ?”
“สวีจือชิงน่าจะหมายถึงเอ้อร์ยาที่พ่อแม่ตายทั้งคู่เลยต้องอยู่กับปู่ยาเธออายุน้อยเกินไปและทำอาหารไม่เป็นจึงถูกคัดออกไปแล้ว”
เห็นสวีหว่านหนิงตั้งท่าจะพูดหยางซู่หัวก็ถอนหายใจ “เอ้อร์ยาน่าสงสาร แต่หมู่บ้านของเรามีคนเคราะห์ร้ายหลายคนเอ้อร์ยาตอนนี้เพิ่งอายุแค่สิบเอ็ดย่างสิบสองขวบ ถ้าได้เข้าทำงานในโรงงานทั้งที่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์พวกชาวบ้านจะคิดอย่างไร”
สวีหว่านหนิงกัดริมฝีปากเธอครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วกล่าวว่า “ให้เอ้อร์ยามาทำงานกับฉัน ทำงานจิปาถะง่ายๆถือเป็นพนักงานนอกสังกัดของโรงงานเป็นตำแหน่งที่ฉันตั้งขึ้นมาใหม่สำหรับเอ้อร์ยาเท่านั้น”
“มันจะ...”หยางซู่หัวส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน“สวีจือชิง ผมรู้ว่าคุณอยากช่วยเอ้อร์ยา แต่เรื่องนี้จะอธิบายกับพวกชาวบ้านอย่างไร”
สวีหว่านหนิงกล่าวเสียงเฉียบขาด“เงินเดือนของเอ้อร์ยา หักจากเงินเดือนของฉันได้เลยค่ะ”
อ้างอิงจากเงินเดือนมาตรฐานของโรงงานอาหารอย่างน้อยเธอน่าจะมีรายได้เดือนละ 24 หยวนให้เอ้อร์ยาช่วยทำงานจิปาถะแทนเธอ เธอสามารถให้เงินเดือนกับเอ้อร์ยาได้เดือนละ 1-2หยวน แม้เงินจะไม่มาก แต่ก็สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัวได้
อีกอย่างเอ้อร์ยาก็ได้เงินนี้มาด้วยความสุจริตย่อมไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
เห็นสวีหว่านหนิงพูดถึงขนาดนี้แล้วเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก
“ฝ่ายคณะใหญ่ของพวกเรามีบ้านที่ไม่ได้ใช้งานบ้างไหมคะอย่างไรก็คงต้องรอจนกว่าโรงงานจะสร้างเสร็จ ช่วงนี้พวกเราอย่าปล่อยให้เวลาเสียเปล่าหาโอกาสสอนงานพวกเขาก่อน ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการทำงานหลังโรงงานสร้างเสร็จแล้วจะได้เริ่มงานทันที”
“ได้สิเรื่องหาสถานที่ให้ฉันจัดการเอง” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“ให้คนในรายชื่อไปฝึกอบรม”สวีหว่านหนิงกล่าว “ระหว่างการอบรมฉันจะได้คอยเฝ้าสังเกตการณ์พวกเขาด้วยว่าคุณสมบัติผ่านมาตรฐานหรือไม่สิบเก้าคนนี้อาจจะถูกเปลี่ยนตัวได้ทุกเมื่อ”
“ได้อีกเดี๋ยวฉันจะแจ้งข่าวกับทุกคน”
“อีกอย่างบอกคนที่มาสมัครเป็นฝ่ายบัญชีด้วยค่ะว่าพรุ่งนี้เที่ยงครึ่งให้มาทำแบบทดสอบที่ฝ่ายคณะใหญ่”
“ได้เลย”
สวีหว่านหนิงเพิ่งออกจากสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ข่าวก็ถูกเผยแพร่ออกไป
“ฉันมีชื่ออยู่ในรายชื่อแล้วแท้ๆทำไมต้องผ่านการทดสอบอีกเล่า จะทรมานกันเกินไปแล้ว!”
“แต่ฉันว่าวิธีนี้ของสวีจือชิงดีมากนะฉันกับเธอคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แล้วทำไมฉันถึงไม่ได้รับเลือก ถ้าเธอไม่อยากไปอบรมจะสละสิทธิ์ก็ได้!”
“ใครบอกว่าฉันจะไม่ไปฉันไม่เชื่อหรอกว่าสวีจือชิงจะคัดฉันออก!”
“ไม่รู้โรงงานจะสร้างเสร็จเมื่อไรช่วงนี้พวกเราต้องเข้ารับการอบรมอะไรนั่นจริงหรือ แล้วจะได้เงินเดือนหรือเปล่า”
“คิดอะไรของเธอหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่บอกแล้วว่า มันคือการฝึกสอนงาน เพื่อให้พวกเราเตรียมตัวปฏิบัติงานจริงแล้วพวกเขาจะให้เงินเดือนกับเราได้อย่างไร”
“ถ้าไม่มีเงินเดือนฉันไม่ไปหรอก! วันๆต้องดูแลคนในครอบครัวก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ฉันว่างไปอบรมอะไรนั่นที่ไหนอีกอย่างฉันก็ไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อด้วย!”
“ก็ตามใจไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ทำอย่างกับมีคนขอร้องให้เธอไป”
ทั้งหมดนี้สวีหว่านหนิงไม่รู้เรื่องเลยสักนิดต่อให้รู้เธอก็คงไม่เก็บมาใส่ใจ
เที่ยงวันต่อมาสวีหว่านหนิงมาที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง
เธอตั้งใจจะมาเตรียมตัวล่วงหน้าแต่พอมาถึงกลับพบว่า มีคนสิบกว่าคนนั่งรออยู่ในสำนักงานแล้ว
หยวนซินก็อยู่ด้วย
จือชิงมาสมัครกันทั้งหมดสิบสองคนทุกคนล้วนเรียนจบจากชั้นมัธยมปลาย
พวกชาวบ้านเองก็มาสมัครด้วยหลายคนแต่สัดส่วนมีไม่มาก
สวีหว่านหนิงแจกข้อสอบที่เตรียมไว้แล้วให้กับทุกคน
ข้อสอบเหล่านี้เธอคัดลอกด้วยตัวเองทุกแผ่น
“มีเวลาทั้งหมดครึ่งชั่วโมงคนที่ได้คะแนนสูงสุดจะถูกเลือกเข้าทำงาน”
จือชิงสิบกว่าคนที่มาร่วมทดสอบสวีหว่านหนิงรู้จักพวกเขาพอสมควร เรื่องนิสัยพอใช้ได้ไม่ถึงขั้นเป็นพวกเจ้าเล่ห์เห็นแก่ตัว
ส่วนหนุ่มสาวท้องถิ่นนั้นสำคัญที่การเข้าร่วมมากกว่า
พอครบกำหนดครึ่งชั่วโมงสวีหว่านหนิงก็ทำการเก็บข้อสอบทันที
“สวีจือชิงให้เวลาฉันอีกหน่อยได้ไหม ฉันยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้ตอบ”
“ฉันก็เหมือนกันหลายข้อฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่รู้จะเขียนอย่างไรจึงเว้นว่างไปหลายข้อ”
“ก็นั่นน่ะสิ”
เสียงโอดครวญดังขึ้นทั่วห้อง
แต่สวีหว่านหนิงกลับไม่ผ่อนปรนเธอเก็บข้อสอบทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ข้อสอบชุดนี้ทางฝ่ายบัญชีของโรงงานอาหารชุนหัวเป็นคนให้ฉันมาคำถามในนั้นเชื่อมโยงกับการทำงานของโรงงาน หากพวกคุณไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรต่อไปถ้าได้เป็นฝ่ายบัญชีของโรงงานสาขาจริง ความสามารถจะเหมาะสมกับเงินเดือนที่พวกคุณได้รับหรือ”
สวีหว่านหนิงแยกข้อสอบที่เขียนตอบไม่ครบทุกข้อต่อหน้าทุกคนแล้วเอามันไปวางไว้อีกทาง
ข้อสอบเหล่านี้ไม่ต้องตรวจคำตอบถือว่าถูกคัดออกทั้งหมด
คนที่ทำข้อสอบครบทุกข้อมีแค่สามคนเท่านั้น
หนี่งในนั้นเขียนตอบมั่วทั้งกระดาษ
สวีหว่านหนิงอ่านข้อสอบสองชุดสุดท้ายจนจบแล้วตัดสินใจเลือกหยวนซิน
“หยวนจือชิงได้คะแนนสูงที่สุดดังนั้นเธอจะได้เป็นฝ่ายบัญชีของพวกเรา”