ทุกคนหันกลับไปมองตามเสียงพบเย่หลิงเทียนกับผู้อาวุโสกำลังเดินมายังสนามฝึกอย่างไม่ทราบสาเหตุคำกล่าวเหล่านั้นออกมาจากปากของท่านผู้อาวุโส
ท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสสองเย่จือชิว ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในตระกูลเย่อยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นสาม
เมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดความขัดแย้งในตระกูล แต่ผู้อาวุโสสองถูกผู้อาวุโสใหญ่สั่งให้ไปทำภารกิจนอกตระกูลพอรู้เรื่องเขาก็รีบกลับมาแต่ทุกอย่างก็จบสิ้นลงแล้ว ยามนี้ตระกูลเย่สงบสุขดี
“สิ่งที่เจ้าตระกูลน้อยกล่าวเป็นความจริงทุกประการตระกูลเย่ของเราประสบกับความวุ่นวายภายในส่งผลให้รากฐานตระกูลได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงความแข็งแกร่งโดยรวมของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปฉะนั้นพวกเจ้าต้องเติบโตขึ้นเพื่อสนับสนุนรองรับธุรกิจการค้าของตระกูลอย่าให้เกิดอะไรขึ้นอีก”
ผู้อาวุโสสองอายุหกสิบปีเศษ แต่ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักทำให้เขาดูมีอายุเพียงแค่สี่สิบต้นๆเท่านั้น สายตาของเขาเฉียบแหลม เผยให้เห็นถึงความภาคภูมิคำกล่าวเพียงไม่กี่คำแต่กลับตราตรึงอยู่ในจิตใจของคนหนุ่มสาว
“คารวะท่านเจ้าตระกูลน้อย” ผู้อาวุโสสองโค้งคำนับเย่หยาง
เย่หยางประทับใจในตัวผู้อาวุโสสองเป็นอย่างยิ่งเพราะเขาเป็นคนตรงไปตรงมาปกติไม่เคยสุภาพกับผู้ใดเลยแต่เขากลับทักทายเย่หยางอย่างมีมารยาทจึงรีบตอบกลับไปว่า"ผู้อาวุโสสองอย่าได้สุภาพกับผู้น้อยอย่างข้าเลยเย่หยางรู้สึกละอายยิ่งนักที่ไม่สามารถมอบของขวัญใดๆ ให้แก่ท่านผู้อาวุโสสองได้”
ผู้อาวุโสสองส่ายศีรษะ "ช่วงที่ตระกูลเย่ของเราตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตคับขันจากทั้งภายในภายนอกต้องมีคนยืนขึ้นแบกรับภาระอันหนักหน่วงภาระที่ไม่ใช่ใครอื่นจะสามารถทำได้นอกจากเจ้าตระกูลน้อย”
ตระกูลเย่ต้องเผชิญกับการทรยศของผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสสี่การประหารพวกเขาทำให้ตระกูลต้องสูญเสียยอดฝีมือไปหลายคน ความแข็งแกร่งของตระกูลเย่จึงลดลงไปมากกว่าครึ่ง
คนหนุ่มสาวในตระกูลเย่ยังโตไม่เต็มที่ทำให้ตระกูลตกอยู่ในสภาวะตกต่ำผู้อาวุโสสองกล่าวถึงปัญหาภายในและภายนอกอย่างไม่ตื่นตระหนก
“เมื่อวานนี้ข้าได้ยินท่านผู้นำกล่าว ว่าท่านเจ้าเมืองต้องการแนะนำกลุ่มรุ่นเยาว์ให้เข้าสู่สำนักเทียนอู่เพิ่มนับเป็นเรื่องยอดเยี่ยมมากสำหรับตระกูลเย่ทว่าตระกูลเย่ของเรามีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้รับเลือกนั่นก็คือท่านกับชิงเสวียนซึ่งพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะผ่านการประเมินหรือไม่” ผู้อาวุโสสองเปรยด้วยท่าทางเคร่งขรึมเล็กน้อย
“ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของตระกูลตระกูลเย่จึงสละทรัพย์สินส่วนหนึ่งเพื่อทุ่มเทความพยายามทั้งหมดฝึกฝนกลุ่มรุ่นเยาว์หลังจากนี้พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องวารีหลอมรวมวิญญาณอีกต่อไปสามารถใช้วารีหลอมรวมวิญญาณได้ตลอดเวลา” เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสสองประกาศสายตาของทุกคนก็เปล่งประกายแวววาวขึ้นทันที
ในอดีตพวกเขารับวารีหลอมรวมวิญญาณได้เพียงเดือนละหนึ่งขวดทว่าปัจจุบันพวกเขาสามารถใช้มันได้ตามต้องการ ครั้งนี้ตระกูลยอมกรีดเลือดกรีดเนื้อใช้เงินทุนทั้งหมดซื้อวารีหลอมรวมวิญญาณ ทั้งหมดล้วนเกิดจากการปรึกษาหารือของเหล่าผู้อาวุโสจนได้บทสรุปว่าหากตระกูลไร้ซึ่งความแข็งแกร่งก็ไม่สามารถปกป้องธุรกิจการค้าของตนเองได้
ผู้อาวุโสสองไม่สนใจหนุ่มสาวที่กำลังตื่นเต้น เขากล่าวกับเย่หยางว่า “ข้าเพิ่งได้ยินมาว่าเจ้าตระกูลน้อยต้องการทดสอบความแข็งแกร่งพวกเราจึงอยากเห็นมันด้วยตาตนเอง”
ตั้งแต่เขากลับมาก็ได้ยินตำนานเกี่ยวกับเย่หยางสังหารจอมยุทธ์ทั้งยังห้ำหั่นประหัตประหารกับยอดยุทธ์เขาจึงอยากเห็นว่าเย่หยางจะสร้างความประหลาดใจกับเขาได้มากเพียงใด
“เอ่อ...” เย่หยางแสดงท่าทางเขินอายเล็กน้อยเดิมทีเขาอยากจะแอบทดสอบดูเฉยๆ ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างยิ่ง
“หยางเอ๋อร์เริ่มการทดสอบได้เลยหลังจากเหตุการณ์ครั้งล่าสุดตระกูลเย่ของเราก็มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน”
เมื่อเห็นความลังเลของเย่หยาง เย่หลิงเทียนก็เสริมทัพ "ผู้อาวุโสสองกล่าวถูกต้องแล้วยามนี้ตระกูลของเราอยู่ในช่วงวิกฤตคับขัน ถ้าไม่มีอัจฉริยะคอยสนับสนุนภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของตระกูลเย่เราจะลดลง"
‘อืม…ดูเหมือนพวกเขาต้องการให้ข้าเป็นกระบอกเสียงส่งเสริมภาพลักษณ์งานนี้ไม่หมูเลย คนโดดเด่นมักถูกโจมตีเสมอ’
เย่หยางถูกบังคับอย่างไร้ทางเลือกเขาจึงกางมือพร้อมกล่าวว่า"เอาล่ะ…ท่านพ่อ ข้าจะทำตามที่ท่านพูดเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วคงไม่อาจปฏิเสธได้"
เมื่อเห็นเย่หยางไม่เต็มใจเขาก็ตบศีรษะลูกชายด้วยความโกรธ "คิดว่าพ่อจะรังแกเจ้าหรือไร เลิกพูดจาเหลวไหลแล้วรีบๆทดสอบเสียที หากเจ้ากล้าเก็บซ่อนความแข็งแกร่ง ข้าจะจัดการเจ้าแน่"
เย่หลิงเทียนเองก็อยากรู้ว่าลูกชายแข็งแกร่งมากแค่ไหนปัจจุบันเขามองลูกชายไม่ออกเลยใครจะไปคิดว่าแค่ฝีมือระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภาจะสามารถสังหารจอมยุทธ์ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวทั้งยังต้านรับการโจมตีจากยอดยุทธ์ ผู้ใดจะไปจินตนาการได้เล่า
เมื่อเห็นว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้นเย่หยางจึงเดินมายังศิลาทดสอบพลัง ท่ามกลางสายตาลุกโชนของทุกคนที่จ้องมองเขายังคงสงบนิ่ง ค่อยๆ สะสมความแข็งแกร่ง
“ข้าอยากรู้นักว่าพลังของเย่หยางไปถึงเท่าไรแล้ว”
“ยากจะคาดเดา ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมลมปราณโดยทั่วไปจะอยู่ประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันจินผู้ที่สามารถเข้าถึงหนึ่งพันสองร้อยจินก็ถือว่ามีพรสวรรค์แล้ว”
“จากที่เห็นเจ้าตระกูลน้อยสำแดงพลังในการประลองวันนั้น ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมรวมลมปราณทั่วไปไม่น่ามีพลังระดับนั้นหรอกกระมัง”
เหล่าชายหนุ่มหญิงสาวต่างกระซิบพูดคุยประมาณการทันใดนั้นเย่หยางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยื่นมือขวาเตรียมปล่อยหมัดออกไป
ทุกคนกลั้นหายใจจ้องมองไปยังหมัดของเย่หยางเพราะกลัวว่าตนเองจะพลาดรายละเอียดจุดไหนไป
ทว่าหมัดของเขาก็ไม่ถูกปล่อยไปเสียทีขณะที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจ แต่แล้วเย่หยางก็หันมายิ้มให้แล้วบอกว่า “พวกเจ้าพร้อมกันหรือยัง”
พวกเขากลั้นหายใจอยู่นานจนสมองแทบจะขาดอากาศหายใจพอเจอคำกล่าวของเย่หยางก็ทำให้พวกเขาแทบจะเป็นลม
“เจ้าเด็กสารเลว อยากลองดีนักใช่หรือไม่รีบลงมือเร็วเข้า!” เย่หลิงเทียนคำรามเสียงดังด้วยความโมโห
เขาบ่นอุบในใจ ‘แค่หยอกล้อนิดหน่อยไฉนถึงต้องโมโหขนาดนั้นด้วยข้ายังไม่ทันได้ร้องตะโกนว่า "พร้อม" เลยด้วยซ้ำ’
เย่หยางสูดลมหายใจลึกจากนั้นสายลมก็เริ่มโอบล้อมร่างของเขาอย่างช้าๆ เส้นผมปลิวไสว เสื้อผ้าอาภรณ์พริ้วกระพือทำให้รูปลักษณ์ที่เคยหล่อเหลาอยู่แต่เดิมดูองอาจกล้าหาญยิ่งขึ้น
“ว้าว! เปี่ยวตี้เย่หยางดูหล่อเหลามาก…” เด็กสาวผู้หนึ่งอดตะโกนไม่ได้
ทว่าก่อนที่นางจะทันได้กล่าวจบหญิงสาวอีกคนก็รีบเอามือปิดปากนางเอาไว้แน่น ด้วยกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิของเย่หยาง
ขณะเสียงดังขึ้นหัวใจของสาวกตระกูลเย่ก็เต้นระส่ำอย่างรุนแรง เย่หยางก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าครึ่งก้าวจากนั้นก็เหวี่ยงหมัดขวาออกไปราวกับสายฟ้าแลบ
‘ตูม!’
เสียงดังสนั่นกึกก้องจนแม้แต่พื้นใต้ฝ่าเท้าก็ยังสั่นสะเทือนแถบบนศิลาทดสอบสูงประมาณสิบจ้างกะพริบอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้น แถบสีแดงสามแถบแถบสีน้ำเงินสองแถบก็สว่างวาบขึ้น
ทั้งสถานที่เงียบงัน แม้แต่เย่หลิงเทียนกับผู้อาวุโสสองยังมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงแววตาเปี่ยมความสุข แม้แต่พวกเขาก็ยังอดตกใจไม่ได้
เวลาผ่านไปสามลมหายใจกว่าทุกคนจะตอบสนองได้จากนั้นทั่วทั้งลานฝึกเดือดพล่านในทันที
“สวรรค์! นี่ข้ายังตื่นอยู่หรือเปล่า ไม่ได้ฝันกลางวันไปใช่ไหม”
"สะ...สามพัน..."
“สามพันสองร้อยจิน...เป็นไปได้อย่างไร ความแข็งแกร่งขนาดนี้แม้แต่จอมยุทธ์ขั้นสูงสุดก็ยังไม่สามารถทำได้”
สายตาที่ทุกคนมองเย่หยางราวกับกำลังเห็นสัตว์ประหลาดบางคนแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความหวาดกลัวด้วยรู้สึกว่าตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นข้างกายพวกเขาจริงหรือไม่
เมื่อดูผลลัพธ์เย่หยางก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกในที่สุดเขาก็สามารถฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ได้อย่างมั่นใจแล้ว
เย่หลิงเทียนเดินไปหาเย่หยางยิ้มๆ แล้วกล่าวว่า "ลูกเอ๋ยเจ้าทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ ดีมาก การเติบโตของตระกูลเย่ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว"
จากนั้นเขาก็กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินเพียงสองคนว่า "เจ้าไม่เห็นแก่หน้าบิดาของเจ้าบ้างเลยหรือไรข้าบอกให้เจ้าออกแรงเต็มที่ แต่เจ้ากลับทำออกมาลวกๆ งั้นรึ"
“หาใช่เช่นนั้นไม่ ข้าพยายามอย่างเต็มที่แล้วนะขอรับ”เย่หยางพูดไปยิ้มไป แม้ว่าจะพยายามเก็บพลังไว้อย่างแนบเนียนที่สุดแต่ก็ไม่คิดว่าบิดาจะเห็นมัน
“เลิกพูดจาเหลวไหลกับข้าได้แล้วเจ้าใช้ความแข็งแกร่งออกมาเพียงแปดสิบส่วน คิดว่าการโจมตีเมื่อสักครู่ผู้อาวุโสสองกับข้าตาบอดมองไม่ออกหรือว่าเจ้าแอบเก็บพลังเอาไว้”
เย่หลิงเทียนเอ็ดด้วยความโมโห ถ้าไม่ใช่เพราะเขาห่วงภาพลักษณ์ศักดิ์ศรีของลูกชายต่อหน้าฝูงชนเขาคงตบกะโหลกลูกชายไปแล้ว คิดว่าเขาโง่นักหรือไร
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านต้องให้ข้าเปิดเผยความสามารถทั้งหมดทุกคนในโลกนี้ล้วนมีไพ่ตายของตนเองถ้าให้ข้าเปิดเผยมันทั้งหมดท่านไม่กลัวว่าข้าจะถูกฆ่าตายหรือไร” เย่หยางเถียงด้วยโทสะเล็กน้อย
“เด็กน้อยเช่นเจ้าพยายามชี้แนะข้างั้นรึ ยิ่งเจ้าแสดงศักยภาพมากเท่าไหร่พลังของตระกูลเราก็ยิ่งเพิ่มขึ้นแถมเจ้ามีลุงหลี่เจ้าเมืองปาฮวงคอยหนุนหลังจะมีผู้ใดกล้าแตะต้องเจ้า”
“ตราบใดที่เจ้ามีศักยภาพมากเพียงพอเจ้าก็จะปลอดภัยอย่างแน่นอน แม้แต่ในสำนักเทียนอู่ การเก็บซ่อนทุกอย่างไว้ก็ไม่ใช่เรื่องดีคนหนุ่มสาวควรมีจิตใจสูงส่ง เปล่งประกายอย่างเจิดจ้า”
จะให้มี ‘จิตใจสูงส่ง’ คิดว่าเขาจะยอมทำตามหรือไร‘ข้าเย่หยางไม่คิดจะพึ่งพาผู้ใด’
หลังจากพูดคุยกันสักพักแล้วเห็นเย่หยางเลือกที่จะไม่พูดอะไร เขารู้ว่าเจ้าลูกชายต้องไม่ยอมอย่างแน่นอนเย่หลิงเทียนจึงกล่าวอย่างไม่มีทางเลือก "เช่นนั้นเจ้าก็ทดสอบใหม่กับข้าในภายหลังแล้วกันครั้งต่อไปจงใช้วิชายุทธ์ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้ากักพลังเอาไว้ ได้ยินหรือไม่”
“ขอรับท่านพ่อ” เย่หยางรับปากอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้ากำลังบอกเจ้าว่าถ้าเจ้ากล้าหลอกข้าอีกเจ้าจะต้องเสียใจเมื่อวานตระกูลกู่มาทาบทามว่าบุตรสาวของเขาต้องการแต่งงานกับคนตระกูลเย่ข้าเองก็คิดว่าเจ้าโตพอแล้ว หากสนใจก็นัดหมายดูตัวกัน” เย่หลิงเทียนกล่าว
“อะไรนะ ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่ใช่หรือไม่ ข้าเพิ่งอายุสิบห้าเท่านั้นจะหมั้นหมายตกแต่งอะไรเร็วขนาดนั้น อีกอย่างท่านก็รู้ความสัมพันธ์ของข้ากับอวี่ฉิงดีนี่”เย่หยางตะโกนราวกับว่าตนเองถูกเหยียบหาง
“มันไม่ใช่กงการของข้านี่ สำหรับบุรุษ การมีภรรยาสามอนุสี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดส่วนใครมาก่อนมาหลังเจ้าสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง” เย่หลิงเทียนตอบอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“ก็ได้ๆ ครั้งนี้ข้าจะใช้พลังทั้งหมดฉะนั้นท่านพ่อก็อย่าเหาใส่หัวให้ข้าเลย” เมื่อไตร่ตรองอย่างรอบคอบก็รู้ว่าบิดาของตนเองกำลังบีบบังคับให้เขาออกแรงอย่างเต็มกำลังเย่หยางไม่สามารถเก็บกักพลังไว้ได้อีกหากทำเช่นนั้นบิดาเขาจะต้องเอาเรื่องภรรยามากดดันเขาอีกอย่างแน่นอน
“ดี งั้นลงมือได้เลย” เย่หลิงเทียนกล่าวพลางยิ้ม
เย่หยางบ่น "ท่านพ่อช่างร้ายกาจยิ่งนัก"
เย่หลิงเทียน "..."
เมื่อเย่หลิงเทียนเดินกลับไปหาผู้อาวุโสสองด้วยสีหน้ามืดมนเย่หยางก็กลับไปยังศิลาทดสอบอีกครั้ง
“หืม? เหตุใดเขาต้องทดสอบอีกครั้งด้วย”
“ชู่ว!!! อย่าเอ็ดไปข้าเพิ่งได้ยินท่านผู้นำตระกูลบอกว่าต้องการให้เย่หยางทดสอบวิชายุทธ์”
เย่หยางรู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง ขี้คร้านจะแสดงพลังของตนเองออกมาให้ผู้อื่นดูแต่เขาก็โคจรพลังปราณแท้ถึงขีดสุดพร้อมตะโกนขึ้นว่า
“หมัดทลายศิลา”
‘ตูม!!!’
คราวนี้เสียงดังพร้อมกับเสียงแตกหักปะปนมาด้วยคลื่นลมพายุพัดโบกโกลาหล ฝุ่นตลบอบอวลปลิวว่อน
เหล่าลูกหลานตระกูลเย่บางคนถึงกับยืนไม่อยู่ปลิวไปพร้อมกับสายลมบางคนก็เหมือนกับเต้าหู้เกลือกกลิ้งไปบนพื้น
เมื่อฝุ่นค่อยๆ กระจายออกไป วิสัยทัศน์ก็เริ่มเด่นชัดขึ้นทุกคนสูดอากาศหายใจพูดไม่ออกอยู่เป็นเวลานาน
"จริงหรือนี่!?"