หลังจากคืนที่คินธารพูดออกมาตรง ๆ ว่า่นี้เขารู้สึกดีเกินกว่าจะเรียกว่าแค่เื่งาน แพรพิมก็ใช้เวลาหลายวันอยู่กับความรู้สึกกึ่งเขินกึ่งตื่นเต้นแบบที่ไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน เพราะสิ่งที่เคยคิดว่าอาจเป็เพียงการมองกันมากไปหรือสนิทกันเพราะต้องทำงานด้วยกัน ตอนนี้กลับมีคำพูดชัด ๆ มายืนยันแล้วว่าอีกฝ่ายเองก็รู้สึกบางอย่างเหมือนกัน และแม้ยังไม่มีใครพูดคำว่าชอบ ไม่มีใครถามว่าเป็แฟนกันไหม และทุกอย่างยังเหมือนเดินอยู่ตรงกลางระหว่างคำว่าเพื่อนร่วมงานกับคนพิเศษ แต่แค่นั้นก็เพียงพอจะทำให้ทุกเช้าที่ต้องมาออฟฟิศมีความหมายต่างจากเดิมไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด
แพรพิมพยายามทำตัวปกติที่สุดในบริษัท เพราะยิ่งรู้ว่าคินธารคิดยังไง เธอก็ยิ่งกลัวว่าคนอื่นจะมองออกง่ายขึ้น แต่ปัญหาคือคนที่พยายามซ่อนมักมีพิรุธกว่าคนที่ไม่คิดอะไร และนั่นทำให้มิ้นท์เริ่มจับสังเกตได้แทบทุกอย่าง ั้แ่การที่แพรพิมเผลอหันไปมองทางเดินทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องประชุมเปิด ไปจนถึงการที่เธออ่านอีเมลจากคินธารแล้วบางครั้งยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัว
เช้าวันหนึ่ง มิ้นท์เดินเข้ามาหาแล้ววางเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนจะถามแบบทำเหมือนไม่มีอะไรว่า “แพร เมื่อคืนคุยกับใครดึกหรือเปล่า ทำไมเช้านี้ดูอารมณ์ดีจัง”
แพรพิมเงยหน้าขึ้นทันทีแล้วตอบเร็วเกินไปว่า “ไม่ได้คุยกับใครค่ะ”
มิ้นท์ยิ้มมุมปาก “พี่ยังไม่ได้ถามชื่อใครเลยนะ”
แพรพิมถอนหายใจแล้วก้มหน้ากลับไปดูงาน “่นี้พี่จับผิดหนูเก่งขึ้นทุกวันเลยนะคะ”
“พี่ไม่ได้จับผิด พี่แค่สังเกต แล้วคนที่น่าสงสัยก็คือแพรเอง”
“หนูยังเป็หนูเหมือนเดิมค่ะ”
“จริงเหรอ เพราะ่นี้ถ้าคุณคินธารเดินผ่าน โต๊ะนี้จะมีคนหนึ่งนั่งหลังตรงขึ้นทันทีเลยนะ”
แพรพิมหันขวับทันที “พี่มิ้นท์!”
เสียงเธอดังเกินไปเล็กน้อยจนคนโต๊ะใกล้ ๆ หันมามอง แพรพิมจึงรีบลดเสียงแล้วพูดต่อว่า “พี่อย่าแซวดัง เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน”
มิ้นท์หัวเราะแล้วตอบเบา ๆ ว่า “เห็นไหม แค่พี่พูดชื่อก็รีบแล้ว”
แพรพิมยกมือขึ้นปิดหน้าอย่างยอมแพ้ เพราะรู้ว่าตัวเองเถียงต่อก็ยิ่งมีพิรุธกว่าเดิม และสิ่งที่น่ากลัวกว่าการโดนมิ้นท์แซวคือเธอเริ่มรู้ว่าคนในทีมบางคนเองก็มองความสัมพันธ์ของเธอกับคินธารด้วยสายตาแปลกไปเล็กน้อยเหมือนกัน แม้ยังไม่มีใครพูดตรง ๆ แต่บรรยากาศแบบนี้ทำให้แพรพิมเริ่มนึกถึงสิ่งซึ่งคินธารเคยพูดว่า ความสัมพันธ์นี้ต้องค่อย ๆ ไป เพราะมีเื่งานและตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจริง
่สายวันนั้นมีการประชุมกับฝ่ายอื่น และแพรพิมได้รับหน้าที่นำเสนอข้อมูลบางส่วนเป็ครั้งแรกต่อหน้าคนจำนวนมากกว่าปกติ แม้เธอจะเตรียมตัวมาอย่างดี แต่พอเห็นคนในห้องและรายชื่อผู้บริหารหลายคนบนจอ ความตื่นเต้นก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความมั่นใจจนมือเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คินธารนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะและดูเหมือนสังเกตได้ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อหน้าคนอื่น เพียงมองมาแล้วพยักหน้าเบา ๆ เหมือนกำลังบอกว่าให้เริ่มได้ แค่นั้นกลับช่วยให้แพรพิมรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด เพราะในห้องซึ่งเต็มไปด้วยคนที่เธอไม่คุ้น อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งซึ่งเธอรู้ว่ารับฟังและไม่ได้รอจับผิดอยู่
แพรพิมเริ่มนำเสนอและค่อย ๆ กลับเข้าจังหวะของตัวเองได้ดีขึ้น เธออธิบายข้อมูลตรงไปตรงมาและตอบคำถามจากผู้บริหารคนอื่นได้อย่างมั่นใจ จนเมื่อจบการนำเสนอ บรรยากาศในห้องก็ดูผ่อนคลายขึ้น และหัวหน้าทีมเองยังพยักหน้าให้เหมือนพอใจกับผลงาน
แต่หนึ่งในผู้บริหารอีกฝ่ายกลับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนข้างตรงว่า “ข้อมูลส่วนนี้มาจากทีมใหม่ใช่ไหมครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าฐานข้อมูลพอจะสรุปได้เร็วขนาดนี้หรือเปล่า”
แพรพิมชะงักไปนิดหนึ่ง เพราะคำถามนั้นฟังเหมือนกำลังท้าทายความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เธอเพิ่งนำเสนอ แต่ก่อนจะรีบตอบ คินธารกลับพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า “ข้อมูลยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายครับ แต่ใช้เป็แนวโน้มเพื่อวางรอบทดลองได้ และวิธีที่คุณแพรพิมเสนอทำให้เราเห็นกลุ่มซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกนับรวมชัดเจน ผมคิดว่ามีเหตุผลพอจะทดลองต่อ”
แพรพิมหันไปมองเขาเพียงครู่หนึ่งเพราะไม่คิดว่าเขาจะออกหน้าพูดให้ชัดขนาดนั้น แต่คินธารไม่ได้มองกลับมาเป็พิเศษ เขาเพียงอธิบายต่อด้วยเหตุผลและข้อมูลเหมือนกำลังปกป้องงานมากกว่าปกป้องคน ซึ่งยิ่งทำให้แพรพิมรู้สึกขอบคุณเพราะมันไม่ทำให้เธอดูเหมือนคนพิเศษหรือเหมือนผู้บริหารเข้าข้างพนักงานใหม่
หลังประชุมจบ แพรพิมเดินตามคินธารออกมาแล้วพูดเบา ๆ ว่า “เมื่อกี้ขอบคุณนะคะ”
เขาหันมามอง “เื่อะไรครับ”
“เื่ที่ช่วยอธิบายข้อมูลให้ ไม่งั้นหนูอาจต้องใช้เวลาตอบอีกยาว”
คินธารตอบเรียบ ๆ ว่า “ผมไม่ได้ช่วยเพราะเป็คุณนะครับ ผมพูดเพราะข้อมูลมันมีเหตุผลจริง”
แพรพิมเลิกคิ้ว “นี่คือชมใช่ไหมคะ”
“ถ้าคุณอยากนับก็ได้ครับ”
เธอยิ้มแล้วตอบ “งั้นหนูจะเก็บแต้มไว้ค่ะ ่นี้คะแนนคุณขึ้นเรื่อย ๆ”
คินธารยิ้มมุมปาก “ดีครับ แปลว่าพฤติกรรมผมยังไม่แย่ลง”
แพรพิมหัวเราะและทั้งคู่เดินต่อด้วยกัน แต่ก่อนจะถึงโซนโต๊ะทำงาน เธอก็สังเกตเห็นผู้บริหารหญิงคนหนึ่งจากอีกฝ่ายมองมาแล้วส่งยิ้มบาง ๆ แบบเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง นั่นทำให้แพรพิมรู้สึกตัวทันทีว่าการเดินคุยกันสองคนบ่อย ๆ อาจเริ่มถูกคนอื่นจับตามองมากกว่าที่คิด
พอกลับถึงโต๊ะ มิ้นท์ก็หันมาถามทันทีว่า “ประชุมเป็ไง”
แพรพิมวางเอกสารลงแล้วตอบว่า “รอดค่ะ ตอนแรกเกร็ง แต่ก็โอเค”
“แล้วคุณคินธารพูดแทนให้ด้วยใช่ไหม”
แพรพิมหันขวับ “พี่รู้ได้ไง”
“คนในทีมเขาคุยกันแล้ว เขาช่วยอธิบายว่าข้อมูลของแพรมีเหตุผลใช่ไหม”
แพรพิมพยักหน้า “ใช่ค่ะ แต่เป็เื่งานนะ”
มิ้นท์มองเธอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าปกติเล็กน้อย “พี่รู้อยู่แล้วว่าเป็เื่งาน แต่แพรต้องระวังนิดหนึ่งนะ ่นี้คนเริ่มสังเกตว่าคุณคินธารคุยกับแพรบ่อย”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มของแพรพิมลดลงทันที “มีคนพูดอะไรเหรอคะ”
“ยังไม่ถึงกับนินทาแรงหรอก แต่มีคนแซว ๆ ว่าผู้บริหารสนใจพนักงานใหม่เป็พิเศษ พี่บอกไว้เพราะแพรเพิ่งเข้ามา ถ้ามีข่าวอะไรขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะมองแพรก่อน”
แพรพิมเงียบไปครู่หนึ่งเพราะรู้ว่ามิ้นท์ไม่ได้พูดเพื่อทำให้กลัว แต่เตือนด้วยความหวังดีจริง ๆ และนี่คือสิ่งที่เธอเองเคยคิดอยู่ลึก ๆ มาตลอด เพราะคินธารมีตำแหน่งสูงกว่าและเธอยังอยู่ใน่ทดลองงาน ถ้าคนอื่นมองว่าความก้าวหน้าของเธอเกิดจากความสนิทมากกว่าความสามารถ ทุกอย่างที่เธอพยายามทำจะถูกลดคุณค่าลงทันที
“หนูเข้าใจค่ะ ขอบคุณพี่นะ”
มิ้นท์พยักหน้า “พี่ไม่ได้บอกให้หยุดคุยหรืออะไรนะ แค่ถ้ามีอะไรจริง ๆ ก็ต้องจัดการให้ดี”
แพรพิมมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนยังดูน่าตื่นเต้นและเบาสบาย เริ่มมีน้ำหนักของโลกจริงเข้ามาแล้วอย่างชัดเจน และแม้ใจหนึ่งยังอยากปล่อยให้ความรู้สึกเดินต่อไปตามธรรมชาติ แต่อีกใจก็รู้ว่าตัวเองไม่อยากเสียความน่าเชื่อถือในการทำงานเพียงเพราะทุกอย่างเดินเร็วเกินไป
่บ่าย แพรพิมจึงพยายามลดการคุยกับคินธารให้อยู่ในเื่งานมากขึ้น แม้เขาจะเดินผ่านโต๊ะหรือส่งข้อความมา เธอก็ตอบสั้นและเป็ทางการกว่าเดิมจนคินธารสังเกตได้อย่างรวดเร็ว
่หนึ่งเขาส่งข้อความส่วนตัวมาถามว่า “วันนี้เป็อะไรหรือเปล่าครับ”
แพรพิมมองหน้าจออยู่นานก่อนตอบว่า “ไม่มีค่ะ งานเยอะนิดหน่อย”
อีกฝ่ายตอบกลับมา “เมื่อเช้ายังปกติดีอยู่เลยนะครับ”
เธอรู้ว่าคินธารจับได้และสุดท้ายจึงพิมพ์ตอบตรงขึ้นว่า “มีคนเริ่มสังเกตว่าเราคุยกันบ่อยค่ะ หนูไม่อยากให้มันกระทบงาน”
ข้อความเงียบไปครู่หนึ่งก่อนคำตอบจะกลับมา “เข้าใจครับ เลิกงานคุยกันได้ไหม”
แพรพิมลังเลแต่สุดท้ายตอบว่า “ได้ค่ะ”
หลังเลิกงาน คินธารไม่ได้ชวนไปกินข้าวหรือออกไปไหนไกล ทั้งสองเพียงนั่งคุยกันในร้านกาแฟบริเวณชั้นล่างของอาคารซึ่งยังมีพนักงานหลายคนเดินผ่านไปมา เพื่อให้ทุกอย่างดูเปิดเผยและไม่มีอะไรต้องหลบซ่อนเกินจำเป็
คินธารเป็ฝ่ายพูดก่อนว่า “มิ้นท์เตือนคุณใช่ไหมครับ”
แพรพิมมองเขาอย่างแปลกใจ “คุณรู้ได้ยังไง”
“เดาได้ครับ แล้วผมก็คิดเหมือนกันว่า่นี้เราอยู่ด้วยกันบ่อยเกินไปในสายตาคนอื่น”
แพรพิมเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนตอบว่า “หนูไม่อยากให้คนคิดว่างานที่หนูได้ทำหรือคำชมที่ได้รับมันเพราะคุณค่ะ หนูเพิ่งเข้ามาเอง ถ้ามีข่าวแบบนั้นหนูคงรู้สึกแย่มาก”
คินธารพยักหน้าและสีหน้าจริงจังขึ้น “ผมเข้าใจ และผมไม่อยากให้คุณต้องเสียอะไรเพราะเื่นี้เหมือนกัน”
แพรพิมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถามเบา ๆ ว่า “งั้นเราควรทำยังไงคะ”
คินธารคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบว่า “ในเวลางานก็ชัดเจนเื่งานมากขึ้น ลดเื่ส่วนตัวลง แล้วถ้ามีการตัดสินใจเื่คุณ ผมจะไม่เป็คนตัดสินคนเดียว ให้หัวหน้าทีมกับคนอื่นมีส่วนทั้งหมด จะได้ไม่มีใครมองว่าผมให้สิทธิ์พิเศษ”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมรู้สึกโล่งขึ้น เพราะเขาไม่ได้บอกให้ทำเหมือนไม่รู้จักกันหรือปฏิเสธความรู้สึก แต่เลือกจัดการอย่างรับผิดชอบกับสถานการณ์จริง และสิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าคินธารจริงจังกับทั้งงานและความรู้สึกของเธอมากกว่าที่คิด
เธอจึงถามต่อแบบครึ่งเล่นครึ่งจริงว่า “แล้วนอกเวลางานล่ะคะ”
คินธารมองเธอแล้วเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ถ้าคุณยังอยากคุยกับผม ผมก็อยากคุยเหมือนเดิมครับ”
แพรพิมหลบสายตาเล็กน้อยเพราะคำตอบนั้นตรงกว่าที่คาด ก่อนจะพึมพำว่า “ก็ไม่ได้อยากหยุดคุยหรอกค่ะ”
“งั้นก็แค่ระวังให้ดีขึ้น ไม่ต้องทำเหมือนเราทำอะไรผิด”
คำว่า “เรา” ทำให้แพรพิมรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ เพราะเป็ครั้งแรกที่คินธารพูดถึงสิ่งซึ่งเกิดขึ้นระหว่างกันเหมือนเป็เื่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ปัญหาซึ่งเธอต้องจัดการคนเดียว
หลังจากคุยเื่จริงจังจบ บรรยากาศกลับผ่อนคลายลง และแพรพิมหยิบเครื่องดื่มขึ้นมาจิบก่อนแซวว่า “เห็นไหมคะ ความรักวัยทำงานนี่ไม่ง่ายเลย ยังไม่ทันเป็อะไรกันก็ต้องคิดเื่นโยบายบริษัทแล้ว”
คินธารหัวเราะทันที “คุณใช้คำว่าความรักเองนะครับ”
แพรพิมชะงักแล้วรีบแก้ “พูดรวม ๆ ค่ะ ไม่ได้หมายถึงเรา”
“ครับ ผมจะพยายามเชื่อ”
“น้ำเสียงคุณไม่เชื่อเลย”
คินธารยิ้มแล้วพูดเบา ๆ ว่า “ก็เพราะผมหวังอยู่ว่าคุณอาจหมายถึงเราจริง ๆ”
ประโยคนั้นทำให้แพรพิมนิ่งไปอีกครั้งและหัวใจเริ่มเต้นแรงเหมือนทุกครั้งที่เขาพูดตรงแบบไม่ให้เวลาเตรียมตัว เธอจึงรีบยกแก้วขึ้นดื่มเพื่อหลบสีหน้าตัวเอง ก่อนจะพูดว่า “คุณนี่ชอบพูดอะไรให้คนคิดเยอะจริง ๆ”
“ผมก็ไม่อยากให้คุณคิดอยู่คนเดียวครับ”
แพรพิมมองเขาแล้วรู้สึกว่าทุกครั้งที่คินธารพูดอะไรแบบนี้ ความระวังในใจของเธอก็ลดลงนิดหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เร่งรัด ไม่ขอสถานะ และไม่พยายามใช้ตำแหน่งหรือความสนิททำให้เธอต้องตอบอะไร แต่กลับยอมเดินช้าลงเพื่อให้ทุกอย่างปลอดภัยต่อเธอมากที่สุด
ระหว่างกลับบ้านวันนั้น ทั้งสองไม่ได้กลับรถคันเดียวกันเพราะคินธารมีนัดต่อและแพรพิมเรียกรถเอง แต่พอกลับถึงบ้าน โทรศัพท์ก็มีข้อความเข้ามาตามที่เธอเริ่มคุ้นเคย
“ถึงบ้านแล้วหรือยังครับ”
แพรพิมยิ้มทันทีและพิมพ์ตอบว่า “ถึงแล้วค่ะ วันนี้ไม่ต้องมาส่งก็ยังเช็กอีกนะคะ”
คินธารตอบกลับ “ก็อยากรู้ครับ”
เธอมองข้อความแล้วรู้สึกว่าประโยคง่าย ๆ แบบนั้นกลับหวานกว่าคำพูดใหญ่โตหลายอย่างเสียอีก เพราะมันไม่มีเหตุผลเื่งาน ไม่มีหน้าที่ และไม่มีอะไรบังคับให้เขาต้องถาม นอกจากความรู้สึกที่ทั้งคู่เริ่มยอมรับกันมากขึ้นทีละนิด
แพรพิมพิมพ์กลับว่า “งั้นขอบคุณที่อยากรู้นะคะ”
อีกฝ่ายตอบว่า “ยินดีครับ แล้วพรุ่งนี้ในออฟฟิศเราก็ทำตัวปกตินะ”
เธอพิมพ์ตอบทันทีว่า “ปกติของเราคือเถียงกันต่อหน้าคนอื่นใช่ไหมคะ”
“ถ้าจะให้เนียน ก็คงต้องเหมือนเดิมครับ”
แพรพิมหัวเราะก่อนตอบว่า “โอเคค่ะ พรุ่งนี้หนูจะเถียงให้สมจริง”
คินธารตอบกลับว่า “ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณดีใจที่จะได้เถียงมากกว่าดีใจที่ได้คุยกับผมหรือเปล่า”
เธอพิมพ์กลับช้า ๆ ว่า “ก็อาจจะทั้งสองอย่างค่ะ”
หลังส่งไปแล้ว แพรพิมถึงกับเอามือปิดหน้าตัวเองเพราะรู้ว่าประโยคนั้นตรงกว่าที่ตั้งใจ แต่ก่อนจะลบก็ไม่ทันแล้ว และข้อความตอบกลับก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
“งั้นผมก็โอเคครับ”
แพรพิมนั่งยิ้มอยู่กับหน้าจอและเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้อาจกำลังเดินไปในทิศทางที่จริงจังกว่าเดิม แม้ยังไม่มีคำชัดเจน แต่การที่ทั้งสองเริ่มคิดถึงผลกระทบ เริ่มปกป้องพื้นที่การทำงานของกันและกัน และยังเลือกว่าจะคุยต่อแทนที่จะถอยเพราะกลัวความยุ่งยาก ก็แปลว่าความรู้สึกนี้มีน้ำหนักมากกว่าความสนุกชั่วคราวไปแล้ว
ส่วนคินธารเองก็คิดเื่เดียวกันหลังวางโทรศัพท์ เพราะถ้าเป็เพียงความสนิทธรรมดา เขาคงไม่ต้องนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้แพรพิมเสียความน่าเชื่อถือ และคงไม่รู้สึกอยากรักษาทั้งงานและความสัมพันธ์ไปพร้อมกันมากขนาดนี้ เขาเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้เพียงชอบเวลาคุยกับเธอ แต่เริ่มอยากให้เธออยู่ในชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องแลกอะไรกับการเข้ามาใกล้เขา
คนรอบข้างอาจเริ่มมองออกก่อนที่ทั้งคู่จะกล้าพูดสถานะออกมาเองเสียอีก และนั่นทำให้ตอนนี้ความรู้สึกไม่ได้มีเพียงความน่ารักหรือความตื่นเต้นเท่านั้น หากเริ่มมีความรับผิดชอบเข้ามาอยู่ข้างกันด้วย เพราะเมื่อความสัมพันธ์เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งมีงาน ตำแหน่ง และสายตาของคนอื่น ความรักก็ไม่สามารถเดินตามใจได้ทั้งหมดโดยไม่คิดถึงผลของมัน
แต่สำหรับแพรพิมกับคินธาร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอยากถอยออกจากกัน หากเพียงทำให้รู้ว่าถ้าจะเดินต่อ ทั้งสองต้องเดินอย่างระวังและชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น และบางทีนั่นอาจเป็สัญญาณแรกว่าความรู้สึกซึ่งเคยเริ่มจากความหงุดหงิดและการเถียงกันกลางทางเดิน กำลังเปลี่ยนจากเื่สนุกระหว่างวันไปเป็บางสิ่งซึ่งทั้งสองเริ่มอยากรักษาเอาไว้จริง ๆ แล้ว