กุ้ยเซียงเป็คนช่างพูดช่างคุย นางเอาแต่ชมซ่งจินเหยาว่าสวยไม่หยุดปาก พอรู้ว่านางยังไม่คุ้นเคยกับหมู่บ้านตุ้นเจีย จึงเล่าเื่ต่าง ๆ ให้ฟังด้วยความเต็มใจ
ครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านตุ้นเจียจะใช้แซ่โม่ แต่ก็มีหลายครอบครัวที่ใช้แซ่อื่นที่แตกต่างกัน เป็เพราะพวกเขาอพยพมาที่นี่ตอนปีที่เกิดภัยพิบัติ
โดยปกติแล้ว ชาวบ้านมักจะมีความคิดต่อต้านคนนอก และหมู่บ้านตุ้นเจียก็ไม่มีข้อยกเว้น ผลประโยชน์ใด ๆ ในหมู่บ้านจะตกไปอยู่ในมือตระกูลโม่ก่อน อีกทั้งพวกเขามักจะดูถูกเหยียดหยามผู้ที่ใช้แซ่อื่น
ครอบครัวของกุ้ยเซียงก็เป็หนึ่งในนั้น พวกเขาไม่ใช่คนตระกูลโม่
โชคดีที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ สามีของกุ้ยเซียงทำงานทั้งฆ่าหมูชำแหละวัวอยู่กับโม่หงเชิน แม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ชีวิตความเป็อยู่ก็ดีขึ้นมาก
“พูดตรง ๆ นะ” กุ้ยเซียงกล่าว “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณน้องโม่ที่คอยช่วยเหลือ ความเป็อยู่ของพวกเราดีขึ้นก็เพราะเขา หลังจากพ่อสามีของข้าจากไป แม่สามีก็กลายเป็อัมพาต เรามีลูกสี่คนต้องดูแล ถ้าไม่มีเงินเดือน ชีวิตของครอบครัวเราคงลำบากแย่แล้ว”
ซ่งจินเหยาได้แต่ฟังด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ นางไม่ได้สนใจเื่นี้มากนัก เพียงแค่อยากมาซื้อผักเท่านั้น แต่กุ้ยเซียงกลับพูดพล่ามไม่หยุด และไม่เปิดโอกาสให้นางพูดแทรกเลยแม้แต่คำเดียว
โชคดีที่เด็กชายตัวน้อยอายุราว ๆ สามหรือสี่ขวบวิ่งเข้ามาจากข้างนอกพร้อมด้วยพวงแก้มที่แดงก่ำ
“ท่านแม่ ข้าอยากกินขนม! ปีใหม่ต้องมีขนม!”
กุ้ยเซียงเอ็ดเขาเบา ๆ “ยังไม่ทันจะปีใหม่เลย จะกินขนมแล้วหรือ? ไปเล่นกับตั้นจื่อไป ไม่เห็นหรือว่าแม่คุยกับท่านน้าอยู่?”
เด็กน้อยทำปากยื่นแล้วมองไปที่ซ่งจินเหยาพลางะโเสียงดัง “น้า! โอ้! นั่นน้องซีซี!”
เด็กน้อยวิ่งเข้ามาจะจิ้มแก้มของโม่ซีซี ทว่ามือนั้นสกปรก ซ่งจินเหยารู้สึกรังเกียจนิด ๆ จึงกันไว้อย่างแเีโดยไม่แสดงออก
กุ้ยเซียงหัวเราะ “ป้าห้าอยู่ไหนล่ะ นางไม่ไปทำงานที่บ้านเ้าแล้วหรือ? นางมักจะทิ้งซีซีไว้กับข้าทุกครั้งที่นางไม่ว่าง ให้มาเล่นเป็เพื่อนกับเสี่ยวหงของข้า”
เด็กชายตัวน้อยชื่อว่าเสี่ยวหงนี่เอง
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวหงและโม่ซีซีดูสนิทสนมคุ้นเคยกัน ก็เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าอาสะใภ้ห้าทิ้งเด็กไว้กับกุ้ยเซียงบ่อยมากแค่ไหน กุ้ยเซียงเป็คนใจดี ทั้งยังรู้สึกเป็หนี้บุญคุณโม่หงเชินที่ดีต่อสามีนาง
แต่ว่า…เงินค่าจ้างที่โม่หงเชินจ่ายให้กับการดูแลเด็ก ล้วนตกไปอยู่ในมือของอาสะใภ้ห้าทั้งหมด
เมื่อได้โอกาส ซ่งจินเหยาจึงรีบบอกความตั้งใจของตัวเองออกไป “แปลงผักข้างหน้านั่น ไม่รู้ว่าเป็ของใคร ผักพวกนั้นดูน่ากินมากทีเดียว ข้าคิดจะมาขอซื้อกลับบ้านสักหน่อย…”
ผักในฤดูหนาวไม่ได้มีมากนัก ซ่งจินเหยาก็แค่อยากเก็บผักไว้กินยามขัดสนเพียงเล็กน้อย นางตั้งใจจะเข้าไปซื้อของในเมือง และซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกเองด้วย
“เ้าอยากได้ผักหรือ? ดีเลย ผักพวกนั้นเป็ของข้าเอง มา ๆ ๆ ข้าจะเก็บให้”
กุ้ยเซียงคว้ามีดและตะกร้า ตัดผักให้ซ่งจินเหยาจนเต็มตะกร้า
เมื่อซ่งจินเหยาพยายามจะจ่ายเงิน กุ้ยเซียงก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“เราเป็เพื่อนบ้านกัน สามีของข้าได้งานดี ๆ ก็เพราะน้องโม่ ไม่ต้องเกรงใจหรอก เอาไปกินเถอะ ถ้าหมดก็กลับมาเอาใหม่”
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นซ่งจินเหยาจึงรับตะกร้าไว้ และตั้งใจว่าตอบแทนโดยทำของอร่อย ๆ ไปฝากกุ้ยเซียงเป็ครั้งคราว
…
อาสะใภ้ห้าตั้งใจที่จะไม่มาทำงานในวันนี้ เมื่อวานนี้นางยังโกรธที่ไม่ได้เอาเนื้อและไข่กลับบ้าน โดยเฉพาะแป้งสาลีที่หาได้ยาก ยิ่งคิดเื่นี้นางก็ยิ่งโมโห
เช้าวันนั้น ลูกสาวของนาง อู๋ชุนเหมียว เร่งเร้าให้นางรีบไปบ้านของโม่หงเชิน
“ท่านแม่ เมื่อวานเราไม่ได้เนื้อกลับมา ถ้าวันนี้ท่านไม่ไป คนอื่นจะแย่งเอาไปกินจนหมดนะ”
อาสะใภ้ห้าเอ่ยตอบ “เ้าไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนนั้นมันเ้าเล่ห์มาก พบกันครั้งแรกพี่เชินของเ้าก็ให้เงินนางไปซื้อของแล้ว อีกอย่าง...นางคอยกันข้าอยู่ตลอด ต่อให้ไปบ้านนั้น ข้าก็คงไม่ได้เนื้อกลับมาหรอก”
“แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ? ท่านแม่ ท่านไม่ไปไม่ได้ ไม่ใช่แค่เนื้อ แต่ยังมีเงินสามตำลึงต่อเดือนด้วย หากท่านไม่ไป ท่านคิดว่าพี่เชินจะยังจ่ายเงินให้ท่านหรือ?”
แค่คิดว่าจะต้องสูญเสียเงินเดือนรายเดือนก็ทำให้อาสะใภ้ห้ารู้สึกเจ็บใจจนต้องกัดฟัน
นางเป็หญิงที่แต่งงานครั้งที่สอง อู๋ชุนเหมียวไม่ใช่คนตระกูลโม่ เป็เพียงลูกติดของนางกับสามีคนก่อน หลังจากสามีคนก่อนเสียชีวิต นางกับลูกสาวก็ถูกพ่อแม่สามีไล่ออกมา
ต่อมานางได้แต่งเข้ามาในตระกูลโม่ แม้จะคลอดลูกให้ครอบครัวสามีถึงสามคน ทว่าแม่สามีก็ยังคงดูถูกนางอยู่เสมอ คอยหยามว่านางเป็ผู้หญิงที่เคยแต่งงานมาแล้วและปฏิบัติต่อนางอย่างร้ายกาจ
เมื่อปีที่แล้ว นางได้รับการว่าจ้างจากโม่หงเชินให้ดูแลเด็ก ๆ โดยรับค่าจ้างเดือนละสามตำลึง
สามีของนางก็ทำงานให้กับโม่หงเชิน ั้แ่เช้าจรดค่ำ ทำทั้งเดือนถึงจะได้ห้าตำลึง นางแค่ดูแลบ้านก็ได้เงินสามตำลึง พอกลับบ้านนางก็ยืดอกเชิดหน้าได้อย่างภาคภูมิใจ
ไม่ว่าจะพ่อแม่สามีหรือพี่สะใภ้…ใครจะกล้าดูถูกนางได้อีก?
หากไม่ได้รับเงินรายเดือน นางมิต้องกลับไปใช้ชีวิตที่ยากลำบาก งานหนัก ทำงานสกปรก แถมยังโดนพวกนั้นดุด่าอีกหรือ?
ไม่มีทาง นางจะไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นเด็ดขาด!
“แต่ถ้าพี่เชินของเ้าแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ เขาก็คงไม่้าข้าแล้ว”
อู๋ชุนเหมียวกล่าว “ไหนท่านบอกว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไรไม่เป็สักอย่าง?”
“งานบ้านงานเรือนไม่ใช่เื่ยากอะไร เรียนรู้สักหน่อยก็พอทำได้” อาสะใภ้ห้าเอ่ยตอบพร้อมกับนวดขมับไปมา
“ปัญหาคือนางฉลาดเกินไป ต่อไปถ้านางได้เป็เมียของอาเชิน นางจะต้องไล่ข้าออกอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่า...เราจะหาวิธีกำจัดนางได้ก่อน”
ดวงตาของอู๋ชุนเหมียวเป็ประกาย ใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย นางดึงแขนเสื้อมารดาเบา ๆ “ท่านแม่ ท่านคิดว่า...พี่ชินจะยอมไล่นางออกไปเพื่อข้าไหม?”
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าครอบครัวของโม่หงเชินตัดขาดจากตระกูลใหญ่ไปแล้ว พวกเขาไม่ใช่ญาติกันเสียด้วยซ้ำ ตามประเพณีแล้ว พวกเขาก็เป็เพียงญาติห่าง ๆ เท่านั้น และอู๋ชุนเหมียวก็ไม่ใช่คนตระกูลโม่ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถแต่งงานกันได้
ก่อนหน้านี้ ชีวิตของโม่หงเชินมิได้ราบรื่นนัก อาสะใภ้ห้าจึงไม่ได้พิจารณาตัวเลือกนี้ นางจัดการให้อู๋ชุนเหมียวหมั้นกับลูกชายคนเล็กของตระกูลเศรษฐีในเมืองเรียบร้อยแล้ว
ต่อมาเมื่อได้ทำงานให้กับโม่หงเชินและรู้เื่ของเขามากขึ้น อาสะใภ้ห้าก็อยากเปลี่ยนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะโม่หงเชินยืนกรานว่าจะไม่มีลูกเพิ่มอีก อาสะใภ้ห้าก็คงให้ลูกสาวถอนหมั้นแล้วจับแต่งกับโม่หงเชินไปนานแล้ว
ขณะที่นางกำลังลังเลอยู่นั้น ก็มีข่าวว่าลูกชายคนเล็กของตระกูลเศรษฐีเกิดล้มป่วยกะทันหัน แถมยังเป็วัณโรคเสียด้วย
บ้านตระกูลเศรษฐีจึง้าให้อู๋ชุนเหมียวรีบแต่งเข้าเพื่อ ‘นำโชคลาภ’ มาให้
ทั้งอาสะใภ้ห้าและอู๋ชุนเหมียวต่างก็ไม่พอใจกับเื่นี้ อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยนี้มีผู้ชายหลายคนที่ไม่สามารถหาภรรยาได้ จึงเป็ธรรมดาที่บ้านใดมีลูกสาว ก็จะมีคนมากมายมาสู่ขอ แต่พอต้องถอนหมั้น ก็เกิดเื่ยุ่งยากขึ้นเพราะเงินสินสอด ต้องต่อรองกันอยู่หลายวัน
เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย พวกนางก็พบว่าโม่หงเชินได้ทาบทามหญิงสาวจากหมู่บ้านใกล้เคียง —ลูกสาวตระกูลฉาง ฉางจินกุ้ยไปแล้ว
แม่และลูกสาวก็ได้แต่จำใจยอมรับ ไม่คิดเลยว่าหลังจากหมั้นหมายกันไปได้ครึ่งเดือน จะได้ข่าวว่าฉางจินกุ้ยไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตระกูลฉาง และนางก็ตามหาบิดามารดาแท้ ๆ เจอแล้ว ทั้งยังยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมแต่งงาน
อาสะใภ้ห้าจึงวางแผนใหม่อีกครั้ง คิดว่ารอให้ตระกูลฉางคืนค่าสินสอดมาก่อน นางค่อยให้โม่หงเชินแต่งงานกับอู๋ชุนเหมียว
แต่ใครจะคาดคิดว่า ก่อนที่ความฝันจะเป็จริง ก็มีผู้หญิงอีกคนโผล่มา แถมยังรับมือได้ยากยิ่งกว่าตระกูลฉางเสียอีก
อาสะใภ้ห้าเหลือบมองลูกสาวของตนแล้วก็อดเบ้ปากไม่ได้ ในหมู่บ้าน ลูกสาวของนางถือได้ว่าหน้าตาไม่เลว เพียงแต่อวบอ้วนไปบ้าง ทว่าเมื่อเทียบกับซ่งจินเหยาแล้ว นางก็ดูไม่เข้าตาเอาเสียเลย
ซ่งจินเหยาหน้าตางดงามหมดจด ใคร ๆ ต่างก็ต้องหลงใหลั้แ่แรกเห็น
อาสะใภ้ห้าถ่มน้ำลายลงพื้นก้วยความโมโห “สวยแล้วจะมีประโยชน์อะไร? ทำงานบ้านยังไม่เป็เลย พวกผู้ชายน่ะ พอเห็นผู้หญิงสวย ๆ ต่างก็หน้ามืดตามัว เราไว้ใจเขาไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น”
อู๋ชุนเหมียวเอ่ยถาม “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีล่ะ ท่านแม่?”
.
.
.