[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 171 มิมีสิ่งใดยิ่งใหญ่เหนือเกินกว่าข้า จิตใจเมตตาที่เกลียดชังการฆ่าฟันโดยไร้เหตุผล

    ตอนที่ 171 มิมีสิ่งใดยิ่งใหญ่เหนือเกินกว่าข้า จิตใจเมตตาที่เกลียดชังการฆ่าฟันโดยไร้เหตุผล

            แม้แต่บรรพจารย์ในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุด ก็ยังไร้ซึ่งหนทางต่อต้านกู้ฉางเกอ

            ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าผู้คนในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลต่างสิ้นหวังไปโดยสิ้นเชิง 

            พวกเขาซึ่งเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของฟากฟ้านั้น มิอาจยอมรับได้ว่าจะมีผู้ใดมายืนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา

            ดังนั้น เมื่อเย่หลิงซึ่งเป็นผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร ปรากฏตัวขึ้น สิ่งแรกที่พวกเขากระทำนั้นหาใช่การต้อนรับไม่ ทว่ากลับเป็นการพยายามหาวิธีสังหารเขาเพื่อป้องกันภัยในอนาคต

            ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอแล้ว อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่กดทับพวกเขาไว้นั้นน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าสัญลักษณ์ตราทาส

            ตราทาสนั้นเพียงแต่ผนึกพลังฝีมือของพวกเขา ทำให้ยากจะลงมือกับเย่หลิงได้

            ทว่ากู้ฉางเกอนั้นกลับควบคุมชีวิตของพวกเขาได้โดยตรง แม้แต่บรรพจารย์ในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็มิอาจหาวิธีปลดปล่อยได้

            เพียงหนึ่งความคิดจากเขา ก็สามารถปราบปรามพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

            วิธีการอันลี้ลับเช่นนี้ ทำให้ทุกคนต่างสั่นสะท้านหวาดหวั่น

            "เป็นไปได้อย่างไรกัน… เขามิใช่ผู้แข็งแกร่งระดับมหายุทธ์สูงสุด… ทว่าเหตุใดจึงมีพลังอันลี้ลับเช่นนี้ได้…"

            แม้แต่เฮยหมิงที่รีบรุดมาถึง ก็ยังยืนแน่นิ่งมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง

            เขามิรู้เลยว่ากู้ฉางเกอเป็นผู้ใด 

            ทว่าในร่างของกู้ฉางเกอกลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันลึกลับ คล้ายคลึงกับเมื่อคราวที่เขาเผชิญหน้ากับมหาผู้สูงสุดในอดีต

            สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงอย่างยิ่ง และคิดไปโดยสัญชาตญาณว่ากู้ฉางเกอนั้นก็คงจะเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากมหาผู้สูงสุดเช่นเดียวกันกับเขา

            ขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็กวาดสายตามองไปยังเฮยหมิงเพียงครู่หนึ่ง รอยยิ้มอันลึกลับปรากฏขึ้นบนมุมปาก

            หมากตัวนี้มีค่ามิใช่น้อย ยังจำต้องใช้งานให้คุ้มค่าเสียก่อน

            “เชิญคุณชายกู้”

            เสียงอันลึกล้ำดังสะท้อนก้องมาจากส่วนลึกของแนวเขาที่เงียบงัน บรรยากาศถูกขับเคลื่อนด้วยการปรากฏตัวของชายชราในชุดคลุมขาว ผู้ซึ่งใบหน้าเหี่ยวย่นทว่ายังคงเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต

            ดวงตาของเขาลึกโหล แฝงด้วยความตกตะลึงจนมิอาจปกปิดได้ 

            กลิ่นอายว่าที่มหายุทธ์สูงสุดแผ่กระจายจากร่าง ก่อนจะสงบลงอย่างรวดเร็ว

            เขาคือบรรพจารย์อีกผู้หนึ่งแห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ผู้ที่ก่อนหน้านี้ถูกกู้ฉางเกอปราบลงด้วยเพียงหนึ่งความคิด และยังมิได้แสดงตัวจนกระทั่งบัดนี้

            กู้ฉางเกอเพียงพยักหน้ารับ ยืนอย่างสง่างามด้วยท่าทางสงบนิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ

            ก้าวย่างของเขาทำให้ความว่างเปล่ารอบกายพลันพร่าเลือน

            บรรพจารย์ผู้นั้นนำทางไปยังเบื้องหน้า

            ในมิช้า พวกเขาก็มาถึงมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล

            ภายในมหาวิหารนั้นล้อมรอบไปด้วยเหล่าสายตาแห่งความหวาดเกรงและเคารพนับถือจากชนชั้นสูงแห่งตระกูล กู้ฉางเกอก้าวเข้าสู่ใจกลางที่แห่งนั้น

            มิว่าผู้ใดในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล มิว่าจะกำลังบำเพ็ญเพียรหรือจัดการกิจธุระอันสำคัญ ก็ต่างล้วนละทิ้งสิ่งที่ทำอยู่และเร่งรุดมายังที่แห่งนี้ สีหน้าตื่นตระหนก สั่นสะท้าน และมิกล้ากล่าววาจาใด

            ภายนอกมหาวิหารยังมีเหล่ารุ่นเยาว์ของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลยืนเบียดเสียดกันด้วยความสงสัย

            พวกเขาต่างมิรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เพียงแต่ได้ยินว่ากู้ฉางเกอ ผู้ซึ่งเป็นศัตรูของเหล่าตระกูลเซียนโบราณ กลับปรากฏตัวขึ้นในเขตแดนของพวกเขา

            และยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่บรรพจารย์ก็ยังต้องเชิญเขาเข้ามายังตระกูลด้วยความเคารพ

            ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับพวกเขายิ่ง

            กู้ฉางเกอคือศัตรูของเหล่าตระกูลเซียนโบราณทั้งปวง แล้วเหตุใดจึงต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติเช่นนี้เล่า หรือว่าพวกเขาจะหวาดกลัวเขากันแน่

            มิมีผู้ใดอธิบายถึงเหตุผลให้พวกเขารับรู้ ความลี้ลับนี้ซับซ้อนเกินไป แม้แต่หลายคนเองก็ยังมิอาจทำความเข้าใจได้

            ด้วยสถานะอันพิเศษ เฮยเหยียนอวี้และเฮยหมิงจึงได้รับอนุญาตให้เข้าสู่มหาวิหารในครั้งนี้

            “เชิญคุณชายกู้ประทับที่บัลลังก์สูงสุด”

            เสียงอันแหบแห้งของบรรพจารย์อีกผู้หนึ่งดังขึ้น นางปรากฏตัวขึ้นในมหาวิหาร

            นางเป็นสตรีชราผู้เยียบเย็น ซึ่งมีสายโลหิตแท้ของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล โดดเด่นด้วยปีกมหึมาสีดำสนิทที่ราวกับสามารถบดบังท้องนภา

            ดวงตาของนางที่จับจ้องไปยังกู้ฉางเกอนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจนมิอาจปกปิดได้มิด ความลึกลับและอำนาจที่นางได้ประสบเมื่อครู่นั้นยังคงสะท้อนในจิตใจ

            ในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรอันยาวนาน นี่คือครั้งแรกที่นางเผชิญหน้ากับตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

            เพียงความคิดหนึ่งที่แผ่กระจายในจิตสำนึก ก็ทำให้แม้แต่จิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดของนางนั้นแทบแหลกสลาย ราวกับจะกลายเป็นเถ้าธุลี

            ความรู้สึกนั้นช่างน่าหวาดหวั่นเกินกว่าจะบรรยายได้

            ผู้ซึ่งดูเยาว์วัยถึงเพียงนี้ กลับครอบครองเคล็ดวิชาอันน่าขนลุกเช่นนี้ได้

            กู้ฉางเกอนั่งลงบนบัลลังก์สูงสุดด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ สีหน้าผ่อนคลายแฝงแววสนุกสนานเล็กน้อย พลางกวาดสายตาอันเย็นเยียบมองดูผู้คนในมหาวิหาร

            บรรยากาศพลันเงียบงัน เสมือนกาลเวลาถูกแช่แข็ง

            แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปกติเป็นเสาหลักของตระกูล ต่างก็เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มิกล้ากล่าวคำใด

            มิมีผู้ใดคาดเดาได้ถึงความคิดของกู้ฉางเกอ

            เพียงการกระทำด้วยความพลั้งพลาดอันเล็กน้อย ชีวิตของพวกเขาก็คงดับสิ้นไปในพริบตาได้

             ความรู้สึกของการถูกควบคุมชะตากรรม ราวกับกระบี่คมแขวนอยู่เหนือศีรษะ

            นำพาให้ทุกย่างก้าวเป็นดั่งการก้าวเดินบนขอบเหวลึก

            “เหยียนอวี้ จัดชาให้คุณชายกู้” บรรพจารย์ว่าที่มหายุทธ์สูงสุดเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยความตึงเครียด

            “เจ้าค่ะ ท่านบรรพจารย์” เฮยเหยียนอวี้รับคำ แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อกู้ฉางเกอ

            การคาดเดาถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา ทำให้ความหวาดหวั่นนี้ยิ่งทวีขึ้น

            ทว่าคำสั่งของบรรพจารย์นั้นย่อมมิอาจขัดขืนได้

            นางก้มศีรษะ มือเรียวขาวสั่นไหวเล็กน้อยขณะถือถาดชา แล้วก้าวเข้าไปใกล้กู้ฉางเกอ

            แม้ในยามปกตินางนั้นมักจะสง่างามและสงบเยือกเย็นในสายตาของเหล่าผู้คนแห่งตระกูล

            ทว่าท้ายที่สุดแล้ว นางก็ยังเป็นเพียงหญิงสาวในวัยเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น

            ในยามนี้ หัวใจของนางจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความตายเป็นสิ่งที่นางมิอาจเผชิญได้

            “คุณชายกู้… นายท่าน โปรดดื่มน้ำชา”

            เฮยเหยียนอวี้เริ่มเอ่ยเรียกขานกู้ฉางเกอด้วยคำสุภาพ ทว่าเมื่อคิดถึงอุปนิสัยของเขา นางจึงรีบเปลี่ยนคำเรียกเป็นนายท่านในทันที

            เพียงแค่คำเรียกขานที่ผิดพลาด ก็อาจนำพาความตายมาสู่นางได้ และนั่นก็เป็นเคราะห์ร้ายที่เกินจะทานทน

            ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดของนางนั้นเรียบง่ายยิ่ง

            แม้แต่บรรพจารย์ในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็ยังมิอาจต่อต้านเขาได้

            เรื่องที่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลต้องยอมสยบต่อกู้ฉางเกอนั้นจึงเป็นความจริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลง

            ดังนั้น นางจึงเลือกที่จะแสดงความภักดีต่อเขาอย่างชัดเจน เสมือนประกาศเจตจำนงต่อตนเองและผู้อื่น

            ภาพนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลหลายคนในมหาวิหารต่างได้แต่เงียบงันอยู่ในใจ พลางถอนหายใจด้วยความรู้สึกซับซ้อน

            ความคิดของเฮยเหยียนอวี้ล้วนสะท้อนถึงความคิดของพวกเขา ในเมื่อทุกสิ่งดำเนินมาถึงจุดนี้ พวกเขาก็ทำได้เพียงแต่ยอมรับชะตากรรม

            กู้ฉางเกอรับชาถ้วยนั้นไปอย่างเรียบง่าย พลางมองเฮยเหยียนอวี้ด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง

            หญิงสาวตรงหน้าดูเหมือนจะมีวัยเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี ใบหน้าละม้ายคล้ายรูปแกะสลักอันงดงาม

            ผมสีดำดุจม่านรัตติกาลถูกรวบไว้ด้วยปิ่นเก้าหงส์ อาภรณ์ประดับลวดลายสายธารและภูผา หยกชั้นเลิศที่นางสวมใส่ ยิ่งขับให้นางดูบริสุทธิ์ดุจดอกบัวศักดิ์สิทธิ์

            มิเพียงแต่มีรูปโฉมงดงามยิ่ง อีกทั้งนางยังแสดงความเฉลียวฉลาดและรู้จักกาลเทศะ

            นอกจากนี้ นางยังคาดเดาถึงตัวตนของเขาได้อย่างแม่นยำ

            “เจ้ามีนามว่าอันใด”

            กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบขณะรับถ้วยชา

            คำถามนี้เอ่ยออกจากปากเขาอย่างไร้ความตั้งใจเสียยิ่งกว่าอะไร 

            เขาล่วงรู้ถึงนามของเฮยเหยียนอวี้อยู่แล้ว อีกทั้งยังรับรู้ถึงตัวตนและความคิดในใจของนาง

            ทว่าเขามิต้องการจะให้ชนชั้นสูงของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลล่วงรู้ว่า ความคิดของพวกเขานั้นถูกเขามองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง

            เพราะหากพวกเขารับรู้เข้า ก็จะหลงเหลือแต่เพียงความสิ้นหวังที่มิต่างจากหุ่นเชิด เป็นชีวิตที่ขาดจุดมุ่งหมาย

            กู้ฉางเกอต้องการให้พวกเขาเป็นผู้ร่วมมือ

            มิใช่เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ต้องคอยรับคำสั่งทุกอย่าง

            หากเป็นเช่นนั้น เขาคงเลือกที่จะกลืนกินพวกเขาด้วยวิชามหามารกลืนเทพไปเสียตั้งแต่แรก

            ทว่าต่อให้ทำเช่นนั้น ก็ยังมิเพียงพอที่จะทำให้เขาทะลวงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ อาจจะทะลวงได้เพียงถึงขั้นกลางของว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

            การกลืนกินสองว่าที่มหายุทธ์ขั้นสูงสุดเช่นนี้ ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปนัก

            “ขอกราบทูลนายท่าน ข้ามีนามว่าเฮยเหยียนอวี้” เฮยเหยียนอวี้รีบเอ่ยตอบคำถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ทว่าในแววตากลับปรากฏประกายแห่งความยินดีขึ้นครู่หนึ่ง

            เมื่อครั้งถูกหลงเถิงจับตามอง นางยังคงมีจิตคิดขัดขืน มิยอมจำนนง่ายๆ และวางแผนเพื่อจะหลีกหนี

            ด้วยความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ที่เป็นของนางเอง

            ทว่าบัดนี้ ชีวิตของนางกลับมิอาจอยู่ในกำมือของตนเองได้อีกต่อไป

            แม้จะมิเต็มใจ ทว่าเฮยเหยียนอวี้ก็มิอาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ได้

            กู้ฉางเกอเพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย โดยมิเอ่ยสิ่งใดอีก

            สายตาอันเย็นชากวาดมองเหล่าผู้คนเบื้องล่าง

            “พวกเราขอคารวะนายท่าน!”

            ด้วยการนำของเฮยเหยียนอวี้ เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลหลายคนต่างก็เริ่มเปลี่ยนคำเรียกขานเพื่อแสดงความภักดีต่อกู้ฉางเกอ

            มินานนัก เสียงเรียกขานนั้นก็ดังระงมไปทั่วทั้งมหาวิหาร

            “ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าเกลียดชังข้า และหวังจะให้ข้าสิ้นชีพไป” กู้ฉางเกอยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พร้อมเผยรอยยิ้มบาง

            “ดังนั้น…”

            เขาชี้นิ้วออกไปยังเบื้องหน้า พร้อมคำกล่าวที่ติดจะเย้ยหยัน

            “เจ้า…”

            “เจ้า…”

            “และเจ้า…”

            ผู้ที่ถูกชี้เรียก พลันเผยใบหน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            จากนั้น ร่างของพวกเขาก็พลันระเบิดขึ้นกลางอากาศ เลือดเนื้อกลายเป็นละอองโลหิต จิตวิญญาณล้วนสูญสลายไปเสียสิ้น

            “อย่าได้คิดที่จะมีความเกลียดชังต่อข้าแม้แต่น้อย เพราะข้านั้นล่วงรู้ถึงทุกสิ่ง” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง

            “จงจำเอาไว้ให้มั่น ว่าในใต้หล้านี้ มิมีสิ่งใดยิ่งใหญ่เหนือเกินกว่าข้า คนที่ขัดขืนข้าก็จะมีจุดจบดังเช่นพวกเขา”

            กู้ฉางเกอเปล่งถ้อยคำออกมาด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงความหมายอันโหดเหี้ยมประหนึ่งเหล็กกล้าที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่ง

            เมื่อเหตุการณ์นั้นจบลง ความหวาดกลัวพลันแผ่กระจายไปทั่วทั้งมหาวิหาร ผู้คนในที่แห่งนั้นต่างรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วร่าง

            ความตายที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันและรวดเร็วราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจเช่นนี้ ทำให้พวกเขามิอาจตั้งรับได้ทัน

            อำนาจของกู้ฉางเกอนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ราวกับว่าเขาสามารถมองทะลุถึงจิตใจและความรู้สึกภายในของพวกเขาได้

            ความคิดเช่นนี้ทำให้ใบหน้าของหลายคนซีดขาวจนไร้สีโลหิต ทั้งหมดถูกข่มขู่จนมิอาจเอ่ยคำใดได้

            แม้แต่บรรพจารย์ทั้งสองผู้อยู่ในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุด ก็ยังต้องรีบโค้งคำนับและกล่าวคำอย่างเร่งร้อน “ขอนายท่านโปรดระงับโทสะ ตระกูลของเรายินดีสยบต่อนายท่านอย่างแท้จริง”

            พวกเขาล้วนดำรงชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน จนทุกเส้นขนตาล้วนหลุดร่วงมิหลงเหลือ พวกเขาจึงหวาดกลัวที่จะสูญสิ้นชีวิต

            แม้แต่มดปลวกนั้นยังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

            แล้วมนุษย์เล่าจะเป็นข้อยกเว้นได้อย่างไร

            ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีตอันยาวไกล บรรพชนของพวกเขายังเคยยอมจำนนต่อมหาเทพวัฏสงสารมาก่อน

            วันนี้พวกเขาซึ่งเป็นทายาทสืบทอดของพวกเขาเหล่านั้น ก็ย่อมต้องยอมสยบต่อกู้ฉางเกอ นี่ก็มิใช่เรื่องที่เกินกว่าจะรับได้

            ตราบใดที่พวกเขาทำงานรับใช้อย่างซื่อสัตย์ กู้ฉางเกอก็คงมิสังหารพวกเขาโดยไร้เหตุผล

            “ข้าชอบคนที่รู้จักกาลเทศะ”

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นพร้อมเผยยิ้ม ท่าทีนั้นสงบเยือกเย็นยิ่ง ก่อนที่เขาจะยืนขึ้นอย่างสง่างาม “แค่รู้จักวางตัวให้ถูกต้อง ก็ช่วยลดจำนวนผู้สิ้นชีพลงได้มิใช่หรือ”

            รอยยิ้มของเขาที่แผ่กว้างกลับทำให้ผู้คนในมหาวิหารต่างสั่นสะท้าน

            “พวกเราทราบแล้ว นายท่าน”

            ในชั่วขณะนั้น ทุกคนในมหาวิหารต่างเปล่งเสียงตอบรับอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยมิกล้าแสดงท่าทีใดที่เป็นการต่อต้านอีก

            กู้ฉางเกอรับรู้ถึงความเกลียดชังในจิตใจของพวกเขาที่มลายหายไปในพริบตา ดวงตาแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจ

            เขาชื่นชอบวิธีการปราบปรามที่เฉียบขาดและสะอาดหมดจดเช่นนี้

            มันช่วยประหยัดเวลาและจัดการได้อย่างง่ายดายยิ่ง

            แน่นอนว่า เขาก็มิได้ตั้งใจที่จะกล่าวบอกวิธีการที่ใช้ควบคุมชีวิตและความเป็นความตายของพวกเขา

            ด้วยเพราะความเกรงกลัวต่อสิ่งที่มองมิเห็นและมิอาจเข้าใจได้นั้น คือพลังข่มขวัญที่ทรงอำนาจที่สุด

            ความลับของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ จะมิมีวันถูกเปิดเผยอย่างง่ายดายเช่นนั้น

            “พวกเจ้ามิต้องกังวลไป ข้านั้นเป็นผู้มีจิตใจเมตตา แต่ไหนแต่ไรมาก็เกลียดชังการฆ่าฟันโดยไร้เหตุผลเป็นที่สุด”

            “ตราบใดที่พวกเจ้าทำงานให้ข้าอย่างซื่อสัตย์ ข้าก็สามารถช่วยให้พวกเจ้ากลืนกินเผ่าพันธ์ุเซียนโบราณอื่นๆ และก้าวขึ้นสู่การครอบครองแผ่นดินเซียนโบราณได้ทั้งผืน”

            กู้ฉางเกอเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอื้ออารี พร้อมรอยยิ้มบาง

            แม้ว่าในใจเขามิได้คิดจะช่วยเหลือคนพวกนั้นจริงๆ

            ทว่าการกล่าวคำมั่นสัญญาด้วยวาจา ก็มิได้ทำให้เขาสูญเสียสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย

            “ขอบพระคุณนายท่านยิ่งนัก!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของกู้ฉางเกอ เหล่าผู้คนในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลต่างก็แสดงท่าทีซาบซึ้งใจอันล้นพ้น เผยสีหน้าตื่นเต้นและแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

            ทว่าความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขาเป็นเช่นไรนั้น ก็คงมีเพียงพวกเขาเองที่รู้ได้ กู้ฉางเกอกลับมิได้เอ่ยกล่าวเพื่อเปิดโปงออกมา

            ในฐานะผู้สืบทอดของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง และศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            คำกล่าวของเขานั้นย่อมทรงพลังและน่าเชื่อถือกว่าผู้ใดดังเช่นเย่หลิงเสียอีก

            แม้แท้จริงแล้วก็มีผู้คนจำนวนมิน้อยซึ่งเลือกที่จะเชื่อถือโดยมิกล้าตั้งคำถาม

            ในเวลาต่อมา บรรพจารย์ผู้ซึ่งอยู่ในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดผู้หนึ่งก็ได้ออกมาแถลงการณ์แก่เหล่าผู้คนในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล

            ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้ยอมสยบต่อกู้ฉางเกอ ยกย่องเขาให้เป็นนายเหนือหัว และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างซื่อสัตย์

            เมื่อคำประกาศนี้แพร่สะพัดออกไป ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลต่างก็เกิดความสั่นสะเทือนและตกตะลึง

            เสียงโต้แย้งและการแสดงความมิพอใจดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนนั้นมิอาจยอมรับได้

            กู้ฉางเกอนั้นเป็นเพียงคนรุ่นเยาว์เท่านั้น

            เขามีคุณธรรมอันใด มีความสามารถเพียงใด จึงจะสมควรได้รับการยอมศิโรราบจากพวกเขาเช่นนี้ได้

            บรรพชนของพวกเขาในอดีต ต่างเคยกางปีกอันยิ่งใหญ่ปกคลุมฟ้าดิน ยืนหยัดอยู่บนยอดสุดของใต้หล้า มิเคยพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด

            ในสายโลหิตของพวกเขา ยังคงไหลเวียนด้วยพลังแห่งบรรพชนอันไร้เทียมทาน

            ไฉนจึงต้องยอมสยบต่อผู้อื่นด้วยเล่า

            สำหรับความโกลาหลนี้ บรรพจารย์ของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลก็ได้ใช้วิธีการที่ง่ายดายทว่ากลับทรงพลังยิ่ง นั่นคือการลงมือปราบปรามอย่างเฉียบขาด ผู้ต่อต้านทุกคนถูกขับออกจากตระกูลโดยมิมีข้อยกเว้น

            กู้ฉางเกอนั้นแสดงความเย็นชาและไร้ความปรานีต่อผู้ที่ขัดขืน

            ด้วยเหตุนี้ บรรพจารย์จึงเร่งรีบแสดงอำนาจอย่างแข็งกร้าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดการต่อต้านที่ยืดเยื้อ

            มินานนัก เสียงโต้แย้งและการต่อต้านทั้งปวงก็เงียบสงัด

            ความรวดเร็วนี้ ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกพึงพอใจยิ่ง

            เขามองออกได้มิยากว่า ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นเต็มไปด้วยความต้องการที่จะเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง!

            “เจ้านั้นดูมีไหวพริบมิน้อย นับแต่นี้ไป จงช่วยข้ารวบรวมเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่ครอบครองพลังต้นกำเนิดมาให้ข้า”

            “มิว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม หลังจากนี้ ดินแดนเซียนโบราณก็จะมิถูกปิดตัวอีกต่อไป…”

            “ที่นี่จะกลายเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียรชั้นยอด”

            “หากเจ้าทำได้สำเร็จ ข้าก็ย่อมจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม”

            ในขณะที่พวกเขาเดินทางลึกเข้าสู่เขตแดนของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล และมุ่งหน้าไปยังแท่นมรรคาวัฏสงสาร กู้ฉางเกอก็ได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ ทว่าแฝงความหมายลึกซึ้งต่อเฮยเหยียนอวี้ ผู้ที่คอยติดตามอยู่ด้านหลังอย่างระมัดระวัง

            เฮยเหยียนอวี้ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ร่างจะสั่นไหวด้วยความหวั่นเกรง นางรีบตอบรับในทันที “นายท่านโปรดวางใจ ข้าย่อมทำหน้าที่นี้ให้สำเร็จลุล่วง”

            นางมิคาดคิดเลยว่า กู้ฉางเกอจะกล่าวกับนางในลักษณะนี้

            กระทั่งมอบหมายภารกิจอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาให้

            รวบรวมผู้มากพรสวรรค์ที่ครอบครองพลังต้นกำเนิดอย่างนั้นหรือ

            เพียงคำพูดนี้ก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว

            แม้เขาจะมิได้อธิบายอย่างละเอียด ทว่านางก็เข้าใจในความหมายนั้นโดยทันที

            นี่มิใช่เพียงการสนทนาที่เข้าใจได้โดยที่มิต้องกล่าวอันใดออกมา ทว่ากลับเป็นเพราะกู้ฉางเกอนั้นเกียจคร้านที่จะมิเอ่ยทุกสิ่งให้ชัดเจนเท่านั้น…

            เฮยเหยียนอวี้มิใช่คนโง่ นางรู้ดีว่าเรื่องบางเรื่อง หากเก็บมันไว้ในใจอย่างลึกที่สุด นั่นคือหนทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

            การเป็นผู้สืบทอดของวิชามหามารกลืนเทพ คือสิ่งที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยถึง นั่นยังเป็นความลับซึ่งกู้ฉางเกอเก็บงำไว้จากสายตาทั้งใต้หล้า

            โลกทั้งปวงต่างตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโดยที่มิมีผู้ใดล่วงรู้

            เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ เฮยเหยียนอวี้ก็รู้สึกหนังศีรษะตึงชา ความเย็นเยียบแทรกซึมไปทั้งร่าง

            คำว่าน่ากลัวนั้น คงมิอาจนำมาบรรยายชายหนุ่มผู้นี้ได้อีกต่อไป

            มินานนัก พวกเขาก็เดินผ่านภูผาอันคดเคี้ยวและวังอันวิจิตร จนกระทั่งมาถึงแท่นมรรคาวัฏสงสาร

            แท่นที่สลักสร้างด้วยศิลาแห่งวัฏสงสารนี้ กล่าวกันว่าเป็นสิ่งที่มหาเทพวัฏสงสารได้สร้างไว้ในยุคเซียนโบราณ

            แท่นนี้คือที่ซึ่งมหาเทพวัฏสงสารเคยแสดงมรรคาให้เหล่าสรรพชีวิตทั้งปวงฟัง

            ร่องรอยแห่งพลังและสัญลักษณ์ของมหาเทพวัฏสงสารยังคงปรากฏชัดอยู่บนแท่นนั้น ราวกับสะท้อนความยิ่งใหญ่ที่มิอาจลบเลือนของยุคสมัยที่ผ่านพ้นไป

            “นายท่าน ที่แห่งนี้คือสถานที่ตั้งของแท่นมรรคาวัฏสงสาร ปกติแล้ว มีเพียงผู้อาวุโสในตระกูลผู้มีพลังบำเพ็ญขั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใกล้เพื่อที่จะสัมผัสถึงความลี้ลับของกฎวัฏสงสารได้” เฮยเหยียนอวี้กล่าวขึ้นด้วยความเคารพ

            เมื่อมาถึงบริเวณนี้ มีเพียงนางผู้เดียวที่ได้รับมอบหมายให้นำทางกู้ฉางเกอ ผู้ติดตามคนอื่นกลับถูกเขาสลายไปด้วยเพียงพลิกฝ่ามือ

            แท่นมรรคาวัฏสงสารนั้นล้ำค่า ทว่าเมื่อเทียบกับชีวิตของคนทั้งตระกูลแล้วนั้น มันก็กลับไร้สิ้นซึ่งความสำคัญ

            เฮยเหยียนอวี้ครุ่นคิด หากกู้ฉางเกอหลอมรวมแท่นมรรคานี้เข้าไว้กับตนเอง

            เหล่าเผ่าพันธุ์อันทรงพลังอย่างอสรพิษโบราณและจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ก็ย่อมจะมิพึงพอใจและก่อเรื่องขึ้นได้

            ด้วยเพราะแท่นมรรคาวัฏสงสารนี้เต็มไปด้วยตราประทับของแต่ละเผ่าที่เคยมาเยือน เพื่อตรวจสอบและป้องกันการยึดครองโดยผู้ใดผู้หนึ่ง

            “แท่นมรรคาวัฏสงสาร...”

            กู้ฉางเกอยืนอยู่บนหน้าผา ก่อนแหงนมองขึ้นไปยังเมฆหมอกที่ปกคลุมหนาแน่น ท่ามกลางม่านหมอกนั้น เผยให้เห็นเงารางๆ ของแท่นสูงที่ซ่อนอยู่

            ครืน!

            ทันใดนั้น ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายแสงสีดำและสีขาว ดั่งกระบี่เทพอันไร้เทียมทานที่แทงทะลุฟากฟ้า เสียงกังวานสะท้อนไปทั่ว ก่อนจะพุ่งตรงไปยังแท่นสูงเบื้องหน้า

            “นี่คือ…พลังแห่งวัฏสงสาร…”

            เฮยเหยียนอวี้ถึงกับสะดุ้ง เผยให้เห็นว่าความคิดที่นางคาดเดานั้นเป็นความจริง

            ผู้สืบทอดตัวจริงของมหาเทพวัฏสงสารนั้น… ถูกกู้ฉางเกอกำจัดไปจนเสียสิ้นแล้ว

            เพราะเหตุนี้ เขาจึงได้ครอบครองเคล็ดวิชาอันน่าอัศจรรย์ของมหาเทพวัฏสงสาร

            ตูม!

            เสียงระเบิดดังสนั่น เสมือนท้องฟ้าสะท้านสะเทือน

            แสงอันเจิดจรัสพรั่งพรูออกมาดั่งฝนทิพย์ตกโปรยปรายปกคลุมไปทั่วทุกทิศ

            แท่นมรรคาที่เคยเลือนราง ปรากฏชัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ดั่งขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ตั้งตระหง่าน ก่อให้เกิดความรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วจิตวิญญาณ

            อักษรโบราณพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ราวกับถูกเขียนขึ้นด้วยพลังอันสูงส่ง เส้นสายคมกล้าและหนักแน่น ทรงพลังประหนึ่งมังกรท่องเมฆา

            ตัวอักษรเปล่งแสงดั่งดวงตะวัน สื่อถึงความเก่าแก่อันไร้ซึ่งกาลเวลา

            กู้ฉางเกอสะบัดมือเบาๆ ทำให้พลังแห่งแท่นมรรคาถูกกระตุ้น จากนั้นจึงก้าวขึ้นไปยังแท่นสูงอย่างมิลังเล

            แท่นมรรคานี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ผู้ใดจะคาดถึง

            พื้นที่แห่งนั้นพลันเปล่งประกายสีหมอกมรกต งดงามประดุจศิลาแห่งเซียน แสงเจิดจ้าพุ่งขึ้นจากแท่น ประกายรุ้งพาดผ่านตัดกับพลังแห่งมรรคา

            ม่านแสงสีดำและสีขาวพลิ้วไหวที่เบื้องล่าง เปี่ยมด้วยพลังอันลี้ลับแห่งวัฏสงสาร

            กู้ฉางเกอเริ่มนั่งสมาธิอยู่บนแท่นสูงนั้น

            เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป มิมีผู้ใดกล้ารบกวนเขาได้

            เฮยเหยียนอวี้มองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอยู่ห่างไกลด้วยความตกตะลึงถึงขีดสุด

            แท่นมรรคาวัฏสงสารที่เผ่าพันธุ์ใช้เพื่อศึกษากฎแห่งวัฏสงสาร กู้ฉางเกอกลับใช้มันเพื่อกลืนกินและหลอมรวม!

            ความกล้าหาญเช่นนี้ทำให้นางสั่นสะท้านในใจ

            ครืน!

            ร่างของกู้ฉางเกอนั้นสงบนิ่งประดุจระฆังศักดิ์สิทธิ์

            เส้นสายอักขระมรรคาสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นขวดแห่งมหามรรคาอันทรงพลัง และเริ่มดูดกลืนแสงสีดำและขาวที่หมุนวนรอบแท่นนั้น

            ตูม…

            ทันใดนั้น พลังศักดิ์สิทธิ์อันล้นหลามก็แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณ

            ประหนึ่งสายธารแห่งดวงดาราที่ถล่มลงมา ความเกรียงไกรนี้เกินกว่าที่ผู้ใดจะต้านทานได้

            กู้ฉางเกอหลอมรวมพลังแห่งวัฏสงสารอย่างต่อเนื่อง การควบคุมพลังวัฏสงสารของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ในที่สุด สัญลักษณ์แห่งวัฏสงสารสีดำและขาว ประกอบด้วยอักขระมรณะแห่งมรรคานับมิถ้วนก็ปรากฏขึ้น

            สัญลักษณ์นั้นประทับลงในจิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้าของเขา

            “สัญลักษณ์แห่งวัฏสงสาร…ถือเป็นชีวิตอีกหนึ่งสาย แม้จิตแท้ของข้าจะแตกสลาย ข้าก็สามารถหวนคืนสู่โลกอีกครั้งผ่านมันได้…”

            “เช่นนี้ วิธีการรักษาชีวิตของข้าก็เพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่งแล้ว”

            กู้ฉางเกอลืมตาขึ้น ในขณะนั้น ดวงตาของเขาพลันสะท้อนแสงสีดำและขาวส่องประกายลึกลับออกมา

            เขารู้สึกได้ว่า ตนเองเริ่มแตะต้องเข้าสู่ประตูของขอบเขตมิติแห่งกาลเวลาแล้ว

            พลังวัฏสงสารนั้นเกี่ยวพันกับหลายสิ่ง ทว่าแก่นแท้ของมันนั้นคือชีวิต ความตาย และกาลเวลา

            จากนั้น กู้ฉางเกอก็ก้าวเดินออกจากแท่นสูง ก่อนกลับคืนสู่พื้นเบื้องล่าง

            แท่นมรรคาวัฏสงสารซึ่งสูญเสียพลังอันลี้ลับของวัฏสงสารไปแล้วนั้น ย่อมมิมีคุณค่าใดสำหรับเขาอีก

            แม้จะนำไปใช้หลอมอาวุธ มันก็ยังด้อยไปกว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งเซียนมากนัก

            “ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน”

            เมื่อเห็นกู้ฉางเกอสามารถหลอมรวมกฎแห่งวัฏสงสารได้สำเร็จ เฮยเหยียนอวี้ที่ยังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึงก็รีบก้าวเข้ามาแสดงความยินดี

            “ไปยังที่ซ่อนสมบัติของตระกูลเจ้ากันเถิด…”

            กู้ฉางเกอกล่าวอย่างเรียบง่าย ก่อนจะหมุนกายจากไป

            ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลที่สืบทอดมาอย่างเนิ่นนาน ย่อมมีสมบัติมากมายให้ค้นหา กู้ฉางเกอที่ยึดมั่นในนิสัยมิละเว้นสิ่งใด ย่อมต้องแวะไปเยือนอยู่แล้ว

            ขณะเดียวกัน เมื่อกู้ฉางเกอหลอมรวมกฎแห่งวัฏสงสารที่สลักไว้บนแท่นมรรคา บรรดาเผ่าพันธุ์อันทรงอำนาจอย่างอสรพิษโบราณและจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

            “ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลลงมือทำสิ่งใดกัน เหตุใดตราประทับของเผ่าข้าบนแท่นมรรคาวัฏสงสารนั้นจึงถูกกระตุ้นขึ้นได้”

            ชายชราผู้มีดวงตาเรียวยาวซึ่งถือไม้เท้าหัวงูนั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

            เขาสัมผัสได้ว่าตราประทับบนแท่นมรรคาถูกกระตุ้นขึ้น แม้จะมิถึงขั้นที่แท่นมรรคาถูกนำออกไป ทว่าก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความระแวงขึ้นได้

            “ในยามที่ตระกูลเซียนโบราณกำลังปั่นป่วน และโลกภายนอกกำลังส่งสำนักมรรคาลงมา เผ่าของข้าควรหาหนทางเอาตัวรอดในสถานการณ์ครั้งนี้”

            เขากล่าวจบ ก็เรียกเหล่าผู้คนในเผ่ามาประชุมหารือ

            ขณะเดียวกัน ในเขตแดนภายนอกดินแดนเซียนโบราณ ณ ดินแดนอนันต์สวรรค์ ก็ได้เกิดระลอกคลื่นที่ปั่นป่วนยิ่งนัก

            ข่าวการสังหารหมู่ของตระกูลเซียนโบราณถูกส่งออกไปยังโลกภายนอกโดยเหล่าอัจฉริยะทั้งหลาย ข่าวนี้ทำให้เหล่าสำนักมรรคาภายนอกต่างโกรธเกรี้ยว

            ทันทีที่ข่าวนั้นแพร่กระจายออกไป สำนักเหล่านั้นก็รีบส่งผู้แข็งแกร่งมายังดินแดนเซียนโบราณ

            เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวง

            แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ผู้เคยให้คำมั่นสัญญากับเหล่าผู้ทรงอำนาจแห่งดินแดนเซียนโบราณในอดีต ก็ยังเผยสีหน้าซับซ้อนและส่ายศีรษะเบาๆ

            เขานั้นคงจะหยุดยั้งเรื่องนี้ไว้มิได้

            ตูม!

            ฟากฟ้าสั่นสะเทือน แสงศักดิ์สิทธิ์อันน่าหวาดหวั่นบดบังทั่วท้องนภา

            เรือศึกโบราณ ลำเรือเหาะขนาดมหึมา และขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ลอยฟ้า ต่างปรากฏขึ้นเรียงราย…

            บนยานเหล่านั้น ยังมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอันทรงพลังมากมายที่ต่างแผ่กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นออกมา

            จิตแห่งเทพอันล้นหลามกวาดผ่าน ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรในนครโบราณทั้งหลายต่างตัวสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดหวั่น

            การฝึกฝนครั้งนี้ กำลังจะนำพาหายนะมาสู่โลกหล้า!

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    848K 1761
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869