เล่มที่ 1 บทที่ 45 ต่างเดินทาง (1)
จั้กจั่นสนภูเขาสีทองดวงตาโปนปูดขยับตัวเบียดเสียดคู่ของมันแนบชิดกับลำต้นไม้ที่ท่อนลำเที่ยงตรงอันเป็นจุดเด่นของไม้พันธุ์หายากชนิดนี้ ลำต้นขนาดใหญ่ขนาดสี่คนโอบ เปลือกนอกนูนเป็นลูกคลื่นสีน้ำตาลเข้มชั้นในมีเยื่อนุ่มที่สะสมสร้างยางหนืดเหนียวอย่างยิ่งยวดออกมา ที่สำคัญเนื้อไม้ภายในแกนกลางกระพี้แข็งปานเหล็กไหล ลำต้นที่สูงขึ้นไปกว่าสี่สิบวาเป็นส่วนยอดที่ใบเขียวปรกเรียวแหลมโน้มกิ่งปะทะลมไหวแตกแขนงเป็นระเบียบปานมีคนจัดเรียง ต้นไม้ลักษณะนี้กลับเบียดเสียดกันขึ้นอย่างหนาแน่นเป็นป่าสนเหล็กไหลที่ให้ร่มเงาแสงรำไรแลอุดมด้วยความชื้นชุ่ม ลมพัดระลอกแล้วระลอกเล่านำพาความชุ่มชื้นจากป่าแห่งนี้กระเพื่อมผ่านผิวน้ำของบึงใหญ่ ไหลพาเอาความเย็นชื่นเข้ามายังด้านข้างที่เปิดโล่งรับลมของวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล บูรพาจารย์หมิงเย่าในเสื้อคลุมสีม่วงใช้ดวงตาคมกวาดสายตาช้าๆมองผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวเพื่อรอใครคนหนึ่งอย่างใจเย็น หมิงเฉินในเสื้อสีม่วงแบบเดียวกันก็ยืนนิ่งมาตลอด มองตามสายตาเขาไปเช่นกัน ปีนี้หมิงเย่าอายุครบ 57 ปี นับว่าอายุยังน้อยในบรรดาสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรม เท้าทั้งสองข้างของเขาปักยืนบนสถานที่อันโอ่อ่าแลสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งบนผืนมณฑลใหญ่อุดร วิหารโอสถเทพเก้าจักรวาลที่ขณะนี้กลายเป็นสถานสงเคราะห์คนยากที่ตรงประตูทางเข้าด้านหน้าที่ผู้คนคับคั่งจากทั่วสารทิศที่หมดสิ้นไร้ไม้ตอกหรือหมดหนทางรักษา ทั้งใกล้ไกลต่างมายืนรอเพื่อเข้าสู่ตึกตรวจพินิจอาการทางทิศตะวันออก ถัดเข้ามาเป็นศูนย์รวมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่บุตรชายทั้งสามและลูกศิษย์ของเขาประจำการอยู่ ด้านหลังที่เป็นตึกไม้สนเหล็กไหลสูงสี่ชั้นเป็นที่เก็บรักษาโอสถวิเศษล้ำค่าของวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล ส่วนริมบึงใหญ่ด้านข้างทางทิศเหนือเป็นตึกที่แยกส่วนออกมาหลังคารูปโดมด้านบนเป็นช่องเปิดออกให้แสงส่องลงมาได้ อันเป็นแหล่งรวบรวมพืชพรรณสมุนไพรหายากสรรพคุณล้ำฟ้าที่ตระกูลหมิงเพาะบ่มไว้ ป่าสนเหล็กไหลริมบึงของวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาลยังแววเสียงจั้กจั่นเป็นระยะ บรรพบุรุษของหมิงเย่าเมื่อแรกดั้งเดิมก็เป็นจอมแพทย์ที่รักษาผู้คนเจ็บป่วยยากไร้โดยไม่คิดเงินค่ารักษาใด แต่จนใจที่คนเหล่านั้นแม้ยากจนขัดสนทรัพย์ ยังปรารถนาหาหนทางตอบแทนเขาจนบอกกล่าวออกมา " แม้นพวกเรายากจนไร้เงินทองอันมีค่า หากมีอันใดพอให้พวกเราได้ตอบแทนท่านหมอผู้การุณย์ พอได้บรรเทาสิ่งติดค้างในใจลงได้บ้าง " จอมแพทย์ที่เพียงชื่อยังไม่อยากบ่งบอก เห็นความตั้งใจนั้นจึงกล่าวตอบไปว่า" เช่นนั้นคนป่วยที่หายจากโรคร้ายแรงจงปลูกต้นสนเหล็กไหล 2 ต้น ส่วนคนป่วยที่หายจากอาการไม่ร้ายแรงให้ปลูกเพียงคนละต้น หากผู้ใดที่ข้ารักษาไม่หายให้มาตัดถอนต้นสนเหล็กไหลนี้ออกเสีย 10 ต้น"วาจานี้แม้กล่าวมาเนิ่นนานหลายพันปี แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีผู้ใดมาตัดถอนต้นสนเหล็กไหลนี้แม้เพียงต้นเดียว จนกลายเป็นป่าสนเหล็กไหลล้ำค่าสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้ กาลต่อมาเมื่อเนื้อสนเหล็กไหลมีค่าหายากขึ้นเนื่องจากเนื้อไม้แข็งปานเหล็กไหลน้ำหนักเบาเป็นที่ต้องการของผู้คนจนเหลือจำนวนน้อยจนต้องพลิกแผ่นดินหา แต่สนเหล็กไหลที่หายากนั้นกลับมีเบียดเสียดขึ้นมากมายในป่าข้างริมบึงใหญ่นี้ของวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล สุดท้ายป้อมปราการยุทธมังกรบินใช้จำนวนเงินมหาศาลประมูลซื้อไม้สนเหล็กไหลนี้ทุกปี ทำให้เป็นส่วนเสริมรากฐานความมั่งคั่งให้ตระกูลหมิงเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย วิหารโอสถเทพเก้าจักรวาลจึงรับรักษาผู้คนโดยไม่คิดค่ารักษามาจนถึงทุกวันนี้หมิงเย่ามองร่มเงาที่ทอดลงผิวน้ำกระเพื่อมไหวกำลังคิดถึงเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่หมิงเฉินประมือกับคนชุดดำบนเส้นทางขึ้นสู่มหาอาศรมหยั่งฟ้า ผ่านไปอีกสักพักสุดท้ายผู้ที่หมิงเย่ารอคอยก็ย่างกรายนำหน้าผู้อื่นออกมา ท่าเดินท่วงท่าเบ่งราศียิ่งกว่าผู้ใดย่อมเป็นหมิงจื่อในชุดสีฟ้าเรียบหรูที่ดวงตากลมโตทอประกายสดใสแข่งกับจั่กจั่นภูเขาสีทองขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือที่ดวงตาโปดปูดเป็นสีเทาข้างหนึ่งส่งเสียงจี่จี่เกาะบนบ่าไหล่ สมุนตัวใหม่ของนาง มันถูกเรียกว่า'เทาเทา'ตามสีตาข้างหนึ่งของมัน จั้กจั่นแสนรู้ที่นางพบโดยบังเอิญเมื่อกลับมาถึงที่นี้ เพราะนางเป็นบุตรีที่หมิงเย่าได้มาเมื่ออายุมากแล้วเด็กในวัยเดียวกันหายากเต็มทน ตอนนี้จั้กจั่นตัวน้อยนี้จึงเป็นเพื่อนเล่นทั้งวันทั้งคืนของนาง บูรพาจารย์หมิงเย่ามองลูกสาวของเขา และที่เดินติดตามนางออกมาเป็นสตรีร่างสูงอายุสูงวัยแล้ว ม้วนมวยผมดวงตาเย็นชาแต่คมกล้ายิ่ง ที่นิสัยบุคลิกดุเข้มยิ่งกว่าจงอางกกไข่ ด้านหลังเป็นบ่าวไพร่อีกเจ็ดแปดคน ทั้งสองและบ่าวไพร่ที่ติดตามมารายล้อมเพิ่งออกจากหอสัปยุทธ์เจ็ดตระการของตระกูลหมิงที่อยู่ด้านในฝั่งทางทิศตะวันตกหลังวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาลออกไปที่มีรั้วล้อมรอบขอบชิด ซึ่งปกติจะไม่อนุญาตให้คนภายนอกล่วงล้ำเข้าไป ยกเว้นคนของตระกูลหมิงและบ่าวไพร่ หรืออาคันตุกะที่นานๆครั้งจะมาเยือน แท้จริงแล้วแม้นหมิงเย่าจะเป็นบูรพาจารย์เจ้าวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล แต่ผู้ที่บ่าวไพร่บริวารย่ำเกรงแลหวาดกลัวในสถานที่แห่งนี้ไม่ยกเว้นแม้หมิงเฉินและตัวหมิงเย่าเองก็คือพี่สาวคนโตที่โสดตลอดชีพผู้นี้ นามของนางคือ'หมิงเหลียน'ท่านป้าของหมิงจื่อ ที่จะดูแลที่นี้แทนบิดานางเมื่อออกเดินทางไปร่วมประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมในวันนี้ เมื่อใกล้มาถึงหมิงเหลียนก็จับไหล่บางของหมิงจื่อ หมิงเหลียนหยุดคุกเข่าโน้มกายโอบกอดหลานรัก นางยังไม่แต่งงานมีบุตรจึงรักถนอมตามใจหลานผู้นี้ยิ่งนัก ทันทีที่ถูกป้าโอบกอดความอุ่นวาบก็ผุดขึ้นกลางอกของหมิงจื่อ นางดันร่างเล็กบางของตนออกเล็กน้อยก่อนบรรจงประทับริมฝีปากน้อยบนพวงแก้วของหมิงเหลียน หมิงเหลียนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยส่งเสียง" อืม" ในคอ แต่คล้ายมีสิ่งใดขึ้นมาจุกในอกนาง เหมือนครั้งก่อนที่หมิงเฉินนำหลานสุดรักสุดหวงที่อยู่ตรงหน้านี้ออกท่องเที่ยว ยังมีครั้งนี้ที่หมิงจื่อต้องจากนางอีก แม้รู้ว่ายากจะทัดทานแต่นางยังคงทัดทานหลานตัวน้อย" หมิงจื่อหนทางข้างหน้ายากลำบาก ยังอาจมีภยันตรายรอบด้านที่คาดไม่ถึง หลานป้าเจ้าอยู่เสียที่นี้กับป้าเถิด " " ท่านป้าเหลียน อย่าได้ห่วงใย แม้ภยันตรายรอบด้าน ข้าจะดูแลท่านพ่อและท่านอามิให้มีผู้ใดมารังแก " 'แม๊ คาดแล้วต้องตอบเช่นนี้ ผู้ใดจะมาเก่งเกินหลานของข้า'นางคำนึง หมิงเหลียนพอฟังเสียงและมองเห็นดวงตากลมโตแน่วแน่ของหลานนาง กล่าวต่อก็จะเป็นพิรี้พิไร ได้แต่หันมาทางน้องชายทั้งสองส่งเสียงเข้มขึ้น" ทั้งสองได้ยินชัดรึไม่ ดูแลหมิงจื่อให้ดี หลังกลับมาอย่าให้ข้ารู้ว่าผู้ใดกล้าขัดใจนาง " " ขะรับพี่ใหญ่ทุกทีก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว "" โถท่านพี่ มีหน้าไหนยังกล้าขัดใจหลานจื่อของท่าน"หมิงเย่าและหมิงเฉินที่ส่งเสียงตอบยังดูลนลาน แต่ก็ดังฟังชัดยิ่งทั้งสองคน หากไม่ใช่ลอบคิดในหัวของทั้งสองที่รับคำนี้ คงดังก้องไปทั่ววิหารว่า'พี่ใหญ่ให้ท้ายนางเช่นนี้ จนหลานท่านจะใหญ่คับหลังคาวิหารแห่งนี้แล้ว' หมิงเย่าหลังมองดูสองป้าหลานที่โอบกอดโอ้ประโคมความรักต่อกันแม้แลดูเวทนาน่าสงสาร แต่อีกมุมหนึ่งในสายตาของเขาและบ่าวไพร่ผู้อยู่ในวงการมาเนิ่นนานก็แลน่าหมั่นไส้โดยเฉพาะหมิงจื่อที่ทำตัวน่ารักทะนุถนอมปานลูกแมวน้อยเพิ่งเกิดได้เพียงวันสองวัน หากหมิงเหลียนรู้ว่าหลานนางทำตัวเช่นไรเมื่ออยู่นอกสายตา คงเช่นเดียวกับเขา ที่แทบต้องเอาปลายเท้าก่ายหน้าผากนอนทุกค่ำคืนแล้ว หมิงเย่าและหมิงเฉินเมื่อแลดูทุกอย่างพรั่งพร้อมแล้วจึงพยักหน้าให้กัน หมิงเย่ากล่าวขึ้นว่า " หากทุกคนพร้อมเช่นนั้นก็ออกเดินทาง " เมื่อผู้เดินทางครบเป็นหมิงเย่า หมิงเฉิน และหมิงจื่อ ก็ออกเดินทางไปพร้อมกัน... " ยังก่อนท่านพ่อ " หมิงจื่อร้องขึ้นก่อน เหลียวมองที่บ่าไหล่ "เทาเทา พร้อมรึไม่?"" จี่จี่ " จั่กจั่นน้อยผงกหัวส่งเสียงขึ้น " งั้นก็พร้อมแล้วทุกคน เช่นนั้นท่านพ่อพวกเราก็ออกเดินทางกันได้ " พูดเสร็จนางก็เดินนำลิ่วออกไป สองพี่น้องมองลูกหลานที่เดินออกไป ผู้เป็นบิดาจับกุมศีรษะ ผู้เป็นอาก็ส่ายศีรษะตาม ออกอาการปวดหัวไว้ล่วงหน้า แล้วทั้งสองพี่น้องก็เดินตามนางพญาตัวน้อยที่เดินท่วงท่างามสง่าดุจมหาราณีตัวน้อยเยื้องย่างออกไป ...เมื่อทุกผู้คนครบเป็นหมิงเย่า หมิงเฉิน และหมิงจื่อ ..และเทาเทา ก็ออกเดินทางไปพร้อมกัน...จุดหมายที่มุ่งไปคือมหาอาศรมหยั่งฟ้า มณฑลใหญ่ประจิม โลกแดนฟ้าเมฆินทร์ ในจักรวาลที่ 9 ที่เป็นเอกสุริยะภพ ........................... ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง.. ณ มหากัลป์ปฐมภพในที่ไกลแสนไกลจนสุดที่จะประมาณ หลังความว่างเปล่าอันสุดยิ่งใหญ่ได้ก่อกำเนิด 'มหาเทพปฐมภพ' มหาเทพผู้ก่อเกิดสรรพสิ่งและจักรวาลทั้งเก้าในกาลต่อมา ด้วยญาณหยั่งรู้ถึงกาลข้างหน้า เมื่อมหาเทพปฐมภพกลับคืนสู่ความว่างเปล่าแล้ว จักรวาลทั้ง9 จะประสบกับมหัตภัยครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะทำลายสรรพสิ่งให้สูญสิ้นไปพระองค์จึงให้กำเนิดเทพหยินหยางและแยกพระวรกายออกเป็น'ผลึกฟ้านิรันตร' อันเป็นตัวแทนของดวงหทัยอันเป็นอมตะ' เกราะภูษาปีกสวรรค์' อันเป็นตัวแทนของวรกายอันแข็งแกร่ง' คฑาเทพหยกเย็น' อันเป็นตัวแทนของหัตถ์ซ้ายที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง' ดาบเพลิงโลกัณฑ์บรรลัย' อันเป็นตัวแทนของหัตถ์ขวาที่ทำลายทุกสรรพสิ่ง' ศรเคลื่อนปรภูมิ' อันเป็นตัวแทนของบาทแห่งการกำหนดและเปลี่ยนชะตาชีวิตและ ' ดวงจุติอวตาร' อันเป็นตัวแทนของความหวังที่จะกอบกู้จักรวาลทั้ง 9 จากมหัตภัยจากนั้นมหาเทพปฐมภพผู้ยิ่งใหญ่ที่ก่อเกิดสรรพสิ่งก็กลับสู่ความว่างเปล่าอีกครั้งผลึกฟ้านิรันตรไปตกอยู่กับเทพธิดาหยกขาว ส่วนศรเคลื่อนปรภูมิอยู่กับเทพอสูรกาฬ ส่วนที่เหลือเกราะภูษาปีกสวรรค์และดวงจุติอวตารไปจุติยังโลกแดนฟ้าเมฆินทร์ในจักรวาลที่ 9 ส่วนดาบเพลิงโลกัณฑ์บรรลัย และคฑาเทพหยกเย็นล่องลอยไปยังจักรวาลที่ 3 แต่ทว่า ณ เวลานี้เทพหยินหยางที่มหาเทพปฐมภพทรงให้กำเนิดหลังพระองค์กลับสู่ความว่างเปล่าไป เทพทั้งสองยังคงห้ำหันต่อสู้กันอย่างไม่ลดละอันเกิดจากธาตุกำเนิดอุปนิสัยใจคอที่แตกต่างกันดั่งน้ำกับไฟ ดั่งความความมืดแลความสว่าง กลายเป็นสงครามเทพที่ยืดเยื้อมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับหมื่นปี...จนถึงบัดนี้ ...ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตสุดไพศาล แสงจากมวลหมู่ดาวส่งแสงระยิบระยับปกคลุมอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ แดนต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง ที่เรียกว่า' มหากัลป์ปฐมภพ' ในที่เวิ้งว้างนั้นปรากฏเป็นเรือนร่างที่สว่างขึ้นจุดหนึ่งและมืดดำยิ่งจุดหนึ่ง “เทพอสูรกาฬ เหตุใดท่านจึงยังทำลายหมู่ดวงดวงที่เราสรรค์สร้างขึ้น”เป็นสุรเสียงที่ดังจากร่างที่ห่อหุ้มด้วยแสงวิบวับปานหิ่งห้อยห้อมล้อมบุบผาจนมองไม่เห็นเรือนร่างวรกาย แต่เพียงดวงพักตร์ที่เห็นได้เพียงเลือนรางยังงดงามจับจิตที่หากมีมนุษย์ผู้ใดมาพบเห็นวิญญาณคงปั่นป่วนขึ้นมา ร่างของนางที่ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ผิวที่สว่างจนทอประกายแสงขาวนวลออกมาจนแสงดาวระยิบระยับรายรอบอยู่หม่นแสงลง พลันสุรเสียงอันดังกึกก้องกัลปนาทไปทั่วห้วงมหากัลป์ปฐมภพ นัยน์ตาดำเยียบเย็นเสียดแทงของเทพอสูรกาฬจับจ้องอยู่ไม่วางตา เขาโต้ตอบกลับมาอย่างทันควัน“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เทพธิดาหยกขาว ท่านมีสิทธิ์ห้ามเรา? ”